Trump สั่งตั้ง Super Intelligence Force คุมนโยบายปัญญาประดิษฐ์
กลายเป็นประเด็นฮือฮาส่งท้ายปี 2026 ในวงการเทคโนโลยีและนโยบายระดับโลก เมื่อประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาประกาศจัดตั้ง Super Intelligence Force (SIF) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2026 ผ่านทาง Truth Social และบัญชี X ของทำเนียบขาว โดยมีเป้าหมายหลักคือการรวมศูนย์นโยบายปัญญาประดิษฐ์ของรัฐบาลกลาง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำเบอร์หนึ่งของสหรัฐฯ บนเวทีเทคโนโลยีโลก
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นคล้อยหลังเพียงไม่กี่วัน หลังจากที่ Trump ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order 14434) สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมดยกเลิกการใช้คำว่า AI (Artificial Intelligence) แล้วเปลี่ยนมาใช้คำว่า SI (Super Intelligence) แทน

"ยิ่งใหญ่กว่าปฏิวัติอุตสาหกรรม" คำพูดจาก Trump ถึงภารกิจใหม่
ในโพสต์ประกาศจัดตั้ง SIF ทางทำเนียบขาวได้อ้างถึงคำพูดของประธานาธิบดี Trump ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของสหรัฐฯ ไว้อย่างน่าสนใจ:
"ผมขอประกาศจัดตั้ง Super Intelligence Force (SIF) มีหน้าที่ประสานความพยายามของรัฐบาลกลาง ให้อเมริกายังคงนำโลกด้าน Super Intelligence ซึ่งหลายคนบอกว่าใหญ่กว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมและอินเทอร์เน็ต และจะปกป้องผลประโยชน์ พร้อมยกระดับชีวิตของคนอเมริกันทุกคน"
ความสนใจของสาธารณชนต่อการประกาศนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยโพสต์ดังกล่าวสามารถสร้างยอดเข้าชมได้มากกว่า 1.3 ล้านครั้งภายในเวลาเพียงวันเดียว
ส่องรายชื่อ 4 แม่ทัพผู้กุมบังเหียน SIF
โครงสร้างของ SIF ถูกออกแบบมาอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการดึงตัวจริงจาก 4 เสาหลักของรัฐบาลมาร่วมทีม โดยรายงานตรงต่อประธานาธิบดี Donald Trump และ Susie Wiles หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ได้แก่
- ประธาน Jay Clayton ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (DNI) ผู้รับบทบาทนำในการดูแลภาพรวม
- รองประธาน Andrew Ferguson ประธานคณะกรรมการการค้าแห่งรัฐบาลกลาง (FTC) ดูแลมิติการแข่งขันทางการค้า
- รองประธาน Emil Michael ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายวิจัยและวิศวกรรม (CTO ของ Pentagon) ดูแลมิติความมั่นคงและเทคโนโลยีทางการทหาร
- รองประธาน Scott Kupor ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารบุคลากรภาครัฐ (OPM) ดูแลการปรับตัวของกำลังคนภาครัฐ
การรวมตัวกันของผู้นำจากฝ่ายข่าวกรอง การค้า กลาโหม และทรัพยากรบุคคล สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่คาบเกี่ยวกับความมั่นคง เศรษฐกิจ และการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแยกขาดไม่ได้
เจาะภารกิจหลักของ SIF
ตามรายละเอียดที่มีการเผยแพร่ SIF ถูกวางกรอบการทำงานใน 4 ด้านหลัก อาทิ
- รวมศูนย์นโยบาย (Policy Alignment): กำหนดทิศทางนโยบายด้านเทคโนโลยีของฝ่ายบริหารทั้งหมดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
- ตัวกลางเชื่อมโยง (Ecosystem Bridge): ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐบาล ผู้บริโภค กลุ่มผลประโยชน์สาธารณะ องค์กรศาสนา ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัท Big Tech
- บริหารความเสี่ยงแบบไม่ปิดกั้น (Balanced Risk Management): วางแนวทางรับมือภัยคุกคามจากเทคโนโลยีต่อสังคม โดยมีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องไม่กำกับดูแลมากเกินไป (Over-regulation) และต้องป้องกันไม่ให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ใช้กฎระเบียบมาสร้างสร้างอุปสรรคกีดกันคู่แข่งรายใหม่ (Regulatory Capture)
- จัดทำแผนยุทธศาสตร์ใน 120 วัน: จัดทำรายงานวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสของ SI เสนอต่อประธานาธิบดี
Jay Clayton ประธาน SIF ได้กล่าวถึงมุมมองต่อการแข่งขันครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า "ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือการไม่ได้เป็นที่หนึ่ง และการที่สหรัฐฯ ถอยออกจาก AI ในขณะที่จีนยังคงเดินหน้าต่อไปนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่รับผิดชอบอย่างยิ่ง"
เบื้องหลัง Exec Order 14434: ทำไมต้องเปลี่ยนจาก AI เป็น SI?
ก่อนหน้าการประกาศตั้ง SIF เพียงไม่กี่วัน (29 กันยายน 2026) Trump ได้ลงนามใน Executive Order 14434 ในชื่อ "Inaugurating the Era of Super Intelligence" ซึ่งมีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้
- เหตุผลการรีแบรนด์: รัฐบาลมองว่าศักยภาพเทคโนโลยีของอเมริกาได้ก้าวข้ามคำนิยามดั้งเดิมของ Artificial Intelligence ไปแล้ว จึงต้องก้าวเข้าสู่ยุค Super Intelligence
- ขอบเขตการบังคับใช้: กำหนดให้หน่วยงานรัฐบาลกลางใช้คำว่า Super Intelligence หรือ SI ในเอกสารราชการ การสื่อสารสาธารณะ เว็บไซต์ และรายงานนโยบายทั้งหมด (เท่าที่กรอบกฎหมายเอื้ออำนวย)
- สถานะทางกฎหมาย: ในทางปฏิบัติ SI ยังคงอ้างอิงนิยามทางกฎหมายเดียวกับ AI เดิมทุกประการ (ตาม 15 U.S.C. § 9401(3)) โดยให้เวลาผู้ช่วยประธานาธิบดีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 60 วันในการเสนอร่างถ้อยคำทางกฎหมายใหม่
- ข้อยกเว้น: กฎระเบียบ สัญญา เอกสารประวัติศาสตร์ และทุนสนับสนุนที่ออกไปก่อนหน้านี้ จะไม่มีผลย้อนหลัง
สิ่งที่วงการเทคโนโลยีต้องจับตา
SI ของ Trump ≠ Superintelligence (ASI) ในวงการวิจัย: ต้องแยกแยะว่าคำว่า Superintelligence ในเชิงวิชาการ/วิจัยหมายถึง Artificial Superintelligence (ASI) หรือระบบที่ฉลาดเกินมนุษย์และพัฒนาตัวเองได้ ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นเพียงทฤษฎี แต่คำว่า SI ในบริบทของ Trump เป็นเพียง "การรีแบรนด์การเรียกชื่อ AI เดิม" ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเท่านั้น
ผลบังคับใช้จำกัดเฉพาะฝ่ายบริหาร: คำสั่งฝ่ายบริหารนี้ไม่มีผลผูกพันภาคเอกชน และไม่ได้เป็นการแก้ไขกฎหมายระดับประเทศ หากต้องการเปลี่ยนชื่อในระดับกฎหมายถาวร จำเป็นต้องผ่านกระบวนการยินยอมจากสภาคองเกรส
เน้นเร่งสปีดการพัฒนา มากกว่าการควบคุม: เมื่อดูจากน้ำหนักของคำสั่งและท่าทีของผู้นำ SIF จะเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลชุดนี้ให้น้ำหนักไปที่ "การแข่งขันเพื่อเอาชนะคู่แข่งอย่างจีน" และการเปิดทางให้เอกชนเติบโต มากกว่าการออกมาตรการเข้มงวดมาควบคุมความเสี่ยง
รอจับตา Action Plan ในอีก 120 วัน: ปัจจุบัน SIF ยังไม่ได้มีการระบุกรอบงบประมาณ อำนาจทางกฎหมาย หรือจำนวนบุคลากรที่แน่ชัด รายงานฉบับแรกที่จะออกมาภายใน 120 วันข้างหน้าจะเป็นตัวพิสูจน์สำคัญว่า SIF เป็นเพียงกลยุทธ์การรีแบรนด์ทางการเมือง หรือจะกลายมาเป็นกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีของสหรัฐฯ อย่างแท้จริง
อ้างอิง: x, techcrunch, federalstatelaw