เลือกกองทุนอิงดัชนีไหนดี/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard

ในระหว่างที่กำลังรอปรับโครงสร้างพอร์ตลงทุนของผมที่จะแบ่งเป็น 3 พอร์ตคือ  พอร์ตในตลาดหุ้นไทย  พอร์ตหุ้นเวียตนาม  และพอร์ตหุ้นโลกอย่างละประมาณ 30% ของเงินทั้งหมดของผมนั้น  ความคิดหลักในตอนนี้ก็คือ  พอร์ตหุ้นโลกของผมคงจะเป็นการลงทุนแบบ “Passive” คือไม่ลงทุนเองแต่จะลงทุนใน “กองทุนอิงดัชนี” ซึ่งนาทีนี้ก็น่าจะเป็นดัชนีหุ้นสหรัฐเป็นหลัก  ผมจึงลองศึกษาดูว่าดัชนีไหนน่าลงทุนที่สุดในระยะยาวอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป

การศึกษาก็จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างดัชนี 4 ตัวคือ  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยหรือ SET Index  ดัชนีหุ้น Nasdaq Composite ดัชนี S&P500 และดัชนี Dow Jones  โดยจะเป็นการศึกษาผลตอบแทนของตัวดัชนีเองไม่รวมปันผลเป็นเวลา 50 ปี ตั้งแต่ประมาณวันที่ 15 ตุลาคม 1976 จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2026

วันที่ 15 ตุลาคม 1976 หรือปี 2519 นั้น  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิ่งจะเปิดมาได้ประมาณปีครึ่ง  และวันที่เปิดนั้น  เป็นวันที่เวียตนามใต้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา “แตก” และประเทศไทยกำลังถูกมองว่าจะเป็นประเทศต่อไปที่จะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ตัวต่อไปตามทฤษฎี “โดมิโน” ที่บอกว่าประเทศในย่านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศจะล้มลงทั้งหมดเหมือนตัวโดมิโนที่ล้มลงแล้วทั้งเวียตนามใต้ลาวและเขมร  ดังนั้น  ดัชนีตลาดหุ้นไทยจึงตกลงมาจาก 100 จุดในวันเปิดตลาดเหลือเพียง 83 จุด

จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2569 หรือ 2026 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเป็น 1,573 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 18 เท่า ในเวลา 50 ปี   คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นประมาณปีละ 6.1% ซึ่งก็ดูไม่เลวนัก  เพราะถ้ารวมปันผลก็อาจจะได้ประมาณ 8.5 เปอร์เซ็นต์  ไม่ถึงกับรวยแต่ก็สามารถอยู่ได้ยามเกษียณสำหรับคนลงทุน

ดัชนีแนสดักเมื่อ 50 ปีก่อนบังเอิญก็มีราคาพอ ๆ  กันกับดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 97 จุด  และว่าที่จริงตลาดนี้ก็เพิ่งเปิดไม่กี่ปีก่อนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 1971 ในตอนนั้น  ตลาดแนสดักเป็นตลาดของหุ้นขนาดเล็กที่เน้นหุ้นโตเร็วคล้าย ๆ  ตลาดหุ้น MAI ของไทย  แต่เน้นหุ้นในกลุ่มไฮเท็กเป็นหลัก โดยมีราคาเปิดเริ่มต้นดัชนีที่ 100 จุดแบบเดียวกับ SET index

เวลาผ่านไป 50 ปี  ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้นไปอย่างโดดเด่น  ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีของอเมริกา  ถึงวันนี้คือวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ขึ้นไปถึง 26,713 จุด  เพิ่มขึ้นถึง 274 เท่า  คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 11.9% ใครที่ลงทุนถือหุ้นมา 50 ปีก็น่าจะเปลี่ยนชีวิตได้โดยไม่ต้องทำอะไรเลย

ดัชนี S&P 500 ในวันเริ่มต้นเดียวกันคือ 15 ตุลาคม 1976 ดัชนีอยู่ที่ 103 จุด  พอ ๆ  กับดัชนี Nasdaq และ SET อินเด็ก และนี่ก็คือ ดัชนีตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่สุด 500 ตัวของอเมริกา  และต้องถือว่าเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจหรัฐที่รวมทั้งเศรษฐกิจเก่าและเศรษฐกิจใหม่เช่นหุ้นไฮเท็กขนาดใหญ่ เป็นต้น

เวลาผ่านไป 50 ปี  ดัชนี S&P ปรับตัวขึ้นเป็น 7,744 จุด หรือโตขึ้น 74 เท่า หรือคิดเป็นผลตอบแทนแบบทบต้นปีละประมาณ 9% ในช่วงเวลา 50 ปี  สามารถเป็นที่พึ่งระยะยาวของนักลงทุนที่เก็บเงินลงทุนเพื่อการเกษียณได้อย่างงดงาม

ดัชนีตัวสุดท้ายคือ Dow Jones ซึ่งเป็นดัชนีของหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดจำนวนเพียง 30 ตัวของอเมริกาและอยู่มายาวนานมากเกิน 100 ปีขี้นไป  และไม่ได้เริ่มต้นที่ 100 จุดเหมือนดัชนีอื่น  ในวันที่ 15 ตุลาคม 1976 ดัชนีดาวโจนส์อยู่ที่ 937 จุด หรือประมาณ 10 เท่าของดัชนีอีก 3 ตัวที่กล่าวมาแล้ว

ปัจจุบันดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นเป็น 52,178 จุด หรือเพิ่มขึ้น 55 เท่า หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 8.4% เป็นเวลา 50 ปี  และนี่ก็เป็นดัชนีอีกตัวหนึ่งของอเมริกาที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมยาวนานมาก  และก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาของสหรัฐที่ยิ่งใหญ่มากในศตวรรษที่ 20-21 ที่ได้สะท้อนออกมาทางหุ้นและตลาดหุ้นของอเมริกา

มองจากภาพใหญ่ 50 ปีที่ผ่านมา  ดัชนี Nasdaq ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดและเหนือกว่าดัชนีอื่นมากที่อัตราทบต้นปีละ 11.9%  ตามด้วยดัชนี S&P500 ที่ 9% Dow Jones ที่ 8.4% และสุดท้ายก็คือ SET ที่ 6.1% และถ้ารวมปันผลด้วย  อันดับผลงานก็คงเป็นแบบเดิม  โดยผลตอบแทนการลงทุนของไทยก็อาจจะดีขึ้นบ้างเนื่องจากตลาดหุ้นไทยให้ปันผลสูงกว่าตลาดหุ้นอเมริกาที่มักจะเน้นจ่ายปันผลน้อยเพราะปันผลเสียภาษีสูงกว่ากำไรจากการขายหุ้น

การคิดผลตอบแทนรวดเดียว 50 ปีอาจจะไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาระหว่างทางที่คนส่วนใหญ่คงจะอยู่ไม่ถึง  ดังนั้น  ผมจึงตัดตอนมาเป็นช่วง ๆ  ช่วงละ 10 ปี เพื่อดูว่ามีความเสี่ยงแค่ไหนถ้าเราลงทุนไม่ได้ยาวถึงขนาด 50 ปี

เริ่มที่ดัชนี SET Index ในช่วงทศวรรษแรกหรือปี 1976 -1986 ซึ่งให้ผลตอบแทนไม่เลวที่ 8.1% แบบทบต้น  อานิสงค์จากการพัฒนาประเทศที่รวดเร็วยุค “โชติช่วงชัชวาล”ในสมัยที่มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจำนวนมากตามมา

ทศวรรษที่ 2 ช่วงปี 1986-1996 นี่คือช่วงที่ประเทศไทย “เปิดประเทศ” และเปิดเสรีการเงินส่งผลให้มีการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนจำนวนมาก  รวมถึงในด้านของการเมืองที่นักการเมืองพลเรือนเข้ามามีบทบาทนำประเทศทางด้านเศรษฐกิจ  ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตระเบิดปีละกว่า 10% ติดต่อกัน 3 ปี  ดัชนี SET โตขึ้นปีละเฉลี่ย 17.5% เป็นเวลา 10 ปี กลายเป็น “ยุคทอง” ที่จะไม่ปรากฏอีกต่อไปของประเทศไทย

ทศวรรษที่ 3 ช่วงปี 1996-2006 ดัชนี SET ตกต่ำลงอย่างหนักกลายเป็น  “Loss Decade” หรือทศวรรษที่หายไปเพราะเศรษฐกิจและตลาดเกิดวิกฤติ  “ต้มยำกุ้ง” ประเทศที่เคยได้ชื่อว่าจะเป็น “เสือแห่งเอเซีย” ตามเกาหลี ใต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์  แทบจะล้มละลายและใช้เวลายาวนานกว่าจะฟื้นตัว  ดัชนีตลาดหุ้นติดลบ -2.5% ต่อปีแบบทบต้นในช่วงเวลา 10 ปี

ทศวรรษที่ 4 ปี 2006-2016 นี่คือช่วงเวลาของการฟื้นตัวต่อเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง  แม้ว่าจะมีวิกฤติซับไพร์มในปี 2008 แต่ก็ไม่ได้กระทบกับไทยมากนัก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  หลังจากซับไพร์มแล้ว  ดัชนี SET ก็ปรับตัวดีขึ้นตลอดอานิสงค์ส่วนหนึ่งจากการที่คนไทยโดยเฉพาะที่มีเงินมากเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นแทนที่จะไปทำธุรกิจจำนวนมากที่กำลังอิ่มตัวเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เริ่มช้าลงของไทย  นี่คือช่วงที่อาจจะเรียกว่า “ยุคทองของ VI” ซึ่งส่งผลให้ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบทบต้นเฉลี่ยปีละ 7.8%

ทศวรรษสุดท้ายคือปี 2016-2026 ดัชนี SET ในช่วง 10 ล่าสุดเท่ากับ 0.6% ต่อปีแบบทบต้น  หรือแทบจะเป็น Loss Decade หรือทศวรรษที่หายไปอีกครั้งหนึ่ง  อานิสงค์จากปัญหาเรื่องประชากรแก่ตัวลงมากซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจโตช้าลงเหลือเพียงประมาณ 2% ต่อปีจากที่เคยโตประมาณ 4-5% ก่อนหน้านั้น  และปัญหาทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารปี 2557ซึ่งทำให้ได้รัฐบาลที่ไม่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ทั้งหมดนั้น  เห็นได้ชัดว่าตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงในฐานะของการลงทุนระยะยาวระดับ 10 ปี  ที่มี 2 ครั้งที่การลงทุนแทบไม่ได้ผลตอบแทนเลย  อีก 2 ครั้งได้ผลตอบแทนปกติที่ 7-8% ต่อปีในระยะเวลา 10 ปี  และอีก 1 ครั้งที่ได้ผลตอบแทนดีเลิศถึง 17.5% เฉพาะด้านของราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้น

มาดูด้านดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐบ้าง  เริ่มด้วยดัชนี Nasdaq ที่ 5 ช่วงของการลงทุนแต่ละ 10 ปีนั้น  ให้ผลตอบแทนที่ 13.7% ในทศวรรษแรก  13.1% ช่วงที่ 2 ปีละ 7% ในช่วง 10 ปีที่ 3  8.3% ในช่วง 10 ปีที่สี่ และ17.8% ในช่วง 10 ปีสุดท้าย

ทั้งหมดนั้นอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ประสบกับปัญหาตั้งแต่การเกิดวิกฤติเรื่องน้ำมันในปี 1979   เรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 2 หลักในปี 1981-82 และเศรษฐกิจตกต่ำเป็น Stagflation  เหตุการณ์ Black Monday ที่ตลาดหุ้นถล่มทะลายในปี 1987 อานิสงค์จากโปรแกรมเทรดดิ้ง  วิกฤติหุ้นไฮเท็กในปี 2000  เหตุการณ์ก่อการร้ายถล่มตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ในวันที่ 11 เดือน กันยายน ปี 2001

เหตุการณ์วิกฤตซับไพร์มปี 2008 ที่ตราสารหนี้ด้อยคุณภาพในวงการอสังหาริมทรัพย์เกิดเสียหายทำลายสถาบันการเงินที่เข้าไปลงทุนทั้งระบบ  และสุดท้าย  วิกฤติที่เกิดขึ้นจากการระบาดของไวรัส Covid 19 ในช่วงปี 2020 ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจอเมริกาและทั่วโลก  อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนว่าอเมริกาจะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  ได้ทุกครั้ง  และการแก้ปัญหาสำเร็จก็นำไปสู่การปรับตัวขึ้นของตลาดอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง  ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นทุก 10 ปีมีแต่ดีและมั่นคงนอกเหนือจากดัชนี Nasdaq

ดัชนี S&P500 ในช่วง 5 รอบทศวรรษให้ผลตอบแทนเท่ากับ  8.6% 11.6%  6.9% 4.6% และ 13.8% ตามลำดับ  ซึ่งเห็นได้ว่ามีเพียงช่วงทศวรรษที่ 4 หรือปี 2006-2016 ที่ให้ผลตอบแทนด้านราคาต่ำกว่า 5% อานิสงค์จากวิกฤติซับไพร์มในปี 2008 ที่รุนแรงมากเท่านั้น

ดัชนี Dow Jones ในช่วง 5 รอบทศวรรษให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับ S&P มากที่ 6.9% 12.6% 7.1% 4.3% และ 11.1% ตามลำดับ  และก็เช่นเดียวกัน  มีเพียงช่วงปี 2006- 2016 ที่ให้ผลตอบแทน 10 ปีแบบทบต้นต่ำกว่า 5% เพราะซับไพร์ม

โดยสรุปจากข้อมูลช่วงละ 10 ปี ในระเวลา 50 ปีนั้นแสดงให้เห็นว่า  ดัชนีตลาดหุ้นของอเมริกาค่อนข้างมีเสถียรภาพและมีความเสี่ยงต่ำทุกตัว  ไม่ว่าจะลงทุนในดัชนีตัวไหน  ถ้าคุณลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ปี  พอร์ตมีโอกาสสูงที่จะพาคุณไปสู่ผลตอบแทนที่ดี  โอกาสที่จะต่ำกว่า 5% แบบทบต้นตลอด 10 ปีนั้นน้อยมาก  และโอกาสเกิด Loss Decade ไม่มีเลยถ้าประเมินจากตัวเลขในอดีต

อย่างไรก็ตาม  อนาคตอาจจะไม่เหมือนกับอดีตถึงแม้ว่าจะเป็นอดีตอันยาวนานมาก  อนาคตไม่มีใครรู้  อเมริกาอาจจะกำลัง Decline หรือตกต่ำลงอย่างถาวรก็ได้  และถ้าเป็นอย่างนั้น  ตลาดหุ้นก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป  ดูญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง  ที่หุ้นดีมาหลายสิบปี แต่สุดท้ายเจอ Loss Decade 2 -3 ครั้งติดต่อกัน  คนที่เข้าไปลงทุน 10-20 ปี  ไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย