TTB เงินสดแน่น 1.4 หมื่นล. เล็งจ่ายปันผล ขยายสินเชื่อ High Yield


นายนริศ อารักษ์สกุลวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานกลยุทธ์และดิจิทัล ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 24 ก.ค.2569 ว่า ช่วงไตรมาส 3/2569 คาดการณ์สินเชื่อรถยนต์อาจชะลอตัวลงจากอัตราเร่งในการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ใหม่และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปแล้วช่วงต้นปี ดังนั้นจึงปรับกลยุทธ์เน้นเติบโตในกลุ่มสินเชื่อรีไฟแนนซ์ และสินเชื่อส่วนเพิ่ม (Top-up Loan) ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่จะต้องคัดกรองอย่างเข้มงวด เนื่องจากให้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ หากเร่งขยายพอร์ตในกลุ่มนี้มากเกินไปจะกดดันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)

ด้าน NIM ปัจจุบันยังบริหารจัดการต้นทุนได้ดี ระยะถัดไปการรักษาและผลักดัน NIM ให้อยู่ในกรอบบนจะขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์การขยายสินเชื่อกลุ่ม High Yield เป็นหลัก ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 38.5% จากรายการพิเศษ ได้แก่ การรับเงินชดเชยจากรัฐบาลในมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้, กำไรจากการตีราคาพอร์ตลงทุน (Mark to Market) และเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ หากหักรายการพิเศษเหล่านี้ออกไป รายได้จะยังคงเติบโตที่ระดับ 24% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่วางไว้

ส่วนคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มั่นใจว่ายังควบคุมได้และไม่มีปัจจัยใดที่จะทำให้ต้องเปลี่ยนเป้าหมาย NPL โดยจะเห็นได้ว่าสินเชื่อ Stage 2 ในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวลดลง แม้จะมีความกังวลในกลุ่มลูกค้าผู้มีรายได้น้อย แต่ธนาคารไม่ได้เน้นการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ จึงไม่กังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์

ขณะที่ปัจจุบัน TTB มีกระแสเงินสดสำรองกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การทำโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) อาจยังไม่มีประสิทธิภาพในขณะนี้ เนื่องจากราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีทะลุ 1 เท่าไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ธนาคารอาจพิจารณาจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดเพิ่มเติม รวมถึงมองการเติบโตแบบก้าวกระโดดจากการควบรวมกิจการ หรือการขยายงบดุลของธนาคาร

ส่วนประเด็นการถือหุ้นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เริ่มมาจากการที่ธนาคารถือหุ้นกู้ของการบินไทย และเมื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจึงได้รับการแปลงหนี้เป็นทุน โดยขอย้ำว่าธนาคารไม่ได้มีนโยบายลงทุนเพื่อเก็งกำไรและไม่ได้ต้องการถือหุ้นเพื่อเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว ดังนั้น หากมีโอกาสที่เหมาะสมก็พร้อมที่จะพิจารณาขายหุ้นออกไป

อนึ่งผลประกอบการของธนาคารงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิจำนวน 10,683 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 5,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการบริหารจัดการงบดุลและเงินส่วนทุนเชิงรุก เพื่อเพิ่มผลตอบแทนระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

Company Snapshot

Back to top button