“เอกนิติ” ชู Trusted Connector เชื่อมโลก รับภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ต.ค.69) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน “Building Resilience in a Fragmented World” ร่วมกับนางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และนางริกกา ปูร์รา (Riikka Purra) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ ว่า โลกที่มีความแบ่งขั้วมากขึ้นกำลังเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุด ไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากขึ้น

ทั้งนี้ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน โดยในด้านการค้า แม้จะเผชิญอุปสรรคมากขึ้น แต่เส้นทางการค้ายังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อม ขณะที่ด้านการเงินต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง จึงจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินให้เข้มแข็ง
ด้านการลงทุน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยไทยได้รับอานิสงส์จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 80% มูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท
ดร.เอกนิติระบุว่า รัฐบาลมีเป้าหมายลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดเป็นการลงทุนจริง พร้อมย้ำว่าเงินลงทุนที่เข้ามาต้องนำไปสู่การสร้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ ไม่ใช่เพียงเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในระบบเท่านั้น

พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติมองว่า โลกที่แบ่งขั้วส่งผลกระทบต่อแต่ละประเทศไม่เท่ากัน และทำให้เกิดความแตกต่างในลักษณะ K-shaped โดยประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่า ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางควรมีบทบาทเป็น “ผู้เชื่อมที่น่าเชื่อถือ” หรือ Trusted Connector เพื่อช่วยลดช่องว่างดังกล่าว
แนวทางสำคัญคือการสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา หรือ Rules-based International Order ควบคู่กับการเพิ่มการค้าภายในอาเซียน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid
นอกจากนี้ ไทยและอาเซียนควรขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสใหม่ด้านการค้าและการลงทุน โดยเป้าหมายสำคัญคือการ “เปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ” หรือ Turning Capital into Capabilities เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และการให้บริการในระบบเศรษฐกิจ

ดร.เอกนิติยังเน้นว่า การสร้างความไว้วางใจต้องเกิดขึ้นทั้งในระดับระหว่างประเทศและภายในสังคม โดยยกตัวอย่างการนำผ้าทอพื้นถิ่น 37 ลวดลาย จาก 26 ชุมชนทั่วประเทศ มาใช้ตกแต่งแผงดูดซับเสียงภายในห้องประชุม เพื่อเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมกับเวทีระดับโลก
ทั้งนี้ ดร.เอกนิติมองว่า ความร่วมมือและความเชื่อมั่นไม่ควรจำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล แต่ต้องเชื่อมโยงไปถึงประชาชนและชุมชนด้วย เนื่องจากความไว้วางใจทั้งในระดับโลกและระดับสังคม ถือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในโลกที่มีความแบ่งขั้วมากขึ้น
Back to top button