แผนพลังานใหม่ใครได้ประโยชน์สูงสุด - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard
· 2 min read
แผนพลังานใหม่ใครได้ประโยชน์สูงสุด
การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
กรุณารอสักครู่...
A445838
โพสต์
พุธ ต.ค. 14, 2026 7:36 pm
1. กลุ่มพลังงานและแผน PDP 2026 (Power & Utilities Sector)
- กำหนดการและขั้นตอนการประกาศใช้: คาดว่าร่างแผน PDP 2026 จะเสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคม โดยเมื่อผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะสามารถประกาศบังคับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วยลดระยะเวลาดำเนินการได้ประมาณ 2 เดือน
- เป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสะอาด:
- ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS): มีขนาดรวมตามแผนสูงถึง 55 GW โดยจะเร่งดำเนินการในเฟสแรก (ปี 2026–2037) จำนวน 14.5 GW เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
- พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar): กำหนดเพิ่มกำลังการผลิตรวม 40.9 GW (ดำเนินการในเฟสแรก 24.3 GW)
- พลังงานลม (Wind): กำหนดเพิ่มกำลังการผลิตรวม 23.4 GW (ดำเนินการในเฟสแรก 2.7 GW)
- โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมเดิม: ต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าที่กำลังจะหมดสัญญาเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบ
- โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR): บรรจุในแผนขนาด 300 MW โดยจะเริ่มศึกษาโครงการและก่อสร้างช่วงปี 2036
- การลงทุนโครงข่ายสายส่งและระบบ Smart Grid:
- เนื่องจากสายส่งไฟฟ้าเดิมมีความตึงตัว จึงต้องมีการลงทุนปรับปรุงสายส่ง ระบบ Smart Grid และระบบ HVDC เพื่อรองรับ BESS, Direct PPA และ Data Center
- ประเมินงบประมาณการลงทุนโครงข่ายสายส่งรวม 500,000 ล้านบาท (เฉลี่ยประมาณ 22,700 ล้านบาทต่อปี)
- วิเคราะห์ผลกระทบเชิงรายบริษัท:
- กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและจำหน่ายอุปกรณ์สายส่ง (EPC): GUNKUL ได้ประโยชน์จากการขายสายส่งและอุปกรณ์โครงข่าย หากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด
- กลุ่มระบบควบคุมและ Smart Grid: SKY, PIS, TKC และ SAMART ได้ประโยชน์จากการติดตั้ง Smart Meter, Digital Substation, Virtual Power Plant และระบบ Demand Response
- โรงไฟฟ้าเดิมที่ได้รับการต่ออายุสัญญา: GPSC (โรงไฟฟ้า GR IPP กำลังการผลิต 713 MW) และ RATCH (โรงไฟฟ้า CCGT บล็อก 1-3 กำลังการผลิต 2,175 MW)
- การประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ (คาดเกิดขึ้นช่วงกลางปี 2027): GULF, BGRIM และ GPSC เป็นผู้เล่นหลักที่มีศักยภาพ โดย BGRIM ได้ประโยชน์จากความร่วมมือในนิคมอุตสาหกรรม (อมตะ) ส่วน GULF มีพันธมิตรทางธุรกิจด้านสื่อสาร (ADVANC)
- ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS): GULF มีความพร้อมด้านฐานทุนในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่
- รูปแบบการลงทุนสายส่งร่วมกับเอกชน: หากภาครัฐเปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนสายส่งในรูปแบบ BOO หรือ BOT บริษัทที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ ได้แก่ GULF, GPSC และ EGCO
- ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center และ Direct PPA: ประเมินความต้องการไฟจาก Data Center ระยะแรกไว้ที่ 7-8 GW และ Direct PPA ประมาณ 2,000 MW โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคืออัตราค่าบริการสายส่ง (Wheeling Charge) ที่ภาครัฐจะกำหนด
2. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (Banking Sector)
- แนวโน้มผลประกอบการและโครงสร้างสินเชื่อ:
- สินเชื่อภาพรวมขยายตัว นำโดยสินเชื่อภาครัฐของ KTB ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (SME) ชะลอตัวลง ส่วนสินเชื่อรายย่อยและองค์กรขนาดใหญ่ทรงตัว
- กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรอง (Call Profit) ไตรมาส 3 คาดว่าเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียม และการลดระดับการตั้งสำรอง
- ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM):
- ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 และมีแนวโน้มทยอยปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 3 มาอยู่ที่ระดับประมาณ 2.76% – 2.80%
- TISCO มี NIM สูงสุดในกลุ่มที่ประมาณ 5.02% จากพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลงตามทิศทางดอกเบี้ย
- KTB มี NIM ลดลงจากการเพิ่มสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อภาครัฐ ซึ่งแม้อัตราผลตอบแทนจะต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่นแต่มีความเสี่ยงต่ำ
- คุณภาพสินทรัพย์และการตั้งสำรอง:
- สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.98% เป็น 3.0%
- อัตราส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงเฉลี่ยประมาณ 204% ช่วยลดความจำเป็นในการตั้งสำรองเพิ่มในปริมาณมาก
- การเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย:
- สัดส่วนรายได้จากการปล่อยสินเชื่อคิดเป็น 66% – 70% ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคิดเป็นประมาณ 30%
- KBANK และ SCB เป็นผู้นำในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รายละประมาณ 2 ล้านล้านบาท
- KKP ขยายรายได้ค่าธรรมเนียมผ่านธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (แอปพลิเคชัน DIME) ซึ่งเติบโต 72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายฐานลูกค้ารายย่อย
- อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield):
- SCB ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงสุดประมาณ 6.9%
- TISCO อยู่ที่ประมาณ 6.1%
- KKP อยู่ที่ประมาณ 6.0%
- KTB และ BBL อยู่ที่ประมาณ 5.8%
- ผลกระทบจากตราสารหนี้ในพอร์ตการลงทุน:
- BBL คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับมูลค่าตามราคาตลาด (Mark to Market) ของตราสารหนี้ที่ถือครองในพอร์ตการลงทุน
3. กรณีการลงทุนระหว่าง PLANB และ COM7
- รายละเอียดการเข้าซื้อกิจการ: PLANB เข้าซื้อหุ้นในบริษัท iCare ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ COM7 ที่ดำเนินธุรกิจให้บริการหลังการขาย การซ่อมบำรุง และประกันภัยอุปกรณ์ไอทีและโทรศัพท์มือถือ
- โครงสร้างรายได้ของ iCare: รายได้หลักมาจากประกันภัยโทรศัพท์มือถือ 43%, สินค้ากลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 23% และบริการสินเชื่อ 16%
- วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์: COM7 มุ่งเน้นการใช้สื่อโฆษณาของ PLANB เพื่อส่งเสริมการตลาด ส่วน PLANB ต้องการขยายฐานธุรกิจไปยังงานบริการหลังการขาย
- ข้อสังเกตด้านการประเมินมูลค่า: ผลประโยชน์ร่วม (Synergy) ทางธุรกิจยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามประเมินผลการดำเนินงานจริงในระยะยาว เนื่องจากเป็นการขยายการลงทุนข้ามสายธุรกิจ