USDT ทะลัก 2.5 แสนล้าน ก.ล.ต. "เข้าเกียร์ว่าง" ปล่อยเงินเทาไหลท่วมตลาดคริปโตไทย?
- หน้าหลัก
- หุ้น
- Cryptocurrency
USDT ทะลัก 2.5 แสนล้าน ก.ล.ต. "เข้าเกียร์ว่าง" ปล่อยเงินเทาไหลท่วมตลาดคริปโตไทย?
เผยแพร่: 6 ส.ค. 2569 18:28 ปรับปรุง: 6 ส.ค. 2569 18:28 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยยังต้องออกโรงเตือน แต่หน่วยงานที่ควรจับตาที่สุดกลับ "เงียบเป็นใบ้"
ตัวเลขที่หลุดออกมาจากปากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เมื่อธุรกรรม USDT ในไทยช่วงเวลาเพียง 5 เดือน มีมูลค่าทะลุ 2.5 แสนล้านบาท และที่น่าตกใจยิ่งกว่าตัวเลขคือ "ร่องรอย" ที่พบเชื่อมโยงกับบัญชีม้าและทุนเทาจำนวนหลายพันบัญชี
คำถามคือ... ก.ล.ต. หน่วยงานที่ควรเป็นด่านหน้าคุมเกมสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศ เห็นสัญญาณอันตรายนี้หรือยัง?
เมื่อวอลุ่มพุ่ง แต่มาตรการยังลอยนวล
ท่ามกลางวอลุ่มซื้อขาย USDT บนกระดานเทรดไทยที่พุ่งกระฉูด สิ่งที่ประชาชนควรได้ยินคือความชัดเจนของมาตรการกำกับดูแล แต่สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นความเงียบ ไม่ว่าจะเป็นเพดานการซื้อ-ถอนที่ควรรัดกุม การตรวจสอบที่มาของเงินที่ควรเข้มข้น การชะลอถอนสำหรับบัญชีเปิดใหม่ที่ควรมีไว้สกัดเงินร้อน หรือแม้แต่การติดตามเหรียญที่ถูกโยกออกไปยังกระเป๋าส่วนตัวและแพลตฟอร์มต่างประเทศ ทั้งหมดนี้ยังคงเป็น "หลุมดำ" ที่ไม่มีคำตอบ
ส่วน Travel Rule กลไกสำคัญที่ควรระบุตัวตนทั้งผู้โอนและผู้รับเงินดิจิทัล ก็ยังคลานต้วมเตี้ยมอยู่หลายช่วงตัว เมื่อเทียบกับความเร็วของเงินดิจิทัลที่วิ่งข้ามพรมแดนได้ในเสี้ยววินาที
ทำไมเป็น USDT ไม่ใช่ Bitcoin?
นี่คือจุดที่น่าจับตาที่สุด เพราะสิ่งผิดปกติไม่ใช่แค่ "วอลุ่มคริปโตโดยรวม" ที่เพิ่มขึ้น แต่คือการพุ่งทะยานอย่างโดดเด่นเฉพาะเจาะจงของ USDT ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐ ไม่ใช่สินทรัพย์เก็งกำไรอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ที่นักลงทุนทั่วไปซื้อขายกันตามปกติ
ภาพนี้ต่างจากตลาดต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง ที่กิจกรรมซื้อขายหลักมักกระจายไปตามเหรียญลงทุนและตราสารอนุพันธ์หลากหลายประเภท แต่ในไทย วอลุ่มกลับ "กระจุกตัว" อยู่ในเหรียญที่มีคุณสมบัติเสมือน "ดอลลาร์ดิจิทัล" พร้อมใช้พักเงิน โอนมูลค่า และเคลื่อนย้ายข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ควรถูกจับตามากกว่าวอลุ่มเก็งกำไรทั่วไปเสียด้วยซ้ำ
วอลุ่มสูงไม่ได้แปลว่าผิดกฎหมายทั้งหมด แต่...
แน่นอนว่าไม่มีใครกล่าวหาว่าเงินทุกบาททุกสตางค์คือเงินผิดกฎหมาย แต่เมื่อตัวเลขใหญ่โตผิดสังเกตขนาดนี้ หน่วยงานกำกับดูแลควรมีคำตอบที่ชัดเจนว่า ตรวจพบความผิดปกติอะไรบ้าง ดำเนินการอะไรไปแล้ว และจะปิดช่องโหว่อย่างไร ไม่ใช่นั่งรอให้หน่วยงานอื่นจุดประเด็นก่อน แล้วค่อยขยับตามหลังแบบทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
บทสรุปที่ปฏิเสธไม่ได้ โลกคริปโตคือโลกที่เงินเคลื่อนที่เป็นวินาที แต่ถ้าการกำกับดูแลยังคงเดินหน้าด้วยจังหวะแบบหนังสือราชการ คำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมจะไม่ใช่แค่ "ก.ล.ต. เชื่องช้าหรือไม่" อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นคำถามที่แหลมคมกว่านั้นคือ "กำลังปล่อยเกียร์ว่างให้เงินเทาไหลผ่านหรือเปล่า?"