ก่อนน้ำระลอกใหม่ 4 ต.ค. เอาอยู่มั้ย เช็กหุ้นประกันทั้งกลุ่ม - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

กรุณารอสักครู่...

A445838

โพสต์

พฤหัสฯ. ต.ค. 01, 2026 7:44 pm

สรุปวิเคราะห์กลุ่มหุ้นประกันภัยและผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม
1. โครงสร้างอุตสาหกรรมและการเปรียบเทียบความรุนแรงกับวิกฤตปี 2554

  • มูลค่าความเสียหายรวมต่ำกว่าปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ: เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้มีขอบเขตความเสียหายจำกัดอยู่เฉพาะบางพื้นที่ และกระทบยานพาหนะส่วนบุคคลเป็นหลัก แตกต่างจากปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมขังในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเครื่องจักร โรงงาน และห่วงโซ่อุปทานการผลิตยานยนต์
  • กลไกการบริหารความเสี่ยงของอุตสาหกรรมดีขึ้น: หลังปี 2554 บริษัทประกันภัยและประกันภัยต่อได้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยยกเว้นความคุ้มครองภัยน้ำท่วมออกจากกรมธรรม์มาตรฐาน หากผู้เอาประกันต้องการความคุ้มครองจะต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่ม ส่งผลให้บริษัทประกันภัยมีเงินสำรองรองรับความเสี่ยงได้ดีขึ้น
  • ความแข็งแกร่งด้านการเงินของผู้เล่นในตลาด: บริษัทประกันภัยที่มีฐานการเงินอ่อนแอได้ปิดตัวไปแล้วในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ผู้ประกอบการที่เหลืออยู่ในปัจจุบันจึงมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR Ratio) ที่มั่นคงขึ้น

2. ผลกระทบจำแนกตามประเภทธุรกิจประกันภัย

  • กลุ่มประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance): เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุด โดยความเสียหายหลักมาจากค่าสินไหมทดแทนประกันภัยรถยนต์ (Motor Insurance) ในพื้นที่น้ำท่วมขังฉุกเฉิน
  • กลุ่มประกันภัยต่อ (Reinsurance): รับภาระค่าสินไหมบางส่วนตามสัญญาการกระจายความเสี่ยงจากบริษัทประกันภัยตรง แต่มูลค่าความเสียหายรวมยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และได้ประโยชน์ชดเชยจากการปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันภัยต่อในรอบสัญญาถัดไป
  • กลุ่มประกันชีวิต (Life Insurance) และนายหน้าประกันภัย (Insurance Broker): ไม่ได้รับผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยมาก เนื่องจากไม่ได้ถือครองพอร์ตความคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินและยานพาหนะ

3. การวิเคราะห์รายบริษัทและโครงสร้างพอร์ตการลงทุน

  • TVH (บมจ. ไทยวิวัฒน์ โฮลดิ้ง): มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรถยนต์สูงที่สุดในกลุ่มประมาณ 80% ของพอร์ตเบี้ยประกันภัยรวม ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการรับรู้ค่าสินไหมทดแทน (Claim Exposure) สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่ม
  • TIPH (บมจ. ทิพยะ โฮลดิ้ง): มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี โดยมีสัดส่วนประกันภัยรถยนต์เพียงประมาณ 20% ต้นๆ และเน้นหนักในกลุ่มประกันวินาศภัยประเภท Non-Motor และประกันภัยธุรกิจประมาณ 65% โดยมีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) อยู่ระดับประมาณ 6%
  • MTI (บมจ. เมืองไทยประกันภัย): มีสัดส่วนประกันภัยรถยนต์อยู่ในระดับปานกลางประมาณ 50% ของพอร์ตเบี้ยประกันภัยรวม
  • BKI / BKH (บมจ. กรุงเทพประกันภัย / บมจ. BKI โฮลดิ้ง): มีสัดส่วนประกันภัยรถยนต์ต่ำ มีฐานรายได้จากผลตอบแทนการลงทุนช่วยสนับสนุน และมีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนอยู่ในระดับประมาณ 6%
  • THRE (บมจ. ไทยรับประกันภัยต่อ): รับรู้ค่าสินไหมตามสัดส่วนการรับประกันภัยต่อ แต่ได้ปัจจัยบวกจากแนวโน้มการปรับเพิ่มอัตราเบี้ยประกันภัยต่อหลังเกิดภัยพิบัติ

4. กรอบเวลาการรับรู้ทางบัญชีและปัจจัยเร่งในอนาคต (Catalysts)

  • การรับรู้ค่าสินไหมในงบการเงิน: ค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนจะไม่สะท้อนในงบการเงินไตรมาส 3 เต็มที่ เนื่องจากขั้นตอนการประเมินสภาพความเสียหายและการซ่อมแซมใช้เวลา แต่น่าจะแสดงผลกระทบเต็มที่ในงบการเงินไตรมาส 4
  • การปรับเพิ่มอัตราเบี้ยประกันภัย: บริษัทประกันภัยมีโอกาสปรับขึ้นอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับสัญญาที่จะต่ออายุในปีถัดไป ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูอัตรากำไร (Margin) ในระยะยาว
  • มาตรการประกันภัยพิบัติภาครัฐ: โครงการประกันภัยพิบัติที่อยู่อาศัยของภาครัฐ มีการกำหนดวงเงินความคุ้มครองจำกัด เช่น 100,000 บาทต่อหลัง ซึ่งสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้เบี้ยประกันภัยรับแก่บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ โดยไม่สร้างความเสี่ยงต่อฐานการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

5. ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

  • ธุรกิจจำหน่ายอะไหล่และอู่ซ่อมรถยนต์: ได้รับอานิสงส์เชิงบวกระยะสั้นจากปริมาณงานซ่อมแซมรถยนต์ที่ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งนี้ ความสามารถในการทำกำไรขึ้นอยู่กับสภาพคล่องและระยะเวลาการจ่ายเงินเครดิตเทอมของบริษัทประกันภัย
  • ตลาดรถยนต์มือสองและลานประมูล: ปริมาณรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายอาจถูกนำเข้าสู่ระบบประมูลหรือขายทอดตลาดมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกดดันราคากลางของรถยนต์มือสองในตลาด
  • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์: นิคมอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากมีระบบคันกั้นน้ำและเครื่องสูบน้ำรองรับ ส่วนโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบในพื้นที่เสี่ยงอาจชะลอการตัดสินใจซื้อในระยะสั้น ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมอาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น