Toyota ไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2027 รายได้ 2.85 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิ 311,204 ล้านบาท พร้อมเร่งขยายรถไฮบริด - รถใหม่วันนี้ ข่าวรถยนต์ EV ราคารถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
Toyota ไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2027 รายได้ 2.85 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิ 311,204 ล้านบาท พร้อมเร่งขยายรถไฮบริด
Toyota Motor Corporation เปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2027 ครอบคลุมช่วงเดือนเมษายน–มิถุนายน 2026 โดยบริษัทมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น แม้กำไรจากการดำเนินงานจะลดลงจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
1 เยนญี่ปุ่น เท่ากับ 0.2107 บาท ตัวเลขเงินบาทเป็นการแปลงค่าโดยประมาณ เพื่อช่วยให้เห็นขนาดของรายได้และกำไรได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่ตัวเลขที่ Toyota รายงานในงบการเงินโดยตรง ข้อมูลอ้างอิงจากเอกสาร Toyota FY2027 First Quarter Financial Results ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2026
รายได้เพิ่มเป็นประมาณ 2.85 ล้านล้านบาท
ในช่วงเดือนเมษายน–มิถุนายน 2026 Toyota มีรายได้จากการขายรวม 13.5254 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 2.850 ล้านล้านบาท รายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.2720 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 268,010 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 1.0634 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 224,058 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 102,600 ล้านเยน หรือประมาณ 21,618 ล้านบาท อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงจาก 9.5% เหลือ 7.9%
กำไรสุทธิเพิ่มเป็นกว่า 311,000 ล้านบาท
แม้กำไรจากการดำเนินงานลดลง แต่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของ Toyota Motor Corporation เพิ่มขึ้นอย่างมาก กำไรสุทธิอยู่ที่ 1.4770 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 311,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 841,300 ล้านเยน หรือประมาณ 177,262 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
กำไรก่อนภาษีเพิ่มเป็น 1.9638 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 413,773 ล้านบาท ส่วนรายได้อื่นเพิ่มขึ้นเป็น 900,300 ล้านเยน หรือประมาณ 189,693 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น แม้กำไรจากธุรกิจหลักจะลดลง
ยอดขายรถยนต์ทั่วโลก 2.395 ล้านคัน
Toyota มียอดขายรถยนต์ในงบการเงิน หรือ Consolidated Vehicle Sales จำนวน 2.395 ล้านคัน ลดลงเล็กน้อย 0.7% จาก 2.411 ล้านคันในปีก่อน
- ยอดขายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็น 524,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 8.9%
- อเมริกาเหนืออยู่ที่ 792,000 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.2%
- ยุโรปเพิ่มขึ้นเป็น 307,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 3.0%
- เอเชียเพิ่มขึ้นเป็น 439,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 4.3%
- ส่วนภูมิภาคอื่น ซึ่งรวมอเมริกากลาง อเมริกาใต้ โอเชียเนีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ลดลงเหลือ 332,000 คัน หรือลดลง 20.4%
รถยนต์ไฮบริดยังเป็นกำลังหลักของ Toyota
ยอดขายปลีกของ Toyota และ Lexus อยู่ที่ 2.552 ล้านคัน ลดลง 3.5% จากปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์พลังงานทางเลือก หรือ Electrified Vehicle รวม 1.410 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 12.4% และคิดเป็นสัดส่วน 55.3% ของยอดขาย Toyota และ Lexus ทั้งหมด
- รถยนต์ HEV มียอดขาย 1.238 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 6.7%
- รถยนต์ PHEV มียอดขาย 58,000 คัน เพิ่มขึ้น 24.5%
- รถยนต์ไฟฟ้า BEV มียอดขาย 114,000 คัน เพิ่มขึ้น 141.1% จาก 47,000 คันในปีก่อน
แม้ยอดขาย BEV จะเติบโตเร็วที่สุดในเชิงเปอร์เซ็นต์ แต่ HEV ยังคงเป็นระบบขับเคลื่อนหลัก โดยคิดเป็นเกือบ 88% ของยอดขายรถยนต์พลังงานทางเลือกทั้งหมดของ Toyota และ Lexus ในไตรมาสนี้
เงินเยนอ่อนช่วยเพิ่มกำไร
อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยในไตรมาสแรกเปลี่ยนจาก 145 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 160 เยนต่อดอลลาร์ เงินยูโรเปลี่ยนจาก 164 เยนต่อยูโร เป็น 185 เยนต่อยูโร เงินเยนที่อ่อนค่าลงช่วยเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 345,000 ล้านเยน หรือประมาณ 72,692 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม Toyota ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบ การสนับสนุนซัพพลายเออร์ ค่าแรง ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
เมื่อไม่รวมผลจากอัตราแลกเปลี่ยนและการประเมินมูลค่าสัญญาทางการเงิน กำไรจากการดำเนินงานลดลงประมาณ 205,000 ล้านเยน หรือประมาณ 43,194 ล้านบาท
Advertisement
Advertisement
อเมริกาเหนือพลิกกลับมาทำกำไร
- ธุรกิจในญี่ปุ่นมีกำไรจากการดำเนินงาน 538,600 ล้านเยน หรือประมาณ 113,489 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 104,700 ล้านเยน
- อเมริกาเหนือพลิกจากขาดทุน 63,600 ล้านเยน มาเป็นกำไร 125,300 ล้านเยน หรือประมาณ 26,397 ล้านบาท
- ยุโรปมีกำไร 113,200 ล้านเยน หรือประมาณ 23,849 ล้านบาท
- เอเชียมีกำไร 209,500 ล้านเยน หรือประมาณ 44,142 ล้านบาท
- ภูมิภาคอื่นมีกำไร 101,000 ล้านเยน หรือประมาณ 21,281 ล้านบาท
อเมริกาเหนือจึงเป็นภูมิภาคที่ฟื้นตัวเด่นที่สุด โดยผลประกอบการดีขึ้นจากปีก่อน 188,900 ล้านเยน หรือประมาณ 39,803 ล้านบาท
ตลาดจีนยังเผชิญแรงกดดัน
ยอดขายปลีก Toyota และ Lexus ในจีนลดลงจาก 450,000 คัน เหลือ 324,000 คัน หรือลดลงประมาณ 28% กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทย่อยในจีนลดจาก 23,300 ล้านเยน เหลือ 16,000 ล้านเยน หรือประมาณ 3,371 ล้านบาท ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าลดจาก 55,000 ล้านเยน เหลือ 41,500 ล้านเยน หรือประมาณ 8,744 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Toyota ยังต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาและต้นทุนการตลาดที่สูงในประเทศจีน
Toyota ปรับเพิ่มประมาณการรายได้เป็น 11.38 ล้านล้านบาท
Toyota ปรับเพิ่มประมาณการรายได้ตลอดปีงบประมาณ 2027 จาก 51 ล้านล้านเยน เป็น 54 ล้านล้านเยน เมื่อแปลงด้วยอัตรา 1 เยน เท่ากับ 0.2107 บาท รายได้ทั้งปีที่ Toyota คาดการณ์จะอยู่ที่ประมาณ 11.378 ล้านล้านบาท
- กำไรจากการดำเนินงานปรับเพิ่มจาก 3 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 632,100 ล้านบาท เป็น 3.4 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 716,380 ล้านบาท
- กำไรก่อนภาษีปรับเพิ่มเป็น 4.57 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 962,999 ล้านบาท
- กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของ Toyota ปรับเพิ่มเป็น 3.25 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 684,775 ล้านบาท
- เงินปันผลยังคงอยู่ที่ 100 เยนต่อหุ้น หรือประมาณ 21.07 บาทต่อหุ้น ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้คำนวณในบทความนี้
อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงานที่คาดการณ์ไว้ 3.4 ล้านล้านเยน ยังต่ำกว่าผลประกอบการปีงบประมาณ 2026 ซึ่งอยู่ที่ 3.7662 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 793,538 ล้านบาท
ปรับเป้ายอดขายรถยนต์เป็น 9.7 ล้านคัน
Toyota ปรับเพิ่มประมาณการยอดขายรถยนต์ในงบการเงิน จาก 9.6 ล้านคัน เป็น 9.7 ล้านคัน ยอดขาย Toyota และ Lexus ยังคงเป้าหมายไว้ที่ 10.5 ล้านคัน ยอดขายรถยนต์พลังงานทางเลือกคาดว่าจะอยู่ที่ 5.905 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วน 56.2% ของยอดขาย Toyota และ Lexus Toyota ปรับเพิ่มเป้ายอดขาย HEV จาก 5.071 ล้านคัน เป็น 5.088 ล้านคัน ส่วนเป้ายอดขาย BEV ถูกปรับลดจาก 598,000 คัน เหลือ 533,000 คัน หรือลดลง 65,000 คัน ตัวเลขนี้สะท้อนว่า Toyota ยังคงให้น้ำหนักกับรถยนต์ไฮบริดมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าล้วนในแผนระยะสั้นถึงกลาง
เร่งเพิ่มกำลังผลิตแบตเตอรี่ไฮบริด
Toyota เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับรถยนต์ HEV เพื่อรองรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยอดขาย HEV ของ Toyota และ Lexus เพิ่มจาก 3.44 ล้านคันในปี 2023 เป็น 4.22 ล้านคันในปี 2024 และ 4.58 ล้านคันในปี 2025
ปี 2026 Toyota คาดว่ายอดขาย HEV จะเพิ่มเป็นประมาณ 5.03 ล้านคัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2030 บริษัทยังเตรียมเปลี่ยนกำลังการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ประมาณ 600,000 คัน ไปใช้แบตเตอรี่ HEV เจเนอเรชันใหม่ในช่วงปี 2027–2028 เป้าหมายคือเพิ่มประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ไฮบริด
Toyota ปรับฐานการผลิตทั่วโลก
Toyota เตรียมเริ่มผลิตรถกระบะ Tacoma ที่โรงงานในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2030 ด้วยกำลังผลิตประมาณ 150,000 คันต่อปี ในอินเดีย Toyota เตรียมก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 4 กำลังผลิต 100,000 คันต่อปี และมีกำหนดเริ่มผลิตในปี 2029 เมื่อรวมกับโรงงานแห่งที่ 3 ซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินงานในปี 2026 กำลังผลิตในอินเดียจะเพิ่มขึ้นรวมประมาณ 200,000 คันต่อปี
Toyota ยังยืนยันว่าจะใช้ฐานการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่น ผลิตรถยนต์ Land Cruiser “FJ”, Noah และ Voxy เพื่อส่งกลับไปจำหน่ายในญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพิ่มความรวดเร็วในการส่งมอบรถให้ลูกค้า
ซื้อหุ้นคืนวงเงินประมาณ 210,700 ล้านบาท
Toyota ประกาศวงเงินซื้อหุ้นคืนสูงสุด 1 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 210,700 ล้านบาท บริษัทจะซื้อหุ้นผ่านตลาดเปิด และเตรียมยกเลิกหุ้นที่ถืออยู่ในคลังจำนวน 200 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.37% ของจำนวนหุ้นที่ออกทั้งหมด Toyota ระบุว่า การซื้อหุ้นคืนเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนเพื่อการเติบโต การคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงินทุน
สรุป
ผลประกอบการไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2027 ของ Toyota มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.85 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณ 311,204 ล้านบาท แม้กำไรจากการดำเนินงานลดลง แต่เงินเยนอ่อน รายได้อื่น และการฟื้นตัวในอเมริกาเหนือช่วยให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมาก
Toyota ปรับเพิ่มประมาณการรายได้ตลอดปีเป็นประมาณ 11.38 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 716,380 ล้านบาท ด้านผลิตภัณฑ์ Toyota ยังคงวางรถยนต์ HEV เป็นกำลังหลัก โดยตั้งเป้ายอดขายกว่า 5 ล้านคันต่อปี พร้อมเพิ่มกำลังผลิตแบตเตอรี่ไฮบริดและพัฒนาแบตเตอรี่เจเนอเรชันใหม่
ขณะที่เป้าหมายยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BEV ถูกปรับลดลง สะท้อนว่ากลยุทธ์ Multi-Pathway ของ Toyota ยังคงให้น้ำหนักกับรถยนต์ไฮบริด ซึ่งมีความต้องการสูงและสามารถสร้างกำไรได้ในหลายตลาดทั่วโลก
หมายเหตุ: การแปลงค่าเงินในบทความใช้อัตราแลกเปลี่ยนกลางของตลาดที่ 1 เยนญี่ปุ่น เท่ากับ 0.2107 บาท ตัวเลขเงินบาททั้งหมดเป็นค่าประมาณและอาจแตกต่างจากมูลค่าจริงตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ทำธุรกรรม
ที่มา: Toyota Motor Corporation, FY2027 First Quarter Financial Results, 4 สิงหาคม 2026.
