เจาะไอเดียเบื้องหลัง Thailand Space Expo 2026 งานอวกาศระดับภูมิภาค

งาน Thailand Space Expo 2026 กำลังจะกลับมาอีกครั้งระหว่างวันที่ 28–31 ตุลาคม 2026 ณ ICONSIAM Hall กรุงเทพมหานคร แต่ปีนี้สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเรียกได้ว่าใหญ่กว่าการจัดมหกรรมอวกาศประจำปี เพราะในช่วงสัปดาห์เดียวกัน ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพทั้ง Thailand Space Expo 2026, การประชุม Asia-Pacific Regional Space Agency Forum ครั้งที่ 32 หรือ APRSAF-32 และ Global Moon Village Association Workshop and Symposium 2026 ครั้งที่ 10 ขณะที่อีกฝั่งของกรุงเทพฯ UN ESCAP จะจัด Fifth Ministerial Conference on Space Applications for Sustainable Development in Asia and the Pacific การประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคมเช่นกัน

นั่นทำให้คำถามเกี่ยวกับ Thailand Space Expo กว้างกว่าประเด็นแค่ “ในงานมีอะไรให้เราชมบ้าง” แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเชนว่าทำไมประเทศไทยจึงพยายามดึงเวทีอวกาศหลายวงมาอยู่ในสถานที่และช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แล้วสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับความทะเยอทะยานที่จะวางประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของกิจกรรมอวกาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ GISTDA

ทีมงานสเปซทีเอชพูดคุยกับ ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ GISTDA เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2026 สัมภาษณ์โดย เติ้ล ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน บรรณาธิการบริหารสื่อออนไลน์สเปซทีเอช ตั้งแต่ข้อเสนอแนะที่ได้รับจาก Thailand Space Expo ปีที่ผ่านมา ไปจนถึงเหตุผลในการดึง APRSAF และ Moon Village Association เข้ามาจัดพร้อมกัน การแข่งขันของผู้เล่นจากเอเชียและยุโรป การสร้าง Space Economy ที่ไม่จบลงด้วยการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ตลอดจนความคืบหน้าของความร่วมมือภายใต้ Artemis และคำถามปลายทางว่า วันนี้ประเทศไทยพร้อมหรือยังสำหรับการเป็นเจ้าภาพเวทีอวกาศระดับโลกอย่าง International Astronautical Congress หรือ IAC

บรรยากาศงาน Thailand Space Expo 2025 ในปีที่ผ่านมา
  • ก่อนจะไปอ่านบทสัมภาษณ์ มาทำความเข้าใจ Thailand Space Expo ในปีนี้
  • จากงานของคนอวกาศ ไปสู่งานที่คนทั่วไปเดินเข้ามาเจอได้
  • Asian Space Gateway เป้าหมายของไทยในการเป็นฮับของภูมิภาค
  • Moon Village กับโจทย์ใหม่ เมื่ออวกาศไทยต้องไปไกลกว่าดาวเทียม
  • APRSAF กลับมาไทยในรอบ 16 ปี และคราวนี้ไม่ต้องขนคนไทยไปต่างประเทศ
  • เมื่อยุโรปเริ่มเข้ามาเล่นมากขึ้นใน Thailand Space Expo
  • ไม่ใช่แค่การจัดงานสามงาน แต่ใช้งานเป็นตัวดึงดูดให้กันและกัน
  • ถ้าต่างชาติมาแค่ขายของ แล้ว Space Economy ไทยได้อะไร
  • จาก Artemis Accords สู่การทำงานจริงกับ NASA
  • THEOS-3 และภาพใหม่ของกลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก 18 ดวง
  • GISTDA CubeSat-1 กับดาวเทียมที่มีต้นทางจาก School Satellite
  • อวกาศไม่ใช่อุตสาหกรรมหนึ่ง แต่ซ่อนอยู่หลังแทบทุกอุตสาหกรรม
  • แล้วประเทศไทยพร้อมจัด IAC หรือยัง

ก่อนจะไปอ่านบทสัมภาษณ์ มาทำความเข้าใจ Thailand Space Expo ในปีนี้

  • Thailand Space Expo 2026 จัดวันที่ 28–31 ตุลาคม 2026 ที่ ICONSIAM Hall ชั้น 7 กรุงเทพฯ เป็นงานหลักที่เปิดพื้นที่ให้ทั้งภาคธุรกิจ นักวิจัย นักเรียน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วม โดยวันที่ 28 ตุลาคมมีพิธีเปิดช่วง 09:00–11:00 น. สำหรับผู้ได้รับเชิญและผู้ลงทะเบียน ส่วน Session ต่าง ๆ เริ่มต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสายเป็นต้นไป สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานที่ ICONSIAM หรือเลือกชมบางกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ของ GISTDA ได้
  • ปีนี้ไม่ได้มีแค่ Thailand Space Expo แต่เป็น “Space Week” ขนาดย่อมของกรุงเทพฯ เพราะในช่วงสัปดาห์เดียวกันมีทั้ง Thailand Space Expo, APRSAF-32 และ Global Moon Village Workshop & Symposium ครั้งที่ 10 รวมถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีของ UN ESCAP ทำให้ตั้งแต่วันที่ 26–31 ตุลาคม กรุงเทพฯ จะมีทั้งนักวิจัย Space Agency บริษัทอวกาศ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้แทนรัฐบาลจากหลายประเทศอยู่พร้อมกัน
  • APRSAF-32 คือเวทีความร่วมมือด้านอวกาศระดับเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia-Pacific Regional Space Agency Forum จัดโดย GISTDA ร่วมกับกระทรวง MEXT ของญี่ปุ่นและ JAXA โดยเว็บไซต์ APRSAF ระบุกำหนดการประชุมหลักวันที่ 27–30 ตุลาคม 2026 มีทั้ง Working Group ด้าน Space Application, Space Technology, Education, Policy และภาคอุตสาหกรรม สำหรับไทย นี่คือการกลับมาเป็นเจ้าภาพ APRSAF หลังครั้งก่อนที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2010 ทำให้นักวิจัยและหน่วยงานไทยไม่จำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศเพื่อเข้าถึง Community นี้เหมือนทุกปี
  • Moon Village Association หรือ MVA จะพาอีก Community หนึ่งเข้ามาคือคนที่คิดเรื่อง “มนุษย์บนดวงจันทร์” จริงจัง The 10th Global Moon Village Workshop & Symposium จัดวันที่ 26–27 ตุลาคม ที่ ICONSIAM เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ Lunar Exploration, การตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ การสื่อสาร Earth-Moon ไปจนถึงกฎหมายและรูปแบบการลงทุน สิ่งที่ GISTDA มองว่าน่าสนใจคือ MVA พยายามเป็นเวทีกลางระหว่างหลายขั้วความร่วมมือ ซึ่งเข้ากับสถานะของไทยที่มีความสัมพันธ์ทั้งกับ Artemis ของสหรัฐฯ และ ILRS ที่นำโดยจีน
  • ตัว Thailand Space Expo ปีนี้จะเห็นผู้เล่นหลากหลายกว่าปีก่อนโดยเฉพาะฝั่งยุโรป จากเดิมที่ญี่ปุ่นมีบทบาทค่อนข้างเด่น ปีนี้มีทั้ง EU Global Gateway, EU Pitching และบริษัทจากหลายประเทศเข้ามามากขึ้น พร้อมกับ Session ตั้งแต่ Space Economy, Spaceport, Microgravity, Lunar Governance ไปจนถึง THEOS-3 ส่วนวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคมจะมีน้ำหนักไปทาง Public มากขึ้น มีทั้งเรื่องนักบินอวกาศ, School Satellite, Youth Forum และกิจกรรมสำหรับคนทั่วไป

จากงานของคนอวกาศ ไปสู่งานที่คนทั่วไปเดินเข้ามาเจอได้

จุดเริ่มต้นของบทสนทนาย้อนกลับไปยัง Thailand Space Expo 2025 ซึ่งเป็นปีแรกที่งานเปลี่ยนจากชื่อ Thailand Space Week มาเป็น Thailand Space Expo พร้อมย้ายเข้ามาจัดในพื้นที่อย่าง ICONSIAM ซึ่งทำให้ลักษณะของผู้เข้าร่วมเปลี่ยนไปจากเดิมพอสมควร ทีมงานถามณัฐวัฒน์ว่า หลังจบงานปีที่ผ่านมา Feedback จากทั้งหน่วยงานต่างประเทศ ผู้ประกอบการ และผู้เข้าร่วมทั่วไปเป็นอย่างไร

“ถ้าเอาในมุมต่างประเทศก่อน Feedback ก็คือเขาตอบรับดีขึ้นมองว่ามาถูกทางและให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เหมือนเป็นแกนนำไม่เชิงเป็นแกนนำแต่สามารถขับเคลื่อนตรงนี้ได้เพราะจริงๆหลายประเทศก็ทำในลักษณะเดียวกันแต่พอมันมีพื้นที่ให้กับคนที่เขาอยากมาร่วมกันทั้งในมุมของเชิงค้าขายเชิงธุรกิจแล้วก็เชิงของนักนโยบายแบบนี้แหละที่เราสามารถขับเคลื่อนได้ในลักษณะที่เป็นภูมิภาค” ณัฐวัฒน์กล่าว  

อีกสิ่งหนึ่งที่ชัดขึ้นคือ Public Awareness เดิมงานอวกาศลักษณะนี้มีธรรมชาติเป็น Conference และ Business Event อยู่มาก การย้ายมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะทำให้เกิดผู้ชมอีกประเภทหนึ่ง คือคนที่ไม่ได้ตั้งใจเดินทางมาเพราะทำงานในอุตสาหกรรมอวกาศ แต่อาจกำลังเดินห้างแล้วบังเอิญพบว่าวันนี้มีดาวเทียม บริษัทอวกาศ หรือนักวิทยาศาสตร์อยู่ตรงหน้า

บรรยากาศงาน Thailand Space Expo 2025 ที่เป็นครั้งแรกที่มาจัดที่ ICONSIAM

“พอเรามาจัดที่ห้าง เราพยายามปรับโทน ปีที่แล้วจะเห็นเลยว่าเราโฟกัสแยกชัดเจนว่าอันนี้เป็น Business Day อันนี้เป็น Public Day โดยที่วันเสาร์ Public Day คนเยอะ แล้วมันมี Engagement ใหม่ ๆ ที่เป็นแบบ Organic ทั้งแบบอาจจะมาโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ มันทำให้เห็นว่าเรื่องนี้สามารถเป็นเรื่องที่คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น”

ณัฐวัฒน์อธิบายต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนผู้ชม แต่ทำให้ผู้จัดเห็นว่างานไม่จำเป็นต้องโฟกัสเฉพาะ Business Community เท่านั้น แต่สามารถเป็นพื้นที่ของนักวิจัย เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้ด้วย โครงสร้างของปี 2026 จึงต่อยอดจากแนวทางดังกล่าว และขยาย Thailand Space Expo เป็นสี่วันเต็ม ตั้งแต่ 28–31 ตุลาคม 2026

Asian Space Gateway เป้าหมายของไทยในการเป็นฮับของภูมิภาค

หนึ่งในธีมที่ GISTDA ใช้สื่อสารถึงงานปี 2026 คือแนวคิด Asian Space Gateway หรือการวางประเทศไทยเป็นหนึ่งในประตูเชื่อมกิจกรรมอวกาศของภูมิภาค แต่ณัฐวัฒน์ระบุว่าแนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปีนี้มีงานใหญ่หลายงานมาชนกัน หากเป็นแนวคิดเชิงนโยบายที่วางอยู่ภายใน GISTDA มาแล้วประมาณ 2–3 ปี

“Concept ที่ใช้คำว่า Gateway to Asia หรือ Asian Space Gateway มันถูกคิดในเชิงนโยบายภายใน GISTDA มาประมาณ 2–3 ปีแล้ว แต่ปีนี้ยิ่งทำให้มันชัดเจนมากขึ้น เพราะมันได้งานที่เป็นงานระดับภูมิภาค แล้วก็งานระดับโลกที่เป็นเรื่องเฉพาะทางมาร่วมกันในปีนี้”

สิ่งที่ทำให้ปีนี้ต่างออกไปจึงอยู่ที่การนำ Community หลายวงมาซ้อนทับกัน Thailand Space Expo เป็นเวทีประจำปีที่มีทั้ง Business, Policy และ Public ส่วน APRSAF เป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านอวกาศของเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ Moon Village Association เป็น Community ที่เน้นประเด็นการสำรวจดวงจันทร์และการตั้งถิ่นฐานในระยะยาว

ณัฐวัฒน์ มองว่าประเทศไทยกำลังเป็นฮับของภูมิภาคสำหรับงานด้านอวกาศ และสะท้อนผ่านแนวคิดเชิงนโยบายของ GISTDA ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ในอีกด้านหนึ่ง UN ESCAP จะจัด Fifth Ministerial Conference on Space Applications for Sustainable Development in Asia and the Pacific ที่ United Nations Conference Centre ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม โดยเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 5 ที่เน้นการใช้ Space Application เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ Disaster Risk Management, Natural Resource Management, Connectivity ไปจนถึง Climate Change และมีกำหนดผลักดันทั้ง Regional Initiative และ Ministerial Declaration สำหรับความร่วมมือในช่วงถัดไป

ในมุมนี้ “Gateway” จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่สร้างจรวดได้มากที่สุดหรือมีดาวเทียมมากที่สุด แต่สามารถหมายถึงการทำให้ประเทศเป็นสถานที่ที่นักวิจัย หน่วยงานรัฐ บริษัท และผู้กำหนดนโยบายจากหลาย Community สามารถมาเจอกันได้นั่นเอง

Moon Village กับโจทย์ใหม่ เมื่ออวกาศไทยต้องไปไกลกว่าดาวเทียม

การนำ Global Moon Village Workshop & Symposium ครั้งที่ 10 มาจัดในประเทศไทยระหว่างวันที่ 26–27 ตุลาคม ถือเป็นส่วนสำคัญของภาพดังกล่าว GISTDA ระบุอย่างเป็นทางการว่างานนี้จะจัดร่วมกับ Moon Village Association ที่ ICONSIAM และเป็นเวทีสำหรับนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรมในการพูดคุยอนาคตของ Sustainable Lunar Exploration

ทีมงานถามต่อว่าทำไม GISTDA จึงเลือกดึง Community ด้านการสำรวจดวงจันทร์เข้ามาในเวลานี้ ในเมื่อกิจกรรมอวกาศของไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาแทบทั้งหมดผูกอยู่กับดาวเทียมสำรวจโลกและการประยุกต์ใช้ข้อมูลจากวงโคจรโลก

“ถ้าย้อนกลับไปสักห้าปีที่แล้วคำว่า “อวกาศ” ของบ้านเรา เราพูดถึงดาวเทียม เป็นหลัก พูดถึงการใช้ข้อมูลดาวเทียม แล้วเข้มขึ้นมาหน่อยที่คิดว่าเป็น Movement ของประเทศก็คือการสร้างดาวเทียม แต่ตอนนี้ GISTDA มองว่าขั้นต่อไปมันก็ควรจะมีเรื่องของการสำรวจอวกาศ ถ้ามองว่าเรื่องของอวกาศ ในแต่ละประเทศคือการทำเรื่องอวกาศที่มันต้องลึกขึ้น การสำรวจอวกาศควรจะเป็นก้าวต่อไปของประเทศไทย”

นี่คือเหตุผลที่ Moon Village มีความหมายมากกว่าการเอางานประชุม เกี่ยวกับดวงจันทร์มาแปะไว้ข้าง Thailand Space Expo เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมการสำรวจดวงจันทร์ของหลายฝ่ายพร้อมกัน ตั้งแต่การลงนาม Artemis Accords ไปจนถึงความร่วมมือกับ International Lunar Research Station หรือ ILRS ขณะที่นักวิจัยไทยก็มีโครงการวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจสำรวจดวงจันทร์โดยตรงมากขึ้น

ณัฐวัฒน์มองว่าจุดน่าสนใจอีกอย่างของ Global Moon Village Association คือความพยายามรักษาตัวเองให้เป็น Community ที่ไม่ได้ผูกอยู่กับขั้วใดขั้วหนึ่งโดยตรง “Community นี้ต้องบอกก่อนว่าเป็น Community ที่ไม่ได้ซ้ายเกินไปขวาเกินไปพยายามจะทำให้เป็น Community ที่เป็นกลางจริงๆแล้วเขามองด้วยว่าการเลือกจัดประเทศไทยเขารู้สึกว่าประเทศไทยสามารถอยู่ได้ทั้งสองฝั่งที่สามารถ Engage ได้ทั้งฝั่งสหรัฐอเมริกาและจีนซึ่งในมุมของนักวิจัยนี่เป็นข้อดีมากๆที่จะได้เห็นพัฒนาการของทั้งสองฝั่งควบคู่กันในเวทีเดียวกัน”

สำหรับประเทศไทย จุดนี้มีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความร่วมมือกับทั้งสหรัฐฯ และจีนในกิจกรรมอวกาศ การทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางจึงอาจมีคุณค่าในตัวเอง อย่างไรก็ตาม ความเป็นกลางในเวทีสนทนาไม่ได้แปลว่าข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ความมั่นคง หรือกฎการส่งออกของแต่ละประเทศจะหายไป สิ่งที่งานลักษณะนี้สร้างขึ้นได้จริงกว่าคือพื้นที่ให้ Community ที่อาจไม่ได้เจอกันบ่อยนักได้เริ่มต้นบทสนทนา

APRSAF กลับมาไทยในรอบ 16 ปี และคราวนี้ไม่ต้องขนคนไทยไปต่างประเทศ

อีกงานใหญ่คือ APRSAF-32 หรือ Asia-Pacific Regional Space Agency Forum ครั้งที่ 32 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–30 ตุลาคม 2026 ภายใต้ธีม “Bridging the Asia-Pacific: Advancing a Trusted and Inclusive Space Future” โดยมี GISTDA, กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น หรือ MEXT และ JAXA ร่วมเป็นผู้จัด

ไทยไม่ใช่เจ้าภาพ APRSAF เป็นครั้งแรก ครั้งล่าสุดที่กรุงเทพฯ รับหน้าที่นี้คือ APRSAF-16 ระหว่างวันที่ 26–29 มกราคม 2010 เท่ากับว่าการกลับมาของ APRSAF-32 เกิดขึ้นหลังจากห่างไปถึง 16 ปี

“APRSAF ต้องยอมรับว่าติดลมบนอยู่แล้วในภูมิภาคนี้ จัดมาหลายครั้ง มันทำให้เป็นชื่อที่รู้จักกันดี เรามีนักวิจัยของไทยไปร่วมกับเขาทุกปี ไม่ใช่ฝั่ง Technical อย่างเดียว มันมีฝั่งที่เป็นนโยบาย มีเรื่องทหาร ความมั่นคง ก็ไปตลอด เพราะเห็นว่าเวทีนี้เป็นเวทีใหญ่”

แต่ข้อได้เปรียบเมื่อ APRSAF มาอยู่ในกรุงเทพฯ คือคนไทยจำนวนมากไม่จำเป็นต้องถูกส่งไปต่างประเทศเพื่อเข้าไปสัมผัส Community เดียวกันอีกต่อไป “ครั้งนี้พอมาจัดที่ไทย มันสามารถลดงบประมาณในการเดินทางได้ แล้วก็ Engage คนในประเทศไทยนี่แหละให้สามารถเข้าใจเรื่องของเทคโนโลยีอวกาศได้มากขึ้น ง่ายขึ้น”

ภายใน APRSAF มี Working Group ตั้งแต่ Space Applications, Space Frontier, Space Education ไปจนถึง Space Policy and Law โดยเฉพาะ Space Education for All Working Group ที่จัดประชุมในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 27–28 ตุลาคม และมีเป้าหมายโดยตรงในการแลกเปลี่ยนแนวทางด้านการเรียนการสอนและ Outreach ด้านอวกาศ

ณัฐวัฒน์ยกตัวอย่างด้วยว่าโครงการลักษณะ Kibo ที่เปิดโอกาสให้ประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีส่วนร่วมในการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ ก็เติบโตมาจากกลไกและ Community ลักษณะนี้ การจัดฟอรัมในประเทศจึงช่วยลดระยะห่างระหว่างคนไทยกับกลไกความร่วมมือที่ปกติเราเห็นอยู่แต่ในเอกสารหรือการประชุมต่างประเทศ

เมื่อยุโรปเริ่มเข้ามาเล่นมากขึ้นใน Thailand Space Expo

หากภาพของ Thailand Space Expo ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเคยมีบริษัทและหน่วยงานญี่ปุ่นโดดเด่น ปี 2026 จะเริ่มเห็นผู้เล่นจากยุโรปเข้ามามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ปีที่แล้ว หรือสองปี สามปีที่แล้ว เราจะเห็นว่าญี่ปุ่นค่อนข้างจะ Dominate ในเวที Thailand Space Expo แต่ปีนี้เราจะเห็นภาพของกลุ่มยุโรปเข้ามามากขึ้น จริง ๆ มันไม่ได้เป็นเชิงที่ว่ายุโรปอยากมาขายของให้ประเทศที่พัฒนาตามหลังเขาอย่างประเทศไทยนะ แต่มันเป็นนโยบายการสร้างความร่วมมือระหว่างด้วยเหมือนกัน”

ณ วันที่สัมภาษณ์ ณัฐวัฒน์ระบุว่า Delegation ของสหภาพยุโรปในไทยกำลังเตรียมนำบริษัทประมาณ 20 บริษัทเข้าร่วม Pavilion และยังมีประเทศยุโรปอื่นเข้ามามีบทบาทเพิ่มเติม ขณะที่ Speaker รายชื่อจะมีการเปิดเผยภายหลัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อดู Programme ของ Thailand Space Expo ที่อัปเดตเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ก็พบว่ามี Session อย่าง EU Global Gateway และ EU Pitching อยู่ในกำหนดการจริง ขณะที่ผู้จัดยังมี Japan Pavilion และผู้เล่นจากจีน เกาหลี ยุโรป อเมริกาเหนือ และประเทศอื่นอยู่ร่วมกัน ทำให้ภาพของงานปีนี้มีความกระจายตัวมากกว่าการเป็นงานที่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง

จรวด Vega ของบริษัท Arianespace นำส่งดาวเทียม THEOS-2 ให้กับประเทศไทยในเดือนตุลาคม 2023

“สไตล์ตามประเทศไทยคือรักษาความเป็นกลาง จะเห็นว่าเรามีทั้งญี่ปุ่น แล้วก็มีฝั่งยุโรปมามากขึ้น มันมีความ International มากขึ้นกว่าแต่ก่อนที่อาจจะเป็นไทย ญี่ปุ่น เอเชียหน่อย ๆ มันจะเห็นว่า จริง ๆ เราก็เป็น Gateway to Asia ได้มากขึ้น” ณัฐวัฒน์กล่าว

ในเวลาที่ให้สัมภาษณ์ GISTDA ยังวางแผนให้นักบินอวกาศอย่างน้อยหนึ่งคนเข้าร่วมงาน โดยรายชื่อจะมีการเปิดเผยภายหลัง ขณะเดียวกันฝั่งรัฐบาลไทยก็มี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทผลักดันอุตสาหกรรมอวกาศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้มีทั้งการหารือเรื่องกลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก 18 ดวงและการพัฒนา Spaceport ของไทยกับต่างประเทศ

ไม่ใช่แค่การจัดงานสามงาน แต่ใช้งานเป็นตัวดึงดูดให้กันและกัน

คำถามหนึ่งที่ณัฐวัฒน์กลับมาเสริมหลังจบบทสัมภาษณ์แล้ว คือเมื่อ TSX, APRSAF และ Global Moon Village Association มาอยู่ในช่วงเดียวกัน ทั้งสามงานสร้างการทำงานร่วมกันกันจริงอย่างไร คำตอบที่เขายกขึ้นมาน่าสนใจ

“บางคนเราไปเชิญต่างชาติ บอกว่าเชิญมางาน TSX เขาบอกว่าขอคิดก่อน แต่พอบอกว่ามี APRSAF ด้วย ตอบรับทันที เพราะมันเป็นฟอรัม ที่รู้จักกันอยู่แล้วในต่างชาติ พอเอามาแบบนี้มันเป็น Magnet เพิ่มขึ้นมา”

นั่นหมายความว่าในมุมของผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศ การเดินทางมายังกรุงเทพฯ หนึ่งครั้งไม่ได้หมายถึงการมางานเพียงงานเดียวอีกต่อไป แต่สามารถพบทั้ง Industry, Government, Research Community และ Lunar Exploration Community ในการเดินทางเดียวกัน

ตัว APRSAF และ Thailand Space Expo เองก็มี Joint Exhibition อย่างเป็นทางการในปีนี้ ขณะที่บาง Session และกิจกรรมถูกออกแบบให้ผู้เข้าร่วมจากแต่ละ Community สามารถข้ามไปมาได้ “อีกตัวอย่างหนึ่งคือ MVA ด้านการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ เขาก็อยาก Synergy กับ APRSAF เพราะฉะนั้นมันเลยเกิดเวทีย่อยที่ APRSAF กับ MVA จัดร่วมกัน ซึ่งมันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่าง”

ณัฐวัฒน์ยก Sentinel Asia เป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่เกิดจากการที่องค์กรจากหลายฝ่ายเข้ามาเจอกัน และมองว่าโครงการใหม่ ๆ ก็อาจเริ่มต้นในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือฟอรัมไม่ได้สร้าง ดาวเทียมหรือสิ่งของที่จับต้องได้ออกมาทันที สิ่งที่มันสร้างก่อนคือการทำให้คนที่ปกติอาจไม่เคยนั่งโต๊ะเดียวกัน มาอยู่ในห้องเดียวกัน แล้วปล่อยให้ความร่วมมือค่อย ๆ โตหลังจากนั้น

ถ้าต่างชาติมาแค่ขายของ แล้ว Space Economy ไทยได้อะไร

แต่การมีบริษัทต่างชาติจำนวนมากบินมาออกบูทในประเทศไทยก็มีคำถามอีกด้านหนึ่ง ทีมงานถามตรงไปว่า ถ้าสุดท้าย Thailand Space Expo เป็นเพียงพื้นที่ให้บริษัทต่างประเทศมาขาย Satellite, Data หรือ Service ให้หน่วยงานไทย แล้วไทยเป็นฝ่ายซื้อกลับไปทั้งหมด เราจะเรียกสิ่งนั้นว่าการสร้าง Space Economy ของประเทศได้จริงหรือไม่

ณัฐวัฒน์ยอมรับว่าภาพดังกล่าวมีอยู่จริง แต่สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนจากปีที่ผ่านมาคือความสัมพันธ์เริ่มลงไปลึกกว่าการซื้อขาย

“เดิมทีมันจะเป็นภาพเหมือนเขาอยากมาขายของนั่นแหละ แต่จากภาพปีที่แล้วมันมีสิ่งที่เราเห็น แล้วมันเกิดขึ้นลึกลงไปอีกนิดหนึ่ง คือเขาไม่ได้ขายอย่างเดียว แต่เขาเริ่มมาทำ Application ร่วมกับเรา”

ความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ระหว่างการซื้อ Product สำเร็จรูป กับการนำ Technology หรือ Data มาปรับเป็น Solution ที่ตอบโจทย์ประเทศไทย เช่น การสร้างระบบแผนที่น้ำท่วม ซึ่งไม่สามารถนำ Product จากต่างประเทศมาวางแล้วจบได้ทันที แต่ต้องปรับ Model, Workflow และ Data Pipeline ให้เข้ากับข้อมูล ภูมิประเทศ หน่วยงาน และผู้ใช้งานของไทย

การจัดแสดงดาวเทียมของไทยในงาน Thailand Space Expo 2025 ที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่ศักยภาพของประเทศไทยในเวทีโลก

“ถ้ามองขายของคือเราซื้อของอย่างเดียว แต่มันไม่เกิดเป็น Solution ขึ้นในประเทศ หรือเป็น Customize ที่เกิดขึ้นในประเทศ สิ่งที่ขยับมาจากปีที่แล้วคือ จากการที่เขาขายข้อมูลอะไรต่าง ๆ มันเป็นการทำร่วมมากขึ้น หาพาร์ตเนอร์ในเชิงที่จะทำ Customize แล้วถ้าขายก็ไม่ใช่ขายแบบดิบ ๆ แต่ชวนจับมือแล้วทำอะไรขึ้นมาใหม่”

ตัวอย่างที่เห็นได้คือบริษัทอย่าง ICEYE และ Synspective ซึ่งเข้ามามีความสัมพันธ์กับตลาดไทยมากขึ้น รวมถึงการทำงานกับมหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการไทยโดยตรง สิ่งที่งาน Expo ทำได้จึงไม่ใช่การสร้างธุรกิจแทนผู้ประกอบการ แต่เป็นการลดระยะห่างให้ผู้ให้เทคโนโลยีกับผู้มีปัญหามาพบกัน และตัวเลข MOU ก็ไม่ใช่สิ่งที่ GISTDA ต้องการใช้เป็นปลายทางของความสำเร็จ

“MOU เราก็ไม่ได้ตั้ง Target ว่า MOU คือผลสัมฤทธิ์อยู่แล้ว MOU อาจจะเป็นหนึ่งในกระบวนการที่จะนำไปสู่ปลายทางว่า มันจะเกิดการทำงานร่วมกันจริง ๆ ได้ยังไง เป็นการทำ Application ที่ทำด้วยกันจริง ๆ ได้อย่างไร”

ณัฐวัฒน์ยังยอมรับด้วยว่ากระบวนการสร้างตลาดลักษณะนี้ไม่เกิดในปีเดียว ผู้ใช้ต้องเรียนรู้เทคโนโลยีก่อน บริษัทต้องเรียนรู้ปัญหาของตลาด และทั้งสองฝั่งต้องทดลองทำงานด้วยกัน “กว่าเขาจะกลับมาเป็นการทำร่วมกัน กว่าเขาจะทำตลาดได้จริง มันอาจจะต้องใช้เวลาไปอีกสักสองปีสามปี ก็ต้องทำไป ต้องใช้เวลาเหมือนกัน”

ในแง่นี้ Thailand Space Expo จึงควรถูกมองเป็น Infrastructure ของความสัมพันธ์ มากกว่าจะเป็นเครื่องจักรที่กดปุ่มแล้วผลิต Space Economy ออกมาทันที

จาก Artemis Accords สู่การทำงานจริงกับ NASA

อีกประเด็นที่ทีมงานถามคือหลังประเทศไทยลงนาม Artemis Accords แล้ว ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ได้ขยับจากเอกสารเชิงนโยบายมาสู่โครงการจริงมากน้อยเพียงใด ณัฐวัฒน์แบ่งคำตอบเป็นสองระดับ คือ Technical และ Policy

ในระดับ Technical เขาเปิดเผยว่า หลังจากการ Workshop และกระบวนการ Request for Information หรือ RFI ที่ผ่านมา ฝั่งไทยส่งข้อเสนอโครงการขนาดใหญ่ไปสองโครงการ และยังมีอีกหนึ่งข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับ CubeSat ซึ่ง NASA ติดต่อให้ GISTDA ทำหน้าที่เป็นจุดประสานงาน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการทำงานเริ่มเข้าสู่ขั้น Technical Coordination แล้ว

“ตอนนี้ทาง NASA เขาส่ง Payload Integration Manager มาให้กับเราแล้วนั่นหมายความว่าถึงแม้เรายังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าลงนาม Agreement ว่าจะทำร่วมกับเขาแต่มันเป็นการเริ่มการทำงานไปแล้วว่าเขาจะทำเรื่องนี้กับเราจริงๆดังนั้นตอนนี้เราอยู่ในกระบวนการที่เรากำลังทำทั้ง Technical แล้วก็ดำเนินการคู่ขนานในส่วนของ Agreement กับ NASA”

สำหรับทีมวิศวกรไทย นี่มีความหมายมากกว่าชื่อโครงการ เพราะการเริ่มทำงานกับ Integration Team เปิดโอกาสให้ได้เห็น Documentation, Requirement, Interface และ Workflow จริงของ NASA ว่า Payload หนึ่งชิ้นจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Architecture ใหญ่ได้อย่างไร

ตัวแทนไทยเข้าร่วมประชุมโครงการ Artemis ณ องค์การอวกาศอิตาลี 24-25 กุมภาพันธ์ 2026 หนึ่งในบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการร่วมสำรวจดวงจันทร์

ทีมงานจึงถามต่อว่าต่อให้ Mission ยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ การได้เห็น Pipeline การทำงานของ NASA เองก็เป็น Asset ต่อการสร้างความสามารถของประเทศหรือไม่

“ใช่ ตอนนี้ก็ต้องบอกก่อนว่าเริ่ม Work กันแล้ว เริ่ม Work กับเขาแล้ว”

ส่วนระดับ Policy ณัฐวัฒน์ระบุว่า โครงการที่เกี่ยวข้องกับ Artemis ถูกนำเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ และมีการวางแนวทางหา Grant สนับสนุนผ่านกลไกของกระทรวง อว. หากข้อเสนอได้รับการตอบรับจาก NASA

สิ่งที่ต้องเน้นคือ ณ วันที่สัมภาษณ์ โครงการเหล่านี้ยังไม่ใช่ Mission ที่ลงนาม Agreement เสร็จสมบูรณ์ และณัฐวัฒน์เองก็ระบุเรื่องนี้อย่างชัดเจน ความสำคัญของพัฒนาการจึงอยู่ที่ไทยเริ่มเคลื่อนจากการลงนามหลักการทางการทูต ไปสู่การเรียนรู้กระบวนการทำ Mission จริงมากขึ้น

THEOS-3 และภาพใหม่ของกลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก 18 ดวง

แม้บทสนทนาจะขยับไปถึงดวงจันทร์และ Artemis แต่โครงสร้างพื้นฐานอวกาศที่ใกล้ตัวประเทศไทยที่สุดก็ยังคงเป็นดาวเทียมสำรวจโลก

ใน Thailand Space Expo ปีที่ผ่านมา GISTDA เปิดตัวแนวคิดโครงการดาวเทียมชุดถัดไป โดยในช่วงแรกมีการกล่าวถึง Constellation จำนวน 16 ดวง แต่ณัฐวัฒน์ระบุว่า หลังมีการทบทวน Requirement ใหม่ ตัวเลขปัจจุบันขยับเป็น 18 ดวง

“จำได้ปีที่แล้วเราใช้คำว่า 16 ดวงอยู่เลย ปีนี้พอมันไป Revise ใหม่กับความต้องการใหม่ เราบอกว่า Constellation เป็น 18 ดวง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นตัวเลขที่น่าจะถูกย้ำ ถูกสื่อสารไปอีกว่าประเทศไทยจะมีโครงการกลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก 18 ดวง ซึ่งมันเป็นความต้องการภาครัฐ เป็น Demand ฝั่งประเทศไทย”

ดาวเทียม THEOS-3 ที่กำลังถูกพัฒนาโดยวิศวกรไทย ปัจจุบันอยู่ที่อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ตัวเลข 18 ดวงไม่ได้ปรากฏเฉพาะในการสัมภาษณ์ ก่อนหน้านี้ GISTDA ก็เปิดเผยถึงโครงการกลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก 18 ดวงในการหารือกับ Arianespace ขณะที่โปรแกรมของ Thailand Space Expo 2026 มี Session “THEOS-3 Made in Thailand: Driving Industry-Grade Space Capability and Economy” อยู่ในกำหนดการด้วย

แต่จำนวนดาวเทียมที่มากขึ้นก็ย้อนกลับไปยังคำถามเดิม คือถ้าดาวเทียมทั้งหมดถูกซื้อเป็นระบบสำเร็จรูปจากต่างประเทศ Space Economy ที่เกิดขึ้นในประเทศจะมีความหมายเพียงใด

“มันก็ต้อง Balance ให้ดีว่าทำยังไงเราจะไม่ได้เป็นคนแค่ไปซื้อของเขา จะเป็นยังไงที่เราจะสามารถร่วมพัฒนากับเขาได้จริง ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีโมเดลที่แตกต่างกัน”

ณัฐวัฒน์ยกญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่พยายามเสนอ Model ในลักษณะ Co-creation มากขึ้น แทนความสัมพันธ์แบบ “ซื้อมา-ขายไป” ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุดของ THEOS รุ่นถัดไป เพราะสิ่งที่จะชี้ว่าโครงการสร้าง Capability ให้ประเทศมากแค่ไหน อาจไม่ใช่จำนวนดาวเทียมเพียงอย่างเดียว แต่คือจำนวนองค์ความรู้ บริษัท บุคลากร และระบบที่ยังอยู่ในประเทศไทยหลังดาวเทียมถูกส่งขึ้นวงโคจรแล้ว

GISTDA CubeSat-1 กับดาวเทียมที่มีต้นทางจาก School Satellite

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ทีมงานถามถึง GISTDA CubeSat-1 ซึ่งเพิ่งถูกส่งขึ้นสู่วงโคจร และความสัมพันธ์ระหว่างดาวเทียมดวงนี้กับโครงการ School Satellite ที่ GISTDA ทำร่วมกับเยาวชน

ณัฐวัฒน์ออกตัวว่าไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโครงการโดยตรง แต่ตอบในภาพใหญ่ว่า “ต้นทางของเรื่องนี้มันคือเรื่องของ School Satellite เพราะฉะนั้นมันเน้นเรื่องของการมีส่วนร่วม หรือการทำกับทีมเยาวชนอยู่แล้ว”

ข้อมูลอย่างเป็นทางการของ GISTDA ระบุว่า GISTDA CubeSat-1 ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Long March-6C จาก Taiyuan Satellite Launch Center เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 และสามารถติดต่อกับสถานีภาคพื้นดินที่ศรีราชาได้แล้ว โดยดาวเทียมดังกล่าวเป็นผลต่อเนื่องจาก School Satellite Project รุ่นที่สอง ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนและนักศึกษาเสนอ Mission Concept และเรียนรู้กระบวนการออกแบบ ประกอบ และทดสอบดาวเทียมจริง

ใน School Satellite Competition ปีที่ 2 มีทีมสมัครมากกว่า 100 ทีม ก่อนคัดเลือกจนเหลือผู้แทนเยาวชนห้าคนเพื่อทำงานร่วมกับทีม GISTDA ในการพัฒนา CubeSat Flight Model ขณะที่โครงการปีที่ 3 ในปี 2026 ได้ขยับโจทย์ไปเป็นการพัฒนา Experiment Payload ขนาดไม่เกิน 0.5U สำหรับติดตั้งบน CubeSat ขนาด 6U ทำให้แนวคิดของ School Satellite เริ่มเปลี่ยนจากกิจกรรม STEM ไปสู่ Pipeline การสร้างบุคลากรที่ได้ทำงานกับ Hardware ซึ่งมีโอกาสบินจริง

อวกาศไม่ใช่อุตสาหกรรมหนึ่ง แต่ซ่อนอยู่หลังแทบทุกอุตสาหกรรม

ก่อนจบบทสนทนา ทีมงานตั้งโจทย์กับณัฐวัฒน์ในฐานะผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศว่า ถ้าต้องอธิบาย Space Economy ให้กับผู้ประกอบการธรรมดาที่ไม่ได้อยู่ใน Technology Sector เลย หรือแม้แต่คนขับรถรับส่งคนหนึ่ง จะอธิบายอย่างไรว่าเรื่องอวกาศเกี่ยวข้องกับเขา คำตอบของณัฐวัฒน์กลับไม่ได้เริ่มจากจรวด ดาวเทียม หรือเศรษฐกิจหลักล้านล้าน แต่เริ่มตั้งแต่ตอนตื่นนอน

“เรื่องของอวกาศมันคือเรื่องที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ตื่นนอน เราใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ถ้าคุณลุงขับ Grab เรื่องของการนำทาง การไปหาลูกค้า ถ้าไม่มีดาวเทียมนำทาง คุณลุงก็ไปหาลูกค้าไม่ได้ มันก็จะไม่มีอาชีพแบบ Grab เกิดขึ้นมาเลย”

จากนั้นเขายกการพยากรณ์อากาศเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง การดูกลุ่มเมฆ ฝน พายุ หรือการเตือนภัยพิบัติจำนวนมากล้วนมีข้อมูลจากดาวเทียมเป็นหนึ่งใน Input สำคัญ และมี Infrastructure จากอวกาศซ่อนอยู่เบื้องหลังบริการที่ผู้ใช้แทบไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้อวกาศอยู่

“ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา การดูข่าวเช้าว่าพยากรณ์อากาศมันเป็นอย่างไร การทำงานที่ต้องใช้เรื่องพื้นฐานต่าง ๆ ทุกอย่างมันมีอวกาศอยู่ข้างหลังมันทั้งหมดเลย ดังนั้นมันมีหลาย ๆ อย่างที่วันนี้คนอาจจะคิดไม่ถึงว่ามันจะสามารถ Turn เป็นธุรกิจ หรือ Turn เป็นโอกาสสำหรับเขาได้”

ด้วยเหตุนี้ สำหรับ GISTDA เหตุผลที่คนธรรมดาควรเดินเข้า Thailand Space Expo จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเพราะอยากสร้างจรวด สิ่งที่อาจได้กลับไปคือการมองเห็น Technology หรือคนที่สามารถเอาไปต่อเข้ากับสิ่งที่ทำอยู่แล้ว

“การมางานในวันนี้อาจจะทำให้เห็นจินตนาการบางอย่างที่มันไป Match กับธุรกิจคุณ หรืออาชีพที่คุณทำอยู่ เป็นจินตนาการไปเจอกับคนบางคนที่อาจจะสร้างโอกาสใหม่ให้กับคุณได้ ก็จะเป็นจุดหนึ่งที่อยากให้ลองมาเข้ามาในงานดู”

ทีมงาน GISTDA ตั้งใจให้งาน Thailand Space Expo 2026 กลายเป็นพื้นที่สำหรับการส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ

แล้วประเทศไทยพร้อมจัด IAC หรือยัง

คำถามสุดท้ายของการสัมภาษณ์กระโดดออกจาก Thailand Space Expo ไปยังเวทีที่ใหญ่ขึ้นอย่าง International Astronautical Congress หรือ IAC หนึ่งในการประชุมอวกาศระดับโลกที่รวบรวมทั้ง Space Agency, นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรมจากแทบทุกประเทศ คำถามมีเพียงสั้น ๆ ว่า วันนี้ประเทศไทยพร้อมหรือยัง

“จริง ๆ ต้องบอกว่าพร้อมมา 3–4 ปีแล้วนะ” ณัฐวัฒน์ตอบ

ไทยเคยเข้าไป Bid เพื่อเป็นเจ้าภาพ IAC มาก่อน และในมุมของณัฐวัฒน์ ขนาดของอุตสาหกรรมอวกาศหรือความสมบูรณ์ของกฎหมายภายในประเทศไม่ได้เป็นเงื่อนไขเดียวของการเป็นเจ้าภาพ

“เราเห็นตัวอย่างของบางประเทศที่เขาเป็นเจ้าภาพ แต่ว่าด้วยฐานเทคโนโลยีด้าน Space หรือด้านกฎหมายภายในประเทศก็ไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น แต่เขาก็สามารถเป็นเจ้าภาพได้ วันนี้ประเทศไทยมันมีหลาย ๆ องค์ประกอบที่ต้องบอกว่าพร้อม สามารถทำได้”

สิ่งที่ยากกว่าอาจไม่ใช่เรื่องสถานที่หรือ Logistic แต่คือความไว้ใจทางการเมืองระหว่างประเทศ เพราะ IAC เป็นพื้นที่ที่ประเทศและองค์กรซึ่งมีผลประโยชน์แตกต่างกันอย่างมากต้องยอมรับเจ้าภาพร่วมกัน

“มันก็ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ อย่างการเมืองระหว่างประเทศเอง หรือความเชื่อใจกันของต่างประเทศในการให้ประเทศนั้น ๆ เป็นเจ้าภาพ มันก็เป็นอีกมิติหนึ่ง แต่ถามว่าเราเป็นได้ไหม เราก็เป็นได้”

และหากวันนั้นเกิดขึ้น ณัฐวัฒน์มองว่ามันจะไม่ใช่ความสำเร็จของ GISTDA หน่วยงานเดียวอีกต่อไป

“สุดท้ายถ้ามันเป็นเวทีขนาดนั้น มันจะไม่ใช่เป็นภาพของ GISTDA เป็นหลักคนเดียว มันจะเป็นภาพของทั้งประเทศมากขึ้น”

ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล เชิญชวนผู้อยู่ในแวดวงอวกาศในไทยเข้าร่วมงาน Thailand Space Expo 2026

บางทีนี่อาจเป็นประโยคที่อธิบาย Thailand Space Expo 2026 ได้ดีที่สุดเช่นกัน เพราะเมื่อถอยออกมามอง งานในปลายเดือนตุลาคมไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะมีบูทมากขึ้น มี Speaker มากขึ้น หรือเอา Conference สามงานมาเรียงต่อกันใน Calendar แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ประเทศไทยกำลังทดลองสร้างระบบนิเวศที่ผู้เล่นหลายแบบสามารถเข้ามาใช้พื้นที่เดียวกันได้ ตั้งแต่คนทำดาวเทียม นักลงทุน นักวิจัยด้านดวงจันทร์ นักกฎหมาย นักการทูต นักเรียน ไปจนถึงประชาชนที่เดินเข้าห้างมาโดยไม่รู้ว่ากำลังมีงานอวกาศอยู่ การเป็น Asian Space Gateway จึงอาจไม่ได้วัดกันในวันที่ 31 ตุลาคมว่า Thailand Space Expo มีผู้เข้าชมกี่คน หรือมี MOU ถูกเซ็นไปกี่ฉบับเสียทีเดียว เพราะณัฐวัฒน์เองก็ย้ำว่า MOU ไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ปลายทาง และความร่วมมือบางอย่างต้องใช้เวลาสองหรือสามปีกว่าจะกลายเป็นตลาดจริง

สิ่งที่ต้องตามดูหลังจากนี้มากกว่าคือ คนที่มาเจอกันในเดือนตุลาคมจะสร้างอะไรต่อ การเข้ามาของบริษัทต่างประเทศจะกลายเป็น Co-creation กับบริษัทไทยหรือไม่ นักวิจัยไทยจะเข้าไปอยู่ใน Mission ระดับนานาชาติได้ลึกขึ้นแค่ไหน และ Pipeline ที่เริ่มต้นจากงานประชุมจะทิ้งองค์ความรู้ บุคลากร และขีดความสามารถอะไรเอาไว้ในประเทศ เพราะถ้าคำว่า Gateway จะมีความหมายมากกว่าคำบนโปสเตอร์ ประตูไม่ได้มีคุณค่าเพราะมันใหญ่ แต่เพราะเมื่อเปิดแล้ว มีอะไรเดินผ่านมันเข้ามา และมีอะไรของเราที่เดินออกไปสู่โลกได้บ้าง

สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Thailand Space Expo 2026 ได้แล้ววันนี้

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co