Value Tourism กับการยกระดับเศรษฐกิจไทย เชื่อมสินค้าและบริการสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
Value Tourism กับการยกระดับเศรษฐกิจไทย
เชื่อมสินค้าและบริการสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่การแข่งขันที่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้อาจไม่เพียงพอต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นเท่าใด แต่คือการเดินทางแต่ละครั้งจะสร้างคุณค่า กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ผู้ประกอบการและชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การท่องเที่ยว เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้มากเพียงใด
ปัจจุบัน การท่องเที่ยวไทยเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ทั้งขีดความสามารถในการแข่งขัน สะท้อนจากดัชนีการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการเดินทาง (TTDI) ปี 2567 ที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 47 ของโลก รวมถึงการกระจุกตัวของรายได้ในจังหวัดท่องเที่ยวหลักและผู้ประกอบการรายใหญ่ การเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า บริการ และคอนเทนต์ที่ยังไม่เต็มศักยภาพ และการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่ยังไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้โอกาสทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวยังกระจายได้ไม่ทั่วถึง การท่องเที่ยวจึงไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรมที่สร้างรายได้ แต่ควรเป็นกลไกเชื่อมโยงตลาด เพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน ผ่านการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value Tourism)
แนวทางการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าสอดคล้องกับทิศทางการท่องเที่ยวโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความยั่งยืน และคุณค่าที่ได้รับจากการเดินทาง โดยเปลี่ยนจุดเน้นจาก “ปริมาณ” นักท่องเที่ยว ไปสู่ “คุณภาพ” ของประสบการณ์และความประทับใจ ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน ทั้งนี้ คุณค่าจากการท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดเพียงรายได้ แต่ครอบคลุมประโยชน์ที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่การท่องเที่ยว
ซึ่งไทยสามารถต่อยอดจุดแข็งของไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่าในหลายสาขา อาทิ
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ ตลาดโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ขณะที่ตลาดของไทยเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 28.4 ต่อปี จนมีมูลค่า 4.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566
การท่องเที่ยวเชิงอาหาร ตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 14.46 ต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 ขณะที่ไทยมีมูลค่าตลาด 23,285 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารอันดับ 2 ของโลก
การท่องเที่ยวที่เกิดจากอิทธิพลของภาพยนตร์ ซีรีส์ และดิจิทัลคอนเทนต์ ตลาดโลกมีมูลค่า 100.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8.1 ต่อปี ขณะที่ไทยมีภาพยนตร์ต่างประเทศถ่ายทำในปี 2567 จำนวน 491 เรื่อง มีมูลค่ารวม 6.6 พันล้านบาท
การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ ตลาดโลกมีมูลค่าประมาณ 7.7-9.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 ขณะที่ปี 2567 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 35 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.8 ล้านล้านบาท จากการผลักดันประสบการณ์ท่องเที่ยวผ่านศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น
การต่อยอดศักยภาพดังกล่าว ไม่เพียงเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ยังเชื่อมโยงสินค้า บริการ และคอนเทนต์ไทยให้เป็นห่วงโซ่คุณค่าที่ครบวงจร พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่ชุมชนและยกระดับขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศ กระทรวงพาณิชย์สามารถมีบทบาทในการบูรณาการภารกิจของหน่วยงานในสังกัดและต่อยอดโครงการ/กิจกรรมที่มี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแต่การผลิตถึงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว
ผ่านยุทธศาสตร์ 3Cs และปัจจัยสนับสนุน (Enablers) ดังนี้
1.Create Value สร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่าให้สินค้า บริการ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ่านการใช้สินค้าเกษตรจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร การใช้สินค้า GI และสินค้าอัตลักษณ์สร้างความแตกต่างให้สินค้าและบริการ และการยกระดับตลาดต้องชมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงชุมชน
2.Curate Entrepreneurs ยกระดับผู้ประกอบการให้สามารถสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวมูลค่าสูง ผ่านการต่อยอด Thai SELECT ให้รับรองธุรกิจอื่นๆ อาทิ คอร์สสอนทำอาหาร สุขภาพและเวลเนส และใช้คาแร็กเตอร์ท้องถิ่นเพิ่มมูลค่าสินค้า บริการ และภาพลักษณ์จังหวัด
3.Connect to Market สร้างการรับรู้และขยายโอกาสทางการตลาด โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผ่านงานแสดงสินค้าและกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ รวมถึงใช้ไทยเป็นที่ถ่ายทำคอนเทนต์เพื่อพัฒนาสู่การท่องเที่ยว ตามรอยภาพยนตร์และซีรีส์
4.Enablers ได้แก่ การยกระดับการให้บริการ One Stop Service ของจังหวัดให้ครอบคลุม การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI และระบบบริหารจัดการ การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าให้เกิดผลต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยเชื่อมโยงบทบาทของหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์เข้ากับหน่วยงานส่วนกลางและระดับพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาสินค้า บริการ และการท่องเที่ยวสอดประสานกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า
นอกจากนี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ามีแผนผลักดันพื้นที่นำร่อง (Sandbox) ในจังหวัดรองที่มีศักยภาพ เพื่อทดลองการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ก่อนขยายผลสู่พื้นที่อื่น
การท่องเที่ยวเชิงคุณค่าจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ควรเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าของไทย โดยใช้การท่องเที่ยวเชื่อมโยงและเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า บริการ และอัตลักษณ์ไทย พร้อมขยายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง เสริมความเข้มแข็งของสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม