TNITY มองหุ้นไทย Q4 ไซด์เวย์กรอบ 1,500-1,700 จุด แนะ 5 ธีมลงทุน


นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด หรือ TNITY เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนในไตรมาส 4 ว่า ตลาดหุ้นจะอยู่ในภาวะ “ชักเย่อ” (Tug of War) ซึ่งเป็นการยื้อกันระหว่างปัจจัยมหาภาค (Macro) ที่เป็นแรงกดดันจำกัดอัพไซด์ และปัจจัยจุลภาค (Micro) ที่เป็นแรงสนับสนุนช่วยประคองดาวน์ไซด์ของตลาด ส่งผลให้ทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นโลกจะแกว่งตัวออกข้าง (Sideways) ในกรอบจำกัด โดยประเมินกรอบดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ไว้ที่ 1,500 – 1,700 จุด กลยุทธ์การลงทุนจึงไม่แนะนำให้ไล่ราคา แต่ให้เน้นการต่อรองราคาหรือรอจังหวะตลาดปรับฐานแรงเพื่อเข้าสะสม (Buy on weakness)

สำหรับปัจจัยจุลภาคที่เป็นแรงหนุนประคองตลาดนั้น มาจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ทั่วโลกและไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับ P/E ปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย นอกจากนี้ หุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว 3 ประการ ได้แก่ 1. ส่วนชดเชยความเสี่ยงของตลาดหุ้น (Implied Equity Risk Premium) ปัจจุบันพุ่งสูงถึง 5.8% (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4%) สะท้อนว่าราคาหุ้นได้รับรู้ข่าวลบไปมากแล้ว 2. ความแข็งแกร่งของตลาด (Market Breadth) แม้ช่วงกลางเดือนกันยายนดัชนีจะปรับฐานลงไปที่ 1,560 จุด แต่เกิดจากการกระจุกตัวในหุ้นบางตัว ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ยังสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้ 3. อัตราดอกเบี้ยนโยบายแท้จริง (Real Policy Rate) ปัจจุบันติดลบราว 1.5% – 2.0% ซึ่งตามสถิติในอดีต หากอัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบในระดับ 0% ถึง 3% มักจะจูงใจให้เงินทุนรายย่อยไหลออกจากเงินฝากเข้าสู่ตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นปันผล

ทางด้านปัจจัยมหาภาคที่กดดันเพดานการฟื้นตัว ประกอบด้วย ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อข้ามปี ซึ่งจะตรึงราคาน้ำมันดิบให้อยู่ในระดับราว 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงปัญหาสงครามการค้า (Tariff) ที่สหรัฐฯ ยังคงอัตราภาษี 12.5% ไว้เช่นเดิม นอกจากนี้ยังคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคม ซึ่งตลาดรับรู้ไปมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยมหาภาคที่ต้องจับตาคือ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Election) ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคาดว่าพรรคเดโมแครตจะพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่าง ขณะที่พรรครีพับลิกันยังคงรักษาเสียงในสภาสูงได้ ทำให้เกิดภาวะรัฐบาลเสียงแตก (Divided Government) คล้ายกับปี 2561 ภาพดังกล่าวจะส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณของสหรัฐฯ ทำได้ยากขึ้น ซึ่งในเชิงสถิติตลาดหุ้นมักจะตอบรับในเชิงลบ แต่ในทางกลับกัน จะเป็นบวกอย่างมากต่อ “ตลาดพันธบัตร” โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าจนกดดันให้อัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ปรับตัวลงแรง จึงมองว่าพันธบัตรเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนในระยะนี้ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบส่วนต่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นและเงินปันผล (Earning & Dividend Yield Gap) ที่ยังมีความน่าสนใจน้อยกว่าผลตอบแทนพันธบัตรในปัจจุบัน

สำหรับกลยุทธ์การเลือกหุ้นในไตรมาส 4 แนะนำ 5 ธีมการลงทุนเด่น ได้แก่ 1.กลุ่มปศุสัตว์ รับอานิสงส์ราคาเนื้อสัตว์ฟื้นตัว และต้นทุนอาหารสัตว์ (กากถั่วเหลือง) ในตลาดโลกลดลง แนะนำ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG และ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG, 2.กลุ่มท่องเที่ยว เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นและการจับจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น แนะนำ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC, 3.กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคชนิดเลือกซื้อ (Discretionary) รับอานิสงส์การจับจ่ายปลายปี โดยหลีกเลี่ยงกลุ่มสินค้าจำเป็นที่อาจเสียประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ แนะนำ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 และ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, 4. กลุ่มซูเปอร์เอลนีโญ เก็งกำไรจากราคาซอฟต์คอมโมดิตี้ที่พุ่งสูงขึ้นตามผลผลิตที่ลดลง แนะนำ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA และ 5.กลุ่มวัฏจักรการลงทุนภาคเอกชน รับเทรนด์การลงทุน Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน GDP ของประเทศ แนะนำกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA และ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON

Back to top button