ชะตากรรมของนักเก็งกำไรหุ้น AI/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard
นักลงทุนส่วนบุคคลในตลาดหุ้นเกาหลีจำนวนมากระดับอาจจะเป็นล้านคน กำลังเผชิญกับ “หายนะ” ในการลงทุนในหุ้น AI 2 ตัวคือ หุ้นซัมซุงและหุ้น SK Hynix ซึ่งผลิตชิพหน่วยความจำที่เป็นอุปกรณ์หลักสำหรับใช้ในการสร้าง AI ของโลก
ประเด็นหลักก็คือ นักลงทุนเหล่านั้นไม่ใช่นักลงทุนระยะยาวจริง ๆ แต่เป็น “นักเก็งกำไร” ที่เข้ามาซื้อหุ้นโดยการกู้เงินจำนวนมากผ่านการซื้อหุ้นด้วย “มาร์จิน” และกลไกอื่น ๆ ซึ่งทำให้สามารถใช้เงินจำนวนน้อยแต่ซื้อหุ้นได้มากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว และนั่นทำให้สามารถทำกำไรได้มากขึ้นหลายเท่าตัวเวลาหุ้นขึ้น แต่ก็จะขาดทุนเป็นหลายเท่าตัวเช่นเดียวกันเวลาหุ้นลง
หุ้นทั้ง 2 ตัวนั้น ที่ผ่านมาโดยเฉพาะตั้งแต่ต้นปีนี้ ปรับตัวขึ้นมาแรงมาก ทำให้นักลงทุนส่วนบุคคลของเกาหลีจำนวนเป็นล้าน ๆ คนทำกำไรจากการซื้อ-ขายหุ้นมหาศาลจนหลายคนกลายเป็น “เศรษฐี” มีเงินเป็นสิบ ๆ ล้านบาทเพราะหุ้นซัมซุงและ SK Hynix ปรับตัวขึ้นไปอย่าง “บ้าคลั่ง” จนมีมูลค่าหุ้นรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นเกาหลีทั้งหมดรวมกัน
อย่างไรก็ตาม มีบ่อยมากที่บางวันหุ้นก็ตกลงมาแรงเป็น 10% และทำให้นักลงทุนบางคนขาดทุน กำไรหายไปในชั่ว “พริบตา” แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงเข้าไปเล่นหุ้นอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะขาดทุนโดยเฉพาะถ้า “ไม่ขาย” เพราะพวกเขาเชื่อว่าทุกครั้งที่หุ้นตกลงมาแรง วันต่อ ๆ มามันก็มักจะปรับตัวขึ้นไปใหม่และสูงขึ้นไปกว่าเดิมก่อนที่มันจะตกลงมา ทั้งหมดนั้นดำเนินมาจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2026
ตั้งแต่เริ่มเดือนกรกฎาคม 2026 ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นตรงกันข้าม หุ้นทั้งสองตัวปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องขนาดที่ทำให้เกิด “เซอร์กิตเบรกเกอร์” คือดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีตกลงมาถึง 10% ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นต้องหยุดการซื้อ-ขายหุ้นชั่วคราวเพื่อลดความตกใจของนักลงทุนหรือสงบสติอารมณ์ก่อนที่จะเปิดการซื้อ-ขายใหม่หลายต่อหลายครั้ง จนถึงวัน “โลกาวินาศ” คือวันที่ 28-30 กรกฎาคม ที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาแรงมากติดต่อกันและติดลบรวมกันถึง 17.2% ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมาก อาจจะแทบล้านคนถูก “Forced Sell” หรือบังคับขายหุ้นและขาดทุนจนแทบจะหมดตัว
สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็น “โศกนาฏกรรม” จริง ๆ ก็คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ดัชนีตลาดหุ้นกลับปรับตัวขึ้นถึง 17.9% และเป็นการปรับตัววันเดียวที่ “สูงที่สุดในประวัติศาสตร์” ของตลาดหุ้นเกาหลี ทำให้คนที่ลงทุนระยะยาวและไม่ได้ถูกบังคับขายหุ้นไปก่อน ขาดทุนน้อยลงไปมากหรือกำไรลดลงเพียง 2% ในช่วงเวลา3 วันที่เลวร้ายและมืดมนนั้น
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคือ Fact หรือความจริงที่เกิดขึ้นที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการ “เก็งกำไร” และ “นักเก็งกำไร” ที่จะต้องตระหนักเวลาเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นและหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ บริบทและเบื้องหลังของเหตุการณ์ที่นำไปสู่ปรากฎการณ์ครั้งนี้ เพื่อที่เราจะได้รู้และเตือนตัวเองเมื่อเราเองในฐานะนักลงทุนต้องตกอยู่ท่ามกลาง “สมรภูมิ” แบบนั้น
เริ่มตั้งแต่นานมาแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 15 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกาหลีตกอยู่ในความซบเซาต่อเนื่อง ดัชนีเมื่อสิ้นปี2014 อยู่ที่ประมาณ 2,000 จุด เวลาผ่านไปจนถึงสิ้นปี 2024 ดัชนีอยู่ที่ประมาณ 2,400 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 20% ในเวลา 10 ปี หรือเพิ่มขึ้นปีละแค่ 1.8% แบบทบต้น ทั้ง ๆ ที่ประเทศเกาหลีเองนั้น เติบโตขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งที่มีบริษัทจดทะเบียนระดับโลกโดยเฉพาะทางเทคโนโลยีอย่างเช่นบริษัทซัมซุงและอีกหลาย ๆ บริษัท
ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไม่ไปไหนมานานนั้น ว่ากันว่าเป็นเพราะระบบการเมืองของเกาหลีไม่มีเสถียรภาพและเรื่องของบรรษัทภิบาลในตลาดหุ้นไม่ดีพอเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นใหญ่เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยได้ง่าย
เริ่มต้นปี 2025 ตลาดหุ้นเกาหลีเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว อานิสงค์นอกจากเรื่องของการฟื้นตัวของบริษัทเทคโนโลยีอย่างซัมซุงที่เริ่มเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาของ AI แล้ว ก็คงมาจากการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ “ตกต่ำจนถึงพื้น” เนื่องจากกรณีที่ประธานาธิบดี ยุน ซุก โยล ของเกาหลีประกาศกฎอัยการศึกเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2024 แต่ถูกสภาผู้แทนราษฎรต่อต้านและสุดท้ายก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญปลดออกจากการเป็นประธานาธิบดีและต้องติดคุกตลอดชีวิต ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่และได้ประธานาธิบดีคนใหม่ชื่อ ลีแจมุง ในช่วงเดือนมิถุนายน 2025 หรือประมาณ 1 ปีมาแล้ว
ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ลีแจมุงบอกว่าเขาจะแก้ปัญหาเรื้อรังของตลาดหุ้นที่เรียกว่าเป็น “Korea Discount” คือหุ้นราคาต่ำกว่าปกติที่ควรเป็น เขาจะส่งเสริมการลงทุนของชาวเกาหลีในตลาดหุ้นของประเทศ และตัวเขาเองก็เป็น “นักลงทุนรายย่อย” ที่ลงทุนในตลาดหุ้น เขาสัญญาว่าจะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากประมาณ 2,400-2,500 จุดเป็น 5,000 จุด ในช่วงสมัยการเป็นประธานาธิบดีของเขา
ตลาดหุ้นเกาหลีตอบรับนโยบายของลีแจมุนอย่างกระตือรือร้น ถึงสิ้นปี 2025 ดัชนี Kospi เพิ่มขึ้นถึง 75% ในปีเดียว และก่อนจะสิ้นเดือน มกราคม 2026 ก็ทะลุ 5,000 จุด หรือบรรลุเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ภายในเวลาเพียง 6-7 เดือนนับจากวันที่เขาเข้ารับตำแหน่ง และนั่นก็เป็นเพียงแค่ “น้ำจิ้ม” เพราะการบูมที่ยิ่งใหญ่ของหุ้น “AI และพวก” กำลังมา “ราวกับสึนามิ”
เดือนมกราคม 2026 ดัชนี Kospi วิ่งขึ้นจากสิ้นปี 2025 ที่4,214 เป็น 5,224 หรือเพิ่มขึ้น 24% ในเวลาเพียง 1 เดือน โดยที่หุ้นที่ดันดัชนีขึ้นจริง ๆ ก็คือหุ้นซัมซุงและ SK Hynix ซึ่งน่าจะขึ้นไปในระดับ 40% เพราะหุ้นอื่น ๆ ในตลาดเกาหลีนั้นไม่ได้ขึ้นไปเท่าไรหรือแทบไม่ขึ้นเลย
ในทางจิตวิทยา ตอนสิ้นปี 2024 นั้น นักลงทุนคงจะอยู่ในอาการ “ไม่เชื่อ” ว่าหุ้นหรือตลาดหุ้นที่เงียบเหงามาเป็นสิบ ๆ ปีนั้น จะมีโอกาสฟื้นได้ ถึงช่วงต้นปี 2025 ก็เริ่มมี “ความหวัง”เพราะการเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลง บริษัทจดทะเบียนเริ่มดีขึ้น ถึงกลางปี 2025 ก็เริ่ม “มองโลกในแง่ดี” เพราะกำลังได้ประธานาธิบดีใหม่ที่สนใจและสนับสนุนตลาดหุ้นและนักลงทุน ถึงปลายปีก็เริ่ม “เชื่อแล้ว” ว่าหุ้นดีแน่ เพราะปรับตัวขึ้นมาถึง 75% ในปีเดียว แต่พอถึงสิ้นเดือนมกราคม 2026 ที่หุ้นขึ้นมาอย่างน่าตกตะลึง หลายคนกำไรถึง 40% เพราะเข้าไปซื้อหุ้นซัมซุงกับ SK Hynix ก็เริ่ม “ตื่นเต้นดีใจ” กับตลาดหุ้นและการลงทุน คนแห่กันเปิดบัญชีซื้อ-ขายหุ้น
เดือนกุมภาพันธ์ 2026 หุ้นปรับตัวขึ้นต่ออย่างโดดเด่น ดัชนีสิ้นเดือนอยู่ที่ 6,244 หรือเพิ่มขึ้นอีก 19.5% และแน่นอนว่าหุ้นดัง 2 ตัวปรับเพิ่มมากกว่าและไม่น่าจะต่ำกว่า 40% นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรรุ่นใหม่เข้ามาลงทุนเพิ่ม ส่วนคนที่ลงทุนอยู่แล้วก็หาเงินมาลงทุนเพิ่มอีก บางคนเริ่มใช้มาร์จิน เพื่อ “เร่งความรวย” ไม่มีใครกลัวในวันที่หุ้นอาจจะตกลงมาแรงเพราะพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้หุ้นก็ดีดตัวกลับมาทุกครั้ง
มีนาคม 2026 เป็นช่วงเวลาที่หุ้น AI ระดับโลก “พักตัว”เหตุผลอาจจะเป็นเพราะนักลงทุนบางส่วนเริ่มกังวลถึงราคาหุ้นที่ขึ้นไปมากกว่าผลประกอบการที่จะตามมาและอื่น ๆ หุ้น AI เกาหลีก็ไม่เว้น ดัชนีปรับตัวลงเหลือ 5,052 จุดหรือลดลง 19% อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรายย่อยทั้งหลายต่างก็ไม่มีใครถอนตัวออกจากตลาด พวกเขามั่นใจว่ากระแสของ AI “เพิ่งจะเริ่ม” คงไม่จบลงไปง่าย เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ รัฐบาลยังสนับสนุนร้อยเปอร์เซ็นต์
เดือนเมษายน 2026 เป็นไปตามคาด หุ้นซัมซุงและ SK Hynix วิ่งขึ้นเป็นกระทิงอีกครั้งและแรงกว่าเดิม เพราะคนทั่วโลกมั่นใจว่าการลงทุนใน AI นั้น จะเพิ่มขึ้นถาวรและโลกจะเปลี่ยนไปแบบถาวร หุ้นที่เกี่ยวข้องที่มีความสามารถในการผลิตจะไม่มีใครมาแข่งหรือมาแย่งลูกค้าได้ ดัชนี Kospi เพิ่มขึ้นเป็น 6,599 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้น 30.6% ภายในเวลาเดือนเดียว ส่วนราคาหุ้นทั้ง 2 ตัว น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นซักเท่าตัวคือประมาณ 60% นักลงทุนรายย่อยตอนนี้อยู่ในอาการที่น่าจะเรียกว่า “มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์” และไม่มีใครสงสัยอะไรอีกแล้วว่านี่ “ไม่ใช่ของจริง”
พฤษภาคม 2026 นี่เป็นเดือนที่ตลาด “คลั่ง” ที่เรียกว่า “Euphoria” เพราะดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นไปอีก 28.4% จากดัชนี 6,599 จุดเป็น 8,476 จุด และแน่นอนว่าหุ้นทั้ง 2 บริษัทก็น่าจะปรับขึ้นไปไม่น้อยกว่า 50-60% ภายในเดือนเดียว และหุ้นที่ขึ้นไปก็เป็นเพราะผลประกอบการของบริษัทที่โตขึ้นมากไม่แพ้กัน และนั่นก็ส่งผลให้บริษัทสามารถแจก “โบนัสบันลือโลก” ให้พนักงานทุกคนที่จะได้กันคนละเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตอนนี้คนเล่นหุ้นของเกาหลีจำนวนมากทำทุกอย่างเพื่อหาเงินหรือหาวิธีมาซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อหวังจะรวยเป็น “เศรษฐี” ในเวลาอีกไม่นาน ไม่มีใครคิดหรือกลัวความเสี่ยงอะไรอีกต่อไป และก็ “โชคดี” รัฐบาลกำลังอนุมัติให้มีการออก “Single-Stock Leveraged ETF” ที่จะทำให้คนสามารถซื้อหุ้นได้เพิ่มขึ้นมากจากเงินที่มีอยู่เท่าเดิม
เดือนมิถุนายน วันที่ 22 ดัชนี Kospi วิ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 9,115 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้น 116% จากต้นปี แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวลงอย่างแรงและปิดตลาดที่ 8,476 หรือเท่ากับตอนสิ้นเดือนพฤษภาคม 2026 คนเริ่ม “กังวล” ว่าราคาหรือดัชนีที่ขึ้นไปสูงมากนั้น สูงเกินไปหรือเปล่า และถ้าเป็นแบบนั้น แม้ว่างบกำไรของบริษัทจะออกมาดีสุดยอด ราคาก็ไปไม่ไหว
กรกฎาคม 2026 น่าจะเป็นจิตวิทยาของ “ความกลัว” ความ“ตื่นตระหนกอย่างรุนแรง” และการ “ยอมจำนนหรือยอมแพ้” ที่เริ่มเข้าครอบงำตลาดหุ้นแทบจะพร้อม ๆ กัน เพราะราคาหุ้นที่ลดลงอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดการเรียกหลักประกันมาร์จินเพิ่ม และนักเล่นหุ้นจำนวนมากที่หาเงินเติมไม่ได้ก็ถูกฟอร์ซเซลทำให้หุ้นตกลงไปอีกและก็ก่อให้เกิดการฟอร์ซเซลเพิ่มขึ้นอีก ดัชนี Kospi ตกลงไปต่ำสุดในวันที่ 30 ที่ 5,593 จุด หรือลดลง 34% ภายในเดือนเดียว กลายเป็นหายนะของนักเก็งกำไรที่เคยรวย “บนกระดาษ” ในเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ดัชนีจะเด้งกลับ 17.9% ในวันสุดท้ายของเดือนที่ 6,595 จุด ในวันที่เขียนบทความนี้
ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป รู้แต่ว่าประวัติศาสตร์การบูมและแตกสลายของตลาดหุ้นไม่เคยเปลี่ยน เช่นเดียวกับจิตวิทยาของคนที่ก่อให้เกิดสถานการณ์นั้น วิธีที่จะหลีกเลี่ยงก็คือเราจะไม่เก็งกำไรและไม่โลภในสถานการณ์ที่ตลาดกำลังบูมสุดขีด