พราวพุธ ชู Wellness เป็น Next S-Curve เร่งสร้าง Ecosystem ดัน Medical Hub พลิกเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวไทย

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ The Crystal Box อาคารเกษรทาวเวอร์ ชั้น 19 กรุงเทพฯ กองบรรณาธิการมติชน จัดสัมมนา EXCLUSIVE MEETING : NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย เปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้กำหนดนโยบาย เกี่ยวกับบทบาทของการท่องเที่ยวต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย

เมื่อเวลา 15.40 น. น.ส.พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบนเวทีสัมภาษณ์พิเศษ ในหัวข้อ Next Gen Business Talk ว่า กระแส Wellness ไม่ใช่เทรนด์ระยะสั้น แต่เป็นดีมานด์ที่สามารถเกิดขึ้นจริงในทุกช่วงวัย และกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้จ่ายของผู้บริโภคทั่วโลก ทั้งนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละเจเนอเรชั่นให้ความสำคัญกับสุขภาพแตกต่างกัน โดยกลุ่ม Baby Boomer มุ่งเน้นการยืดอายุและการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขณะที่ Gen X ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพในระยะยาว ส่วน Gen Y สนใจเรื่องการชะลอวัย (Anti-aging) ขณะที่ Gen Z และ Gen Alpha มองสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ทั้งการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา และการสร้างบาลานซ์ไลฟ์สไตล์

“ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Gen Alpha จะให้ความสำคัญกับการสร้างบาลานซ์ไลฟ์สไตล์ และการออกกำลังกายมากขึ้น จากเดิมที่คนรุ่นเราอาจไปปาร์ตี้กลางคืน ดื่มจนตีหนึ่งตีสอง แต่เดี๋ยวนี้เด็กๆ เปลี่ยนมาปาร์ตี้กลางวัน ไปดื่มมัทฉะ หรือไปเดิน Power Walk กัน หรือการดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สะท้อนว่าการดูแลสุขภาพกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่แล้ว” น.ส.พราวพุธกล่าว

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า หากมองในภาคธุรกิจ Wellness เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ เนื่องจากผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อบริการที่ตอบโจทย์สุขภาพ อาทิ บริการนวดแผนไทยทั่วไปที่มีค่าบริการเฉลี่ย 200-500 บาทต่อชั่วโมง หรือในศูนย์การค้าประมาณ 800 บาทต่อชั่วโมง แต่หากพัฒนาเป็นบริการด้านความงามหรือ Anti-aging สามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 1,500-2,000 บาทต่อชั่วโมง สะท้อนศักยภาพของธุรกิจ Wellness ที่สามารถเพิ่มรายได้ต่อหัวได้อย่างมีนัยสำคัญ

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพ ทั้งวัฒนธรรมไทย อาหารไทย สมุนไพรไทย การแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้ว โดยหากภาครัฐและเอกชนร่วมกันพัฒนา Wellness Ecosystem จะช่วยเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับไทยจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว ไปสู่ Wellness Integrated Destination ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า ทั้งนี้ ผลสำรวจของ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หรือ Terra BKK ในช่วงปลายปี 2568 พบว่า 90% ของผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยที่สามารถส่งเสริมสุขภาพของผู้อยู่อาศัยได้ ขณะที่ 29% มองว่า Wellness เป็นหนึ่งใน 3 ปัจจัยหลักในการเลือกซื้อบ้าน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับทำเลและรูปแบบโครงการ มาเป็นการมองว่าบ้านต้องช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว

“บ้านเป็นสถานที่ที่เราใช้ชีวิตทุกวัน ผู้บริโภคจึงคาดหวังให้ที่อยู่อาศัยสามารถดูแลสุขภาพได้มากกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงเป็นที่พักอาศัย แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย” น.ส.พราวพุธกล่าว

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า ทั้งนี้ บริษัทได้นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนาโครงการ Wellness Residence ร่วมกับโรงพยาบาลบีเอ็นเอช โดยออกแบบตั้งแต่ต้นทางให้เป็นที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมสุขภาพ ตั้งแต่ทำเลในย่านสาทร-สีลม ซึ่งเชื่อมต่อพื้นที่ทำงาน โรงเรียน และสวนสาธารณะ ไปจนถึงการออกแบบอาคารที่ให้ความสำคัญกับ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ แสงแดด สายลม และพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยแบบ “Vertical Home” พร้อมพัฒนาบริการ Health Butler ที่ดูแลด้านสุขภาพครบวงจร ทั้งการย้ายประวัติรักษา การประเมินสุขภาพ การประสานบริการพยาบาลถึงที่พัก การจัดส่งยา และการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่อยู่ลำพัง

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า นอกจากนี้ ลูกบ้านยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพจากโรงพยาบาลบีเอ็นเอช อาทิ ส่วนลดค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 20% โดยมองว่าโมเดลดังกล่าวเป็นการผสานอสังหาริมทรัพย์เข้ากับการแพทย์และสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม รองรับแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุและผู้บริโภคยุคใหม่ เชื่อว่า Wellness Real Estate จะเป็นทิศทางสำคัญของอสังหาริมทรัพย์ไทยในอนาคต เพราะสามารถสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าโครงการได้อย่างยั่งยืน

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า สำหรับภาคการท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องปรับรูปแบบการแข่งขัน หลังช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ การขายสินค้าและบริการแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ ซึ่งการผลักดัน Wellness Tourism จะเป็นจุดสร้างความแตกต่างให้ประเทศไทยกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง เนื่องจากช่วยเพิ่มระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว จากเดิมเฉลี่ย 3-5 วัน เป็นรูปแบบ Wellness Retreat ที่ใช้เวลา 7-14 วัน ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น จากการใช้จ่ายเฉพาะแค่ที่พักและอาหาร ไปสู่บริการสุขภาพ ความงาม และกิจกรรมเพื่อสุขภาพ

“ถ้าเรายังขายแบบเดิม ประเทศไทยมีโอกาสสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน แต่ Wellness จะเป็นจุดสร้างความแตกต่าง หรือ Differentiation ที่ทำให้ประเทศไทยกลับมาโดดเด่นได้อีกครั้ง” น.ส.พราวพุธกล่าว

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า หากไทยสามารถพัฒนาเป็น Wellness Hub ได้สำเร็จ จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่จะเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรม ทั้งการแพทย์ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม (R&D) ศูนย์ฝึกอบรม ที่อยู่อาศัย โรงเรียนนานาชาติ Senior Living และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม Wellness ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบอาคาร การเลือกวัสดุ อาทิ สีที่มีสารระเหยต่ำ (Low VOC) คุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ การส่งเสริมการนอนหลับ และการนำเทคโนโลยีสุขภาพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเป็น Medical และ Wellness Hub โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างจังหวัดภูเก็ต ที่เติบโตเร็วกว่าระบบรองรับ ทั้งปัญหาการจราจร การจัดการขยะ คุณภาพอากาศ PM2.5 ระบบน้ำประปา รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่ควรสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ภูเก็ตที่มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี แต่ได้รับงบประมาณตามจำนวนประชากรประจำจังหวัดเพียงราว 200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการพัฒนาเมือง

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า แม้ภาครัฐเริ่มมีมาตรการด้านวีซ่าสำหรับผู้เข้ามารักษาพยาบาลและผู้พำนักระยะยาว แต่ยังต้องเพิ่มแรงจูงใจด้านการลงทุนเพื่อสร้าง Wellness Ecosystem ให้ครบวงจร โดยเฉพาะธุรกิจสนับสนุน เช่น ที่อยู่อาศัย ศูนย์วิจัย ศูนย์ฝึกอบรม และบริการเกี่ยวเนื่อง รวมถึงควรกำหนดพื้นที่และผังเมืองรองรับ Medical Hub เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรพร้อม แต่ยังขาดทิศทางร่วมกันด้านกฎหมาย มาตรการลงทุน และการวางแผนเมือง

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า นอกจากนี้ Sports Tourism ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในระบบ Wellness Ecosystem ของประเทศไทย เนื่องจากมีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการออกกำลังกายและฝึกซ้อมได้ตลอดทั้งปี และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาที่พัฒนาเพิ่มขึ้น โดยยกตัวอย่างโครงการที่หัวหินของบริษัท ซึ่งมีสนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA จำนวน 4 สนาม รองรับทีมฟุตบอลต่างชาติเข้ามาเก็บตัวช่วงปิดฤดูกาลเฉลี่ยทีมละ 2 สัปดาห์ มีนักกีฬาและทีมงานประมาณ 20-30 คน สร้างความต้องการห้องพักราว 200 ห้องต่อทีม รวมถึงรายได้จากการแข่งขันและผู้ติดตาม

“การมีฟิตเนสขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น Wellness Project แต่ Wellness ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบอาคาร วัสดุก่อสร้าง คุณภาพน้ำ คุณภาพอากาศ การนอนหลับ และนวัตกรรมสุขภาพที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน Wellness ไม่ใช่เพียงธุรกิจสุขภาพ แต่เป็น ‘New Growth Engine’ หรือ ‘Next S-Curve’ ของประเทศไทย ที่สามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยว การแพทย์ อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกในอนาคต” น.ส.พราวพุธกล่าว

สำหรับคำถามจากผู้เข้าร่วมงานถึงการออกแบบโครงการ Wellness Residence ว่ามีการรองรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะหรือไม่ รวมไปถึงระบบช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพสำหรับผู้อยู่อาศัยได้อย่างไร

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า โครงการได้ออกแบบระบบรองรับเหตุฉุกเฉินไว้อย่างครบถ้วน โดยลิฟต์ทุกตัวสามารถรองรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยเปล (Stretcher) และได้ทดสอบระบบร่วมกับโรงพยาบาล (Dry Run) แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถนำผู้ป่วยจากห้องพักถึงมือแพทย์ได้ภายใน 5 นาที นอกจากนี้ โครงการไม่ได้แบ่งพื้นที่หรือชั้นพักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ แต่พัฒนาให้รองรับการอยู่อาศัยของคนทุกช่วงวัย แม้ว่าจะมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่ซื้อห้องพักเพื่อให้บิดามารดาเข้ามาอยู่อาศัย

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมี Wellness Room สำหรับให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ พร้อมด้วยทีม Family Doctor จากโรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) ที่ดูแลลูกบ้านตั้งแต่การประเมินประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว พฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย เพื่อออกแบบแนวทางการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล พร้อมกันนี้ยังมีทีม Health Butler ทำหน้าที่ประสานงานด้านสุขภาพ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเวลเนส เช่น ห้องนวด ห้องโยคะ ห้องทำสมาธิ (Meditation Room) และพื้นที่ออกกำลังกาย ซึ่งสามารถปรับรูปแบบการใช้งานให้เหมาะกับความต้องการของลูกบ้านแต่ละรายตามคำแนะนำของแพทย์

“เราไม่ได้ออกแบบโครงการสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ตั้งใจให้เป็นแพลตฟอร์มด้านสุขภาพสำหรับทุกเจเนอเรชั่น โดยสามารถปรับรูปแบบการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคลผ่านคำแนะนำของแพทย์และ Health Butler” น.ส.พราวพุธกล่าว

พราวพุธ