มอง…เธอสาวเธอสวยฉันจึงได้มอง? The Silence of the Lambs

หนังเรื่อง The Silence of the Lambs มีอายุ 35 ปี (ออกฉายในวันวาเลนไทน์ปี 1991) และล่าสุดเพิ่งเผยแพร่ทาง Netflix เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

ก่อนหน้าหนังจะออกฉาย ผมเชื่อว่าทีมงานผู้เกี่ยวข้องทุกคนย่อมคาดหวังถึงความสำเร็จ ว่าจะกลายเป็นหนังฮิตทำเงิน ผู้ชมชื่นชอบ และได้รับคำวิจารณ์ที่ดี แต่ไม่น่าจะมีใครฝันไกลไปถึงว่า ผลงานชิ้นนี้จะคว้ารางวัลออสการ์ครบถ้วนทั้ง 5 สาขาใหญ่ (หนังเยี่ยม,​ กำกับ, บท, นักแสดงนำชาย และนักแสดงนำหญิง) ขึ้นหิ้งหนังคลาสสิก และกลายเป็นตำนานในเวลาต่อมา

ก่อน The Silence of the Lambs จะออกฉาย รางวัลออสการ์แลดูห่างไกลจนเกินเอื้อมด้วยสองสาเหตุ หนึ่งคือความเป็นหนังสยองขวัญ  ซึ่งมีภาพจำแบบเหมารวมว่าเป็นความบันเทิงราคาถูก มุ่งขายความสยดสยองนองเลือด ไม่ค่อยมีคุณค่าในทางศิลปะหรือเนื้อหาแง่คิด และมักจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากสถาบันมอบรางวัลทั้งหลายทั้งปวง

สองคือบรรดาหนังที่มุ่งหวังตั้งเป้าเอาดีในการลุ้นรางวัล มักเลือกวางโปรแกรมออกฉายช่วงปลายปี อันเป็นฤดูหว่านไถเก็บเกี่ยวรางวัล โดยคาดหวังให้ความสดใหม่และกระแสกล่าวขวัญถึงเป็นแรงหนุนส่งสำคัญ โอกาสสำหรับหนังต้นปีซึ่งพ้นเลยระยะฮือฮาไปนานโขจึงมีไม่มากนัก เว้นเสียแต่ว่า หนังเรื่องนั้นจะ ‘ดีมากเป็นพิเศษ’

The Silence of the Lambs คือผลงานที่ดีมากเป็นพิเศษดังว่า และกลายเป็นหนังสยองขวัญเพียงหนึ่งเดียวจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ความดีงามของ The Silence of the Lambs เริ่มจากตัวนิยายชื่อเดียวกันปี 1988 เขียนโดยโทมัส แฮร์ริส

The Silence of the Lambs เป็นนิยายฆาตกรรมสืบสวนสอบสวน จุดเด่นเบื้องต้นเป็นคุณสมบัติเดียวกับงานเขียนเบสต์เซลเลอร์ทั่วไป คือเรียงลำดับและดำเนินเรื่องเร่งเร้าความสนใจชวนติดตาม กระชับรัดกุมและฉับไว ค้นข้อมูลทำการบ้านมาดี จนทำให้รายละเอียดขั้นตอนต่างๆ ดูน่าเชื่อถือสมจริง และที่สำคัญคือสนุกบันเทิงตั้งแต่ต้นจนจบ น่าสะพรึงกลัวควบคู่ไปกับความตื่นเต้นเร้าใจอยู่ตลอดเวลา

ถัดมาคือการสร้างคู่ตัวละครคลาสสิกอย่าง ดร.ฮันนิบาล เลกเตอร์ และแคลริช สตาร์ลิง ซึ่งผมจะลงรายละเอียด เมื่อกล่าวถึงหนัง

จุดเด่นสุดท้ายคือเป็นนิยายที่มีความแปลกใหม่หลายๆ อย่าง เมื่อเทียบกับงานเขียนแนวเดียวกันในช่วงเวลานั้น เริ่มจากการหยิบนำเอาฆาตกรต่อเนื่องมาเล่าขานผ่านนิยาย (และสอดคล้องขานรับกับข่าวฆาตกรต่อเนื่อง-Serial Killer หลายๆ ราย ซึ่งกลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง), การให้น้ำหนักความสำคัญซึ่งเปลี่ยนจากขนบเดิมที่เน้นความลึกลับซับซ้อนว่าใครคือฆาตกร? หันมุ่งไปยังการสำรวจสภาพจิตใจเบื้องลึกของตัวละครหลัก

แง่มุมในเชิงจิตวิทยาดังกล่าว แตกแขนงส่งผลดีให้นิยายเรื่องนี้เกิดความลึกซึ้งในทางเนื้อหาไปได้หลากหลายประเด็น

ความยอดเยี่ยมแรกสุดของหนังเรื่อง The Silence of the Lambs คือการเขียนบทดัดแปลงจากนิยาย โดยมีการตัดทอนปรับเปลี่ยน รวมทั้งใช้ไวยากรณ์ภาษาภาพยนตร์มาแทนที่ในบางช่วงตอน ทว่าได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงตัวเรื่องเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเก็บรักษาใจความสำคัญเอาไว้ได้ครบถ้วน

นิยายและหนังเรื่องนี้เป็นตำราและบทเรียนชั้นดีสำหรับคนที่อยากทำงานเป็นคนเขียนบทหนังนะครับ

เนื้อเรื่องของ The Silence of the Lambs เล่าคร่าวๆ สามารถแบ่งเหตุการณ์ออกเป็น 2 ส่วน (ซึ่งจะผูกเกี่ยวเป็นเรื่องเดียวกันในท้ายที่สุด)

เหตุการณ์แรกคือเอฟบีไอฝึกหัดชื่อ แคลริช สตาร์ลิง ได้รับมอบหมายภารกิจให้ไปพบปะพูดคุยกับ ดร.ฮันนิบาล เลกเตอร์ อดีตจิตแพทย์ที่กลายมาเป็นฆาตกรโรคจิต ฉลาดปราดเปรื่อง เต็มไปด้วยพิษสงและอันตราย ถูกจับกุมและคุมขังอย่างเข้มงวดในโรงพยาบาล

เหตุต่อมาเป็นโลกภายนอก เกิดคดีฆาตกรรมหลายๆ ราย โดยผู้ต้องสงสัยที่ได้รับการตั้งฉายานามว่า ‘บัฟฟาโล บิล’ เหยื่อทั้งหมดเป็นหญิงสาวร่างใหญ่ ศพถูกทิ้งแม่น้ำ และโดนถลกหนัง

ทั้งนิยายและหนังเฉลยอย่างรวดเร็วว่า บัฟฟาโล บิลเป็นใคร และแสดงให้เห็นถึงกระบวนการทำงานของฆาตกรรายนี้อย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีลักพาตัวเหยื่อ การนำมากักขัง และเป้าหมายปลายทาง หลังจากลงมือสังหารโหดแล้ว จะทำอะไรต่อไปและทำไปเพื่ออะไร

ความสลับซับซ้อนตามขนบของเรื่องแนวสืบสวนสอบสวนจึงอยู่ที่ว่า จากการลงมือก่อคดีที่มีแบบแผนแน่ชัด จนทราบว่าเป็นฝีมือของฆาตกรคนเดียว แต่วันเวลาเกิดเหตุและสถานที่พบศพกลับไร้รูปแบบไร้ทิศทาง กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การสืบคดี มืดมน จับต้นชนปลายไม่ถูก และยากลำบากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

เรื่องราวที่เหลือคือ ฝั่งเอฟบีไอจะค้นพบและเข้าถึงตัวบัฟฟาโล บิลได้อย่างไร และแคลริช สตาร์ลิง นางเอกของเรื่อง ซึ่งเป็นเพียงแค่เอฟบีไอฝึกหัด ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เต็มตัว มีสถานะเป็นกึ่งคนในกึ่งคนนอก ไม่นับรวมว่าบ่อยครั้งที่เธอถูกกีดกัน จะฟันฝ่าอุปสรรคเข้าไปมีส่วนร่วมกับการคลี่คลายคดีได้อย่างไร?

เทียบเคียงกันแล้ว ฉบับนิยายมีการบรรยายรายละเอียดถี่ถ้วนมากกว่า (แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่การเล่าแบบหมดเปลือก เฉลยข้อสอบหรอกนะครับ เป็นแต่เพียงการให้ข้อมูลจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ผู้อ่านคิดและทำความเข้าใจต่อ) โดยเฉพาะการเขียนพรรณาอธิบายอารมณ์ความรู้สึกภายในใจของตัวละคร ซึ่งหนังมีข้อจำกัดไม่สามารถทำได้ แต่ก็ทดแทนชดเชยด้วยฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยม

บทแคลริช สตาร์ลิง โดยโจดี ฟอสเตอร์ เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดมาก ในการอ่านนิยายเราทราบถึงบางขณะที่เธอคิดในใจ แต่ในฉบับภาพยนตร์ เราทราบและสัมผัสถึงอารมณ์ที่สลับซับซ้อนของตัวละครนี้ ผ่านการแสดงออกทางสีหน้าแววตาและภาษากาย

ความเหมือนความต่างระหว่างนิยายกับหนังที่ผมกล่าวมา ส่งผลอย่างเดียวกัน คือทำให้ The Silence of the Lambs ทั้งสองฉบับสามารถอ่านและดูและทำความเข้าใจได้หลายชั้น

อย่างไรก็ตาม มี 2-3 จุดใหญ่ๆ ซึ่งผมคิดว่าหนังนำเสนอได้ดีกว่า เช่น ฉากตื่นเต้นเร้าใจตอนท้ายที่มีการล่อหลอกหักมุม

นิยายใช้การแบ่งบท ลำดับเหตุการณ์เพื่อล่อลวงผู้อ่าน แต่ฉบับหนังทำได้แนบเนียนกว่า ด้วยการตัดต่อลำดับภาพ ที่มีการโกง (คนดู) กันอย่างซึ่งๆ หน้า และชาญฉลาด

อีกหนึ่งการดัดแปลง ซึ่งไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าหนังทำได้ดีกว่า เนื่องจากยอดเยี่ยมไปคนละแบบ คือการเผชิญหน้าครั้งแรกระหว่างแคลริช สตาร์ลิงกับฮันนิบาล เลกเตอร์

มีความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างเพียงแค่นิดเดียว ในนิยาย ห้องคุมขังเลกเตอร์มีลูกกรง และป้องกันอีกชั้นด้วยการคลุมตาข่าย เพื่อย้ำถึงฤทธิ์เดชพิษสงของเขา

หนังเปลี่ยนจากลูกกรงและตาข่าย มาเป็นกระจกใส เมื่อปรากฎเป็นภาพ ยังคงเป็นการระวังรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดกวดขัน แต่เมื่อการพบปะเจอะเจอกันระหว่างสองตัวละครเริ่มต้นขึ้น กลับกลายเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย

ความใสของกระจกลวงความรู้สึกของผู้ชมนะครับ ว่าเสมือนไม่มีอะไรขวางกั้น และเต็มไปด้วยความไม่ปลอดภัย

เท่านั้นยังไม่พอ หนังยังใช้มุมกล้องจับภาพเลกเตอร์มองตรงมายังผู้ชม (แทนสายตาแคลริช) อยู่บ่อยครั้ง และใช้ระยะภาพใกล้ จนเหมือนอยู่ประชิด และคุกคาม

นี่คือหนึ่งในฉากเขย่าขวัญสั่นประสาทที่น่าสะพรึงกลัวตลอดกาลของโลกภาพยนตร์

สำหรับผม ความเป็นหนังสยองขวัญของ The Silence of the Lambs คือทุกครั้งที่แคลริช สตาร์ลิงกับฮันนิบาล เลกเตอร์พบกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งเรื่อง มีฉากที่ทั้งคู่พบกันเพียงแค่ 4 ครั้ง แต่ยังความตราตรึงน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปตลอดเวลาของหนัง

ใน 4 ฉากอันแสนวิเศษนี้ นักแสดงคือ แอนโทนี ฮ็อพกินส์ กับโจดี ฟอสเตอร์ ได้แสดงร่วมเฟรมพร้อมกันแบบแทบจะนับนิ้วได้ ที่เหลือคือการแยกถ่าย ต่างคนต่างแสดงโดยลำพัง แต่การตัดต่อลำดับภาพ ก็ลวงความรู้สึกทำให้ผู้ชมเห็นทั้งคู่อยู่ร่วมเฟรมกันตลอดเวลา

เหนือสิ่งอื่นใดคือเป็นการแสดงคนละวิธี แอนโทนี ฮ็อพกินส์ เล่นแบบประดิษฐ์ และออกแบบทุกรายละเอียดของตัวละคร ตั้งแต่กิริยาท่าทาง ซึ่งเคลื่อนไหวแต่น้อย น้ำเสียงสม่ำเสมอราบเรียบ และไม่กระพริบตา

เมื่อบวกรวมกับเนื้อหาเรื่องราว บทสนทนา ที่ถอดมาจากนิยายและบทหนัง แอนโทนี ฮ็อพกินส์ได้สร้างตัวละครวายร้ายที่…ในเวลาต่อมา ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ร้ายอันดับหนึ่งตลอดกาลของโลกภาพยนตร์

การแสดงของโจดี ฟอสเตอร์อยู่ในทางตรงกันข้าม เน้นความลึกและสมจริง ในทุกๆ การเผชิญหน้ากับฮานนิบาล เลกเตอร์ ผู้ชมจะเห็นสีหน้าแววตาและอารมณ์ความรู้สึกตอบสนองต่อคำพูดและท่าทีของเลกเตอร์อย่างหลากหลาย ทั้งความตื่นเต้น หวาดกลัว วิตกกังวล การข่มความรู้สึกแสดงความเชื่อมั่น ตอบโต้ ตกใจ

เมื่อเข้าคู่กันแล้ว การพบกันของสองตัวละคร ผ่านการแสดงอันน่าอัศจรรย์ของสองยอดฝีมือ ก็ทำให้ฉากพูดคุยกัน กลายเป็นการขับเคี่ยวที่สุดแสนลุ้นระทึกเร้าใจจนไม่อาจละสายตา

แคลริช สตาร์ลิง ได้รับเลือกให้อยู่ในอันดับ 6 ตัวละครฝ่าย Hero ยอดเยี่ยมตลอดกาลของ AFI (American Film Institute) และเป็นอันดับสูงสุดของตัวละครสตรี

นอกจากคุณสมบัติเด่นอย่างความเฉลียวฉลาด ความเก่งกาจในการใช้อาวุธ การต่อสู้ป้องกันตัวแบบที่ไม่แพ้ชายอกสามศอกแล้ว สิ่งที่ทำให้ตัวละครนี้เป็นที่จับอกจับใจผู้ชมและนักวิจารณ์ก็คือ ความเป็นมนุษย์ปุถุชน ความเปราะบางในจิตใจ รวมถึงปมความหลังที่เป็นแผลใจ

แต่สิ่งที่ทำให้ตัวละครนี้เป็นยอดวีรสตรีก็คือ แคลริช สตาร์ลิงเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่โลดแล่นผจญภัยอยู่ในโลกที่ล้อมรอบไปด้วยผู้ชายเป็นใหญ่ ไม่เพียงแค่ต้องสู้รบปรบมือกับการเรียน การสอบ การฝึกหัดอันหนักหน่วง หรือเผชิญหน้ากับฆาตกรอำมหิตเท่านั้น แต่เธอยังต้องดิ้นรนฝ่าฟันรบรากับอคติทางเพศ ตั้งแต่สายตาดูแคลน การถูกกีดกันในชีวิตการเรียนและงาน คำพูดจาแทะโลม การถูกจ้องมองอย่างหื่นกระหาย ไปจนถึงการล่วงละเมิดทางเพศ

มีเนื้อหาสาระ 3 ประเด็นใน The Silence of the Lambs ซึ่งมักจะได้รับการหยิบยกมากล่าวถึงเสมอ

แรกสุดตรงตามชื่อเรื่อง ว่าด้วยเสียงกรีดร้องของลูกแกะ อันเป็นความทรงจำที่เลวร้ายสุดในวัยเด็กของแคลริช (ซึ่งโดนเลกเตอร์ขุดคุ้ย เพื่อแลกเปลี่ยนกับเบาะแสในการสืบคดี) หลังจากการเสียชีวิตของพ่อ ต้องซัดเซพเนจรไปอาศัยกับผู้อื่นในฟาร์มเลี้ยงแกะ ได้ยินเสียงกรีดร้องจากแกะที่กำลังจะถูกฆ่า และความล้มเหลวในการช่วยชีวิตพวกมัน จนนำไปสู่ฝันร้ายได้ยินเสียงกรีดร้องตามหลอกหลอนเรื่อยมา

การสืบหาบัฟฟาโล บิล เพื่อช่วยเหลือเหยื่อรายล่าสุดให้รอดพ้นจากการสังหารโหด เป็นหนทางหนึ่งในการขจัดเสียงกรีดร้องของลูกแกะ

นิยายและหนังจบลงด้วยการที่แคลริชกลับมานอนหลับสนิท ไม่ได้ยินเสียงกรีดร้อง แต่ก็ทิ้งท้ายให้คาดเดาสงสัยกันต่อไปอีกว่า เสียงกรีดร้องนั้นสงบลงเป็นการถาวร หรือเพียงแค่ชั่วคราว?

ประเด็นต่อมาคือการกลายสภาพ ซึ่งทั้งนิยายและหนังเต็มไปด้วยการให้รายละเอียดเพื่อการตีความจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ผีเสื้อกลางคืน (การเปลี่ยนจากดักแด้มาเป็นผีเสื้อ), แกะ (ขนแกะถูกถักทอกลายมาเป็นเครื่องนุ่งห่ม), แรงจูงใจของบัฟฟาโล บิล ในการฆ่าแล้วถลกหนังเหยื่อ เพื่อตัดเย็บเสื้อผ้า แทนการผ่าตัดแปลงเพศที่เขาโดนปฏิเสธ

หรือกระทั่งว่าตัวแคลริชเอง นอกจากกำจัดปมเสียงร้องในฝันร้ายแล้ว ความมุ่งมั่นเพื่อจะเติบโตก้าวหน้า จากเอฟบีไอฝึกหัดเลื่อนสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ก็เป็นการกลายสภาพอีกรูปแบบหนึ่ง (นี่ยังไม่นับรวมความพยายามเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยการถากถางของเลกเตอร์ เกี่ยวกับการใช้กระเป๋าถือแบรนด์เนมราคาแพง ขณะที่สวมรองเท้าราคาถูก รวมถึงพื้นเพความเป็น ‘คนบ้านนอก’ ที่พยายามยกระดับเปลี่ยนเป็นคนเมือง)

ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของผู้หญิงตัวเล็กๆ ในโลกที่แวดล้อมด้วยผู้ชายเป็นใหญ่ (และเต็มไปด้วยอคติ) ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว

นอกจากจะเล่าเสนอแง่มุมเนื้อหานี้ ผ่านรายละเอียดต่างๆ สารพัดสารพัน อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือการขับเน้นผ่านมุมกล้องและการใช้ภาพ

The Silence of the Lambs ดำเนินเรื่อง โดยมีแคลริช สตาร์ลิงเป็น ‘นางแบก’ เกือบจะแทบทุกฉากทุกตอน

ภาพที่ผู้ชมเห็นในหนังส่วนใหญ่ แบ่งกว้างๆ ได้สองแบบ

อย่างแรกคือ ภาพที่ผู้ชมมองเห็นแคลริช ในกลุ่มนี้ ภาพนำเสนอเป็นปกติ มีทั้งระยะใกล้ ไกล และปานกลาง

อย่างไรก็ตาม มีการจัดองค์ประกอบภาพหลายตอนที่ขับเน้นให้แคลริช แลดูเล็กจ้อย หรือถูกห้อมล้อมด้วยผู้ชาย (ภาพที่เด่นและติดตามาก คือฉากในลิฟต์)

ภาพอีกกลุ่มต่อมา คือภาพแทนสายตาแคลริช หรือสิ่งที่เธอมองเห็น บ่อยครั้งและถี่มากเป็นภาพของตัวละครต่างๆ พูดคุยกับเธอในลักษณะมองตรงมาที่กล้องหรือคนดู (แบบเดียวกับที่ได้รับการขับเน้นในฉากเผชิญหน้าเลกเตอร์)

พูดง่ายๆ คือเป็นการใช้ภาพเพื่อขับเน้นสองอย่างควบคู่กัน ด้านหนึ่งเป็นโลกที่แคลริชมองเห็น (พูดกว้างๆ คือโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่) พร้อมๆ กันนั้นอีกด้านหนึ่ง แคลริชเองก็ตกเป็นเป้าสายตา หรือเป็นฝ่ายถูกจ้องมองด้วยเช่นกัน

เป็นการถูกมองที่หลากหลาย ตั้งแต่มองเพราะเธอเป็นคนสวย มองด้วยสายตาไม่เชื่อมั่น มองด้วยความเหยียดและดูแคลน มองแบบเกิดเสียงในหัวประมาณว่า “ผู้หญิงก็ยังงี้แหละ” และอีกสารพัดสารพัน

Deep focus The Silence of the Lambs ฆาตกรต่อเนื่อง นรา ปิตาธิปไตย รางวัลออสการ์ หนังสยองขวัญ

เรื่อง: นรา

นักเขียน นักอ่าน นักดูหนังและซีรีส์ นักชมศิลปะ ดีเจ และคอลัมนิสต์วิจารณ์ภาพยนตร์ที่เฉียบคม หนักแน่น รุ่มรวยรอยยิ้ม