ออมแบบ VI - บริโภคแบบVI - ลงทุนแบบ VI/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard

คนที่ประสบความสำเร็จสูงหรือรวยนั้น  มักมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กนั่นก็คือ  เป็นคนที่ชอบ  “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” คือการเลื่อนการ “บริโภค” ในวันนี้เพื่อที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้าหรือในอนาคต  และเรื่องนี้มีการศึกษาโด่งดังที่มีคนทำในช่วงทศวรรษ 1970แล้วพบว่าเป็นจริงชื่อ  การศึกษา  “Marshmallow Test” ที่ให้เด็กเล็กเลือกว่าจะกินขนมน้ำตาลแมร์ชแมล์โลว์ 1 ชิ้นทันที  หรือรอ 15 นาทีแล้วจะได้กิน 2 ชิ้น  

ผลก็คือ  เด็กที่ “รอได้” นั้น  เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มักจะประสบความสำเร็จสูงกว่า  และมีคะแนนการสอบมาตรฐานก่อนเข้ามหาวิทยาลัยหรือ SAT Score สูงกว่าเด็กที่กินขนมทันที

การอดทนหรือ “เลื่อนการบริโภคในวันนี้เพื่อหวังที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้า” ที่พูดถึงในการศึกษานั้น  แท้ที่จริงแล้วก็คือ  นิยามของ “การลงทุน” นั่นก็คือ  คุณมีเงินแต่กลับไม่รีบใช้ทันที  แต่นำเงินนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่าง ๆ  โดยหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป  มูลค่าของมันจะมากขึ้น  ซึ่งทำให้คุณสามารถขายแล้วนำเงินมาบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า

ตัวอย่างเช่น  คุณมี “เงินออม” พร้อมจะซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาทในวันนี้  แต่คุณกลับไม่ซื้อ  แล้วนำเงินไป “ลงทุน” ในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ขายบ้านหลังนั้น  เพราะคุณคิดว่ามันเป็นบริษัทที่ทำบ้านขายได้ยอดเยี่ยม  เวลาผ่านไป 15 ปี  ราคาหุ้น (รวมปันผล) ขึ้นไปเฉลี่ยปีละ 15% เพราะมันเป็น  “หุ้นดีราคาถูก แบบ VI” ตอนที่คุณซื้อ  

นั่นทำให้มูลค่าของเงิน 5 ล้านบาทสูงขึ้นเป็น 8 เท่า  หรือกลายเป็น 40 ล้านบาท  คุณสามารถซื้อบ้านแบบเดิมได้ 8 หลัง  หรือเปลี่ยนจากบ้านธรรมดากลายเป็นคฤหาสน์ได้ด้วยการ “เลื่อนการมีบ้านไป 15 ปี”

การเลื่อนการมีบ้านนั้น  ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ  สำหรับคนที่ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง  คงจะคล้าย ๆ กับการอดการกินแมร์ชแมล์โลว์ของเด็กเล็ก  พวกเขาทำเพราะเขาหวังจะได้บริโภคหรือมีบ้านที่มากกว่าหรือดีกว่าผ่านการลงทุนที่เขาคาดว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี  อาจจะด้วยหลักการแบบ Value Investments หรือ “VI” ในขณะที่เด็กเองก็หวังว่าผู้ใหญ่จะทำตามสัญญาว่าจะได้ขนมเพิ่มขึ้นอีก 1 ชิ้น  ไม่มีการเบี้ยว

ชีวิตผมเองนั้น  ตั้งแต่เด็กจนถึงอาจจะ 50 ปี  ผมเป็นคนที่ชอบ “อดออม” ไม่บริโภคถ้าไม่จำเป็น  และเลื่อนการบริโภคสินค้าบางอย่างถ้าสามารถเลื่อนได้  อย่างเช่นบ้านหรือรถยนต์  ว่าที่จริง  ผมเพิ่งจะมี “บ้านที่เป็นของตนเอง” จริง ๆ  ตอนอายุกว่า 50 ปีไปแล้ว  และก็เพิ่งซื้อรถใหม่คันแรกในชีวิตหลังเกษียณจากงานประจำตอนอายุ 52 ปีแล้วเช่นเดียวกัน  

เหตุผลก็เพราะว่าตั้งแต่เด็ก  ครอบครัวและผมไม่เคยมีเงินเก็บมากพอที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในการใช้ชีวิตในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถทำงานหาเงินได้

พอเริ่มเรียนจบปริญญาตรีและทำงานได้  ผมก็มองหางานที่จะทำให้สามารถ “ออมเงินมากที่สุด” นั่นก็คือการไปทำงานในโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ที่ต่างจังหวัดเงินเดือน 3,000 บาทบวกค่าล่วงเวลาในช่วงหีบอ้อยปีละ 3-4 เดือน  ซึ่งไม่มาก  แต่ผมแทบไม่มีรายจ่ายอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย  เพราะมีอาหารฟรี 3 มื้อ  มีที่อยู่อาศัยเป็นห้องนอนอยู่ในโรงงาน  และมีแม่บ้านทำความสะอาดซักล้างเสื้อผ้าที่เป็นเครื่องแบบที่ไม่ต้องซื้อ  

รายจ่ายประจำจริง ๆ  ก็คือ  พวกของใช้ส่วนตัวเช่น  สบู่  ยาสีฟัน  และการเดินทางไปกลับโดย  “รถทัวร์”  ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผมจะกลับบ้านที่กรุงเทพและกาญจนบุรี  และการพักผ่อน  “ดูหนัง” และพบปะเพื่อนฝูงเป็นครั้งคราว

จำนวน  “เงินออม” ของผมก็คือ  รายได้จากการทำงานทั้งหมด  หักด้วยเงินที่ต้องให้แม่ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเท่าไร  แต่น่าจะประมาณ 30% หรือเดือนละพันบาทในช่วงเริ่มทำงาน  และหักด้วยรายจ่ายส่วนตัวซึ่งไม่น่าจะเกินพันบาทต่อเดือน  ที่เหลือคือเดือนละพันบาทบวกเงินค่าล่วงเวลาในช่วงฤดูหีบอ้อย  จะถูกเก็บออมในธนาคารหมด  ไม่มีการลงทุนอะไรทั้งสิ้น  เพราะขณะนั้นยังไม่มีตลาดหุ้น  หรือมีก็ไม่ใช่ที่ที่จะลงทุน  ในสายตาคนทั่วไป  มันใกล้เคียงกับการพนันมากกว่า

เงินออมของผมที่พอกพูนขึ้น  ซึ่งก็มีน้อยมากอานิสงค์จากรายได้ที่ไม่มากต่อมาอีก 10 ปีนั้น  ถูกนำไป “ลงทุน” ใน “การศึกษา” ต่อในระดับปริญญาโทและเอกด้านบริหารธุรกิจด้านการตลาดและการเงินเป็นหลัก  เพราะผมเชื่อว่าการ “จ่ายเงิน” เพื่อเรียนหนังสือนั้น  จะทำให้ผมสามารถทำงานหาเงินได้มากขึ้นในอนาคต  

พูดอีกแบบก็คือ  ผมใช้เงินเพื่อการศึกษาทันทีที่มีเงินพอ  และนี่ถ้ามองย้อนหลังแล้วก็อาจจะพูดว่าผม “บริโภคแบบ VI” คือเน้นความคุ้มค่า  ไม่ใช่เก็บแต่เงินแนว “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์”

เมื่อผมมีลูก  ผมก็จ่ายเงินเพื่อ “การบริโภค”   คือด้านการศึกษาของลูกที่ผมยอมส่งลูก “เรียนอินเตอร์” ที่ต้องใช้เงินสูงมาก  เพราะผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับอนาคตของเขา  มันรอไม่ได้  โดยเฉพาะทางด้านของ “ภาษาและแนวความคิด” ที่ผมเห็นว่าการเรียนอินเตอร์นั้น  จะทำให้เขาเอาตัวรอดและมีคุณสมบัติในการคิดและใช้ชีวิตที่ดีขึ้นเปรียบเทียบกับผมที่ไม่ได้มีโอกาสแบบนั้น และทำให้คิดตลอดมาว่า  ที่ตนเองยังรู้สึกว่ามีความสามารถด้อยกว่าศักยภาพมากเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกันที่มีโอกาสได้ “เรียนอินเตอร์” มาตั้งแต่เด็ก

การบริโภคหรือการใช้จ่ายในสิ่งของ “ฟุ่มเฟือย” เช่นใช้สินค้าแบรนด์เนมหรือกินอาหารหรูหรา  หรือการท่องเที่ยวที่แพงมากของผมในช่วงที่ “กำลังเก็บออม” นั้น  ต้องบอกเลยว่า  “ไม่มี” และนี่ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็นการ  “บริโภคแบบ VI” คือ  ใช้เฉพาะที่จำเป็นและ  ใช้จ่ายอย่าง  “เน้นคุณค่า” หรือคุ้มค่าและรอไม่ได้อย่างเช่นเรื่องของการศึกษา “แบบอินเตอร์” ส่วนสินค้าราคาแพงและ “รอได้” เช่นบ้านและรถยนต์  ก็จะรอเพื่อที่จะเก็บออมเงินให้มากที่สุดที่จะนำไปลงทุน

โดยกลยุทธ์ดังกล่าว  ฐานะการเงินตลอดมาของผมจึงเป็นว่า  ตั้งแต่เริ่มทำงานได้ตอนอายุ 22 ปี  แม้ว่าจะสามารถเก็บเงินได้ในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้  เช่น เก็บออมได้ถึง 30-40% ของรายได้ตลอดเวลา  แต่ก็ยังไม่สามารถเริ่มลงทุนทางการเงินอะไรได้  แต่นำไปใช้จ่ายทางด้านการศึกษาเป็นหลัก  จนถึงจบการศึกษาอายุประมาณ 32 ปีก็ยังไม่มีเงินออมเลย  แต่ทรัพย์สินที่เป็นตัวเราก็คงมีค่ามากขึ้นเพราะมีความรู้มากขึ้น

ตั้งแต่อายุ 32-44 เป็นเวลา 12 ปี นั้น  รายได้ผมมากขึ้นอย่างชัดเจน  และเงินออมก็มากขึ้นเรื่อย ๆ  เนื่องจากผมยังมีความคิดแบบ  “นักออม” ที่เป็นมาตลอด  ใช้เฉพาะที่จำเป็น  ไม่ฟุ่มเฟือย  หรูหรา  แต่ก็ทำทุกอย่างที่คนอื่นที่มีฐานะค่อนข้างดีทำกัน  เช่น  ไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี  แต่ไม่ซื้อของที่มีราคาสูงจนเงินลดลงหรือหมดไป  เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษาของลูกที่อาจจะพูดได้ว่ายอมจ่ายมากกว่าคนอื่นที่มีฐานะระดับเดียวกันด้วยนั่นก็คือ  การส่งลูก “เรียนอินเตอร์” ในยุคแรก ๆ  ที่คนรวยก็ยังไม่ส่งลูกเรียนอินเตอร์เหมือนอย่างทุกวันนี้

เงินออมส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ของผมนั้น  บางส่วนอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ดินและบ้านที่ผมซื้อด้วยอารมณ์และกระแสสังคมและความรู้สึกว่าเป็น “การลงทุน” แต่จริง ๆ  ไม่มีการวิเคราะห์ว่าคุ้มค่าหรือไม่  เพราะทั้งหมดนั้นในที่สุด “ล้มเหลวหมด”  ที่เหลือก็คือเงินที่ฝากอยู่ในธนาคารและบริษัทเงินทุนที่ให้ดอกเบี้ยค่อนข้างดี  ระดับน่าจะ 6-7% ต่อปีขึ้นไป  คิดแล้วเป็นจำนวนที่ค่อนข้างใช้ได้เมื่อเทียบกับรายได้จากการทำงาน  ถ้าให้ประมาณก็น่าจะเก็บได้ประมาณซัก 30-40% ของรายได้

หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง  ผมกลายเป็นนักลงทุนแบบ “VI” เต็มตัว  เงินออมทั้งหมด 100% ถูกนำไปลงทุนในตลาดหุ้น  ถือหุ้นประมาณซัก 10-20 ตัว  แต่ตัวหลัก ๆ  น่าจะไม่เกิน 5-6 ตัว  ตัวใหญ่ที่สุดไม่เกิน 20-30% ของพอร์ต  ผลการลงทุนในช่วง 10 ปีแรกน่าประทับใจสุด ๆ  ความมั่งคั่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  แต่ชีวิตส่วนตัวแทบไม่เปลี่ยน  ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม  ยังเป็น “มนุษย์เงินเดือน”  เหมือนเดิมไปอีก 6-7 ปี ก่อน “เลิกทำงานประจำ”

ชีวิต 7 ปี ที่ทั้งลงทุนและทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนนั้น  กลายเป็นช่วงเวลาที่สามารถออมเงินเพิ่มมากที่สุด  เหตุผลก็เพราะว่านั่นคือช่วงเวลาที่เรามีประสบการณ์และตำแหน่งงานสูงขึ้น  เงินเดือนจึงมากขึ้น  ขณะเดียวกัน  การใช้จ่ายกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก  ผมยังทำเหมือนเดิม  ไม่ฟุ่มเฟือยหรูหรา  ไม่ซื้อของมีราคาสูง  ไม่ซื้อบ้านไม่ซื้อรถ  ไปเที่ยวกับทัวร์ซึ่งราคาไม่แพง  สิ่งที่แพงที่สุดก็คือการศึกษาของลูกที่ต้องใช้จ่ายใกล้เคียงของเดิม

ดังนั้น  7 ปีหลังนี้  เงินออมเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเทียบกับเงินออมเดิมในปี 2540 แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ออมเป็นเงินสดอีกต่อไป  รายได้รับมาถูกแปลงเป็นหุ้นทันทีเพราะ “หุ้นดีราคาถูก” มีเต็มตลาด

โดยสรุปแล้ว  “Life Time Saving” หรือ “เงินออมตลอดชีวิต” หรือเงินที่ได้จากการทำงานด้วยแรงของเราตลอดชีวิต  หักด้วยเงินที่เราใช้ในการบริโภคหรือเลี้ยงดูครอบครัวพ่อแม่หรือซื้อทรัพย์สินที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้เช่น  บ้านที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์  เหลือเท่าไรก็จะเป็น “เงินออม” ที่เราจะนำไปใช้เพื่อการลงทุนของผมก็คือเงินประมาณน่าจะ 20-30  ล้านบาท  

ซึ่งมาจากเงินออม 10 ล้านบาทเมื่ออายุ 44 ในปี 2540  บวกกับเงินออมที่ได้มาจากการทำงานหักรายจ่ายต่อไปอีก 7 ปี จำนวนประมาณ 10-20 ล้านบาท ตอนผมอายุ 51 ปี ที่ผมเลิกทำงานประจำและไม่มีรายได้ให้ออมอีกต่อไป

หลังจากที่เลิกทำงานประจำและออกมาลงทุนเป็นหลักและมีความมั่งคั่งมากพอแล้ว  ชีวิตผมในทุกด้านก็เปลี่ยนไป—อาจจะครึ่งหนึ่ง  เพราะโดยพื้นฐานส่วนตัวแล้ว  ผมก็ยังคิดและทำเหมือนเดิมในสิ่งที่ผม “ทำคนเดียว” หรือ “ทำเอง”  แต่เมื่อายุมากขึ้นและลูกโตแล้ว  การใช้ชีวิตและการใช้จ่ายของผมก็ติดไปกับครอบครัวเป็นหลัก

รายการสำคัญ ๆ เช่น ที่อยู่อาศัย  การกินอาหาร  การเดินทางท่องเที่ยว และการศึกษา  ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป  สิ่งของและบริการที่ใช้กลายเป็นของ  “ชั้นหนึ่ง” ที่มีราคาแพงมาก  แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องประหยัด “การบริโภค” เพื่อ “ออมเงิน” เหมือนเดิมอีกต่อไป  ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแต่เรื่องของ “การลงทุน” ที่ผมยังยึดมั่นกับการเป็น “VI” อย่างมั่นคง  อย่างไรก็ตาม  นี่ก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อผมอายุมากขึ้นหรือจากไปแล้ว