UNICEF สนับสนุนรัฐบาล ยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียน ชี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

วันนี้ (17 สิงหาคม) UNICEF ชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียนให้เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อให้โรงเรียนและสถานที่เรียนรู้ทุกแห่งทั่วประเทศไทยเป็น ‘พื้นที่ที่ปลอดภัย’ อย่างแท้จริง สำหรับเด็กทุกคนในการเรียนรู้ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

มาตรการที่รัฐบาลประกาศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘สอดคล้อง’ กับข้อค้นพบจากการประเมินความปลอดภัยในโรงเรียนตามกรอบ ‘Safe To Learn’ ซึ่ง UNICEF จัดทำร่วมกับประเทศไทยในช่วงปี 2567-2568 โดยความมุ่งมั่นของรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดกฎหมาย นโยบาย และมาตรการที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการห้ามลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พร้อมทั้งทำให้ผลักดันให้มาตรการเหล่านี้เกิดผลในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

รายงานการประเมินตามกรอบ ‘Safe to Learn’ ของ UNICEF จัดทำขึ้นจากการศึกษากฎหมาย ระเบียบ คู่มือ และเอกสารวิชาการกว่า 100 ฉบับ รวมถึงการหารือกับครูและเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษา 54 คน และนักเรียน 90 คนจากทั่วประเทศ ตลอดจนการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับประเทศร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม โดยมีโรงเรียน ภาคประชาสังคม และตัวแทนเยาวชนเข้ามามีส่วนสำคัญในการให้ข้อมูลและร่วมกำหนดประเด็นต่างๆ ในรายงาน

ผลการประเมินพบว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานที่สำคัญอยู่แล้ว ทั้งในด้านนโยบาย ระบบ และมาตรการต่าง ๆ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กในโรงเรียน แต่การนำสิ่งเหล่านี้ไปปฏิบัติยังไม่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง และยังไม่สามารถเข้าถึงเด็กทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกัน

“เด็กทุกคนไม่ควรต้องหวาดกลัวกับการไปโรงเรียน” เคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การ UNICEF ประเทศไทย กล่าว “UNICEF ยินดีต่อความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนของรัฐบาลในการยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียนให้เป็นวาระแห่งชาติ การทำให้เด็กปลอดภัยในโรงเรียนหมายถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งและความรุนแรงตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะบานปลาย ขณะเดียวกัน เด็กที่กำลังเผชิญความเครียดหรือปัญหาต่างๆ ต้องได้รับการสังเกตเห็นและช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เด็กต้องรู้ว่าจะหันไปหาใครเมื่อเกิดปัญหา และโรงเรียนต้องมีบุคลากร ทักษะ และทรัพยากรที่เพียงพอในการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน ซึ่งโรงเรียนไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคการศึกษา การคุ้มครองเด็ก สาธารณสุข หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย บริการสังคม พ่อแม่ผู้ปกครอง และชุมชน”

“เด็กและเยาวชนรู้จักโรงเรียนของพวกเขาดีที่สุด เพราะพวกเขาได้สัมผัสกับสิ่งที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยในทุกวัน การรับฟังเสียงของเด็กจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น โรงเรียนที่ปลอดภัยคือโรงเรียนที่เด็กทุกคนได้รับการคุ้มครอง ได้รับการดูแลและสนับสนุน และได้รับการรับฟัง”

เลกินส์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีองค์ประกอบสำคัญหลายด้านที่จะนำไปสู่การสร้างโรงเรียนที่ปลอดภัยอยู่แล้ว “สิ่งที่ต้องทำในขณะนี้คือการนำองค์ประกอบเหล่านี้มาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกัน เพื่อให้การดูแลความปลอดภัยครอบคลุมเด็กทุกคนในทุกโรงเรียน”

ข้อค้นพบจากการประเมินชี้ให้เห็นถึงแนวทางสำคัญที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เช่น

  • สนับสนุนให้เด็กกล้าพูดและขอความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้น โดยจัดให้มีช่องทางที่ชัดเจนและเป็นความลับสำหรับเด็ก ผู้ปกครอง และครูในการแจ้งปัญหาหรือข้อกังวลและขอความช่วยเหลือ รวมถึงช่องทางอื่นในกรณีที่ผู้เกี่ยวข้องเป็นบุคลากรของโรงเรียนเอง
  • มองเห็นความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ และช่วยให้เด็กได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็น โดยเพิ่มการคัดกรอง การให้คำปรึกษา การเสริมความรู้และทักษะครูด้านสุขภาพจิต และการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต พร้อมมีช่องทางที่ชัดเจนในการส่งต่อเด็กไปยังนักจิตวิทยา หน่วยบริการสุขภาพ และหน่วยงานด้านการคุ้มครองเด็ก
  • เสริมความพร้อมให้โรงเรียนป้องกันและรับมือกับความรุนแรง โดยสนับสนุนให้มีบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมและรับผิดชอบด้านการคุ้มครองและความปลอดภัยของเด็ก รวมถึงให้ครูและบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจด้านการสร้างวินัยเชิงบวก การป้องกันความรุนแรง การแจ้งเหตุ และการส่งต่อเพื่อรับความช่วยเหลือ
  • สร้างความปลอดภัยควบคู่ไปกับการป้องกันความรุนแรง โดยการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน การฝึกซ้อมแผนความปลอดภัย และการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงอาวุธ ควรดำเนินควบคู่ไปกับการป้องกันการกลั่นแกล้งและความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการดูแลสุขภาพจิต และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในโรงเรียน

รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณและการสนับสนุนที่เพียงพอ เพื่อให้โรงเรียนสามารถป้องกันและรับมือกับความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบที่ชัดเจน การฝึกอบรมสำหรับครูและนักเรียน ตลอดจนการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เด็กเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ การคุ้มครองเด็ก สวัสดิการสังคม และบริการอื่นๆ ที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

นักเรียนที่เข้าร่วมการประเมินยังเสนอให้เด็กมีส่วนร่วมมากขึ้นในการกำหนดกฎระเบียบของโรงเรียน มีช่องทางที่เข้าถึงได้ง่ายในการแจ้งปัญหาหรือข้อกังวล และได้รับการปฏิบัติและสื่อสารด้วยความเคารพ ขณะเดียวกัน นักเรียนเห็นด้วยกับการเพิ่มมาตรการควบคุมอาวุธและยาเสพติด รวมถึงการฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเด็กแล้ว ความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย ได้รับการเคารพ และสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

UNICEF กำลังทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและภาคีเครือข่าย เพื่อสนับสนุนวาระแห่งชาติด้านความปลอดภัยในโรงเรียนของรัฐบาล และร่วมผลักดันให้เด็กทุกคนในประเทศไทยได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย พร้อมได้รับการคุ้มครองและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

แฟ้มภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

อ้างอิง:

  • องค์การ UNICEF ประเทศไทย