ThaiBMA ชี้ Credit Spread หุ้นกู้ไทย แคบสุดรอบ 6 ปี ขณะที่บอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นทั่วโลก

ThaiBMA เผยส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นกู้เอกชน หรือ Credit Spread ของหุ้นกู้ไทย แคบลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี ทำให้อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ไทยยิ่งต่ำในสถานการณ์ที่บอนด์ยีลด์ทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี

  • Credit Spread ต่ำสุดรอบ 6 ปี หุ้นกู้ AAA บวกเพิ่มจากพันธบัตรแค่ 0.26%
  • ยอดออกหุ้นกู้ใหม่ทั้งปีอาจต่ำกว่าเป้า 8.8 แสนล้านบาท บริษัทใหญ่หันกลับไปหาแบงก์

ล่าสุด บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปี พุ่งขึ้นมาแตะระดับประมาณ 5.30% ขณะที่หุ้นกู้ไทยเรตติ้งดีเสนอดอกเบี้ยไม่ถึง 3% แต่ยังมีความต้องการสูง

วันนี้ (7 ตุลาคม) อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยระหว่างงานแถลงข่าวสรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยไตรมาส 3 ปี 2026 ว่า บอนด์ยีลด์ไทยขึ้นตามสหรัฐฯ น้อยกว่าที่หลายคนประเมิน และส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นกู้เอกชน หรือ Credit Spread แคบลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี

ตั้งแต่ต้นปี บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 2 ปี, 5 ปี และ 10 ปี ปรับขึ้น 26 bps, 52 bps และ 71 bps ตามลำดับ มาอยู่ที่ 1.39%, 1.80% และ 2.37% ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 2 ปี และ 10 ปี ปรับขึ้นถึง 143 bps และ 115 bps

อริยาอธิบายว่า บอนด์ยีลด์ไทยยังขึ้นตามสหรัฐฯ แต่ไม่ได้เคลื่อนไหวไปด้วยกันอย่างใกล้ชิดเหมือนในอดีต โดย ThaiBMA ประเมินว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นทุก 1% จะส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทยขยับขึ้นราว 0.43%

ผลที่ตามมาคือส่วนต่างบอนด์ยีลด์ไทย-สหรัฐฯ รุ่นอายุ 2 ปี ถ่างออกเป็นราว 3.5% ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-time High) ส่วนรุ่น 10 ปี ก็กว้างขึ้นเป็นเกือบ 3% สาเหตุหลักมาจากฝั่งสหรัฐฯ ที่เงินเฟ้อยังค้างในระดับสูง โดยล่าสุดเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 3.4% ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 3.75-4.00% เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และสงครามสหรัฐฯ/อิสราเอล-อิหร่านที่กลับมาปะทุอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม

ส่วนฝั่งไทย ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.00% หลัง กนง. ลดดอกเบี้ยในเดือนกุมภาพันธ์ และผลสำรวจของ ThaiBMA พบว่าผู้ร่วมตลาด 100% คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28 ตุลาคม และ 96% คาดว่าจะคงต่อในการประชุมวันที่ 23 ธันวาคม

Credit Spread ต่ำสุดรอบ 6 ปี หุ้นกู้ AAA บวกเพิ่มจากพันธบัตรแค่ 0.26%

ปัจจัยที่ทำให้ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ‘รู้สึก’ ต่ำยิ่งกว่านั้น คือส่วนที่บวกเพิ่มจากพันธบัตรรัฐบาลแคบลงมาก ณ สิ้นเดือนกันยายน หุ้นกู้ AAA อายุ 5 ปี ให้ผลตอบแทน 2.06% สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลรุ่นเดียวกันที่ 1.80% เพียง 26 bps ขณะที่ในอดีต อริยาระบุว่าส่วนต่างนี้เคยกว้างเกือบ 1%

ข้อมูลของ ThaiBMA ยังชี้ว่า ตั้งแต่ต้นปีผู้ออกหุ้นกู้ทุกระดับเรตติ้งมีต้นทุนสูงขึ้นในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล แต่ขึ้นน้อยกว่า โดยบอนด์ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี เพิ่มขึ้น 52 bps ขณะที่หุ้นกู้ AAA เพิ่มขึ้น 25 bps, AA เพิ่มขึ้น 35 bps, A เพิ่มขึ้น 18 bps และ BBB+ เพิ่มขึ้น 41 bps

“บอนด์ยีลด์ที่กระชากขึ้นส่งผลต่อต้นทุนของภาคเอกชนค่อนข้างน้อย เพราะเมื่อนำบอนด์ยีลด์รัฐบาลที่สูงขึ้นมาบวกกับ Credit Spread ที่แคบลงแล้ว ต้นทุนรวมแทบไม่ได้แพงขึ้น อีกทั้งบริษัทใหญ่ยังมีทางเลือกไปกู้ธนาคารได้”

อริยากล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะ นักลงทุนพร้อมรับส่วนชดเชยความเสี่ยงต่ำที่สุดเพื่อแลกกับหุ้นกู้เรตติ้งดี จนเส้นผลตอบแทนของหุ้นกู้ AAA, AA และ A เข้ามาเกาะติดเส้นพันธบัตรรัฐบาล เหลือเพียงหุ้นกู้ BBB ที่ขายนักลงทุนรายย่อยซึ่งยังมีส่วนต่างกว้างกว่า

แรงหนุนสำคัญคือดีมานด์ในประเทศ หุ้นกู้ของบริษัทใหญ่เรตติ้งสูงมีนักลงทุนสถาบันอย่างกองทุนและบริษัทประกันรองรับ ส่วนหุ้นกู้เรตติ้งรองลงมาก็มีนักลงทุนบุคคลพร้อมซื้อ

อริยายกตัวอย่างว่า หุ้นกู้ของบริษัทใหญ่ที่เปิดขายผ่านแอปเป๋าตังขายหมดภายใน 1 นาที หุ้นกู้ของ GC ที่เพิ่งเสนอขายเมื่อสัปดาห์ก่อนให้ดอกเบี้ยไม่ถึง 3% ก็ยังขายดี ขณะที่หุ้นกู้บางรุ่นเรตติ้ง BBB ที่ให้ดอกเบี้ยราว 4% นักลงทุนก็แห่จองจนซื้อไม่ทัน

อีกด้านหนึ่ง ทางเลือกของนักลงทุนก็ลดลง หุ้นกู้ High Yield ในตลาดหายไปมาก ทำให้นักลงทุนมองว่าดอกเบี้ย 2-3% ยังดีกว่าฝากเงิน

ภาพนี้สะท้อนชัดในอัตราการขายหุ้นกู้ เดือนกันยายน หุ้นกู้ AAA, AA และ A ขายได้ 100% ของมูลค่าเสนอขาย ขณะที่หุ้นกู้ Non-rated ขายได้เพียง 75% และบางเดือนในปีนี้ต่ำถึง 50% ตลาดหุ้นกู้ไทยจึงมีลักษณะเป็น K-Shape ชัดเจน

อริยายอมรับว่า นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกว่าดอกเบี้ยหุ้นกู้ต่ำเกินไป ธนาคารจึงหันมาเสนอผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ เช่น หุ้นกู้ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทน 5-6% แต่ปัจจัยที่ต้องคำนึงคือ ความเสี่ยงค่าเงิน เพราะหากเงินบาทแข็งค่า ผลตอบแทนที่คาดไว้อาจต่ำกว่าที่ประเมิน

ยอดออกหุ้นกู้ใหม่ทั้งปีอาจต่ำกว่าเป้า 8.8 แสนล้านบาท บริษัทใหญ่หันกลับไปหาแบงก์

ช่วง 9 เดือนแรกปี 2026 มูลค่าการออกหุ้นกู้ระยะยาวอยู่ที่ 629,662 ล้านบาท ลดลง 1.61% YoY แบ่งเป็นหุ้นกู้ Investment Grade 593,418 ล้านบาท ลดลง 1.15% และหุ้นกู้ High Yield 36,244 ล้านบาท ลดลง 8.65% โดยกลุ่มที่ออกมากที่สุด 3 อันดับแรกยังเป็นพลังงาน การเงิน และอสังหาริมทรัพย์

ที่น่าสังเกตคือเกือบทุกกลุ่มเรตติ้งออกหุ้นกู้น้อยกว่ายอดที่ครบกำหนด หุ้นกู้ Investment Grade ครบกำหนด 628,450 ล้านบาท แต่ออกใหม่เพียง 593,418 ล้านบาท ส่วน High Yield ครบกำหนด 58,311 ล้านบาท แต่ออกใหม่ได้ 36,244 ล้านบาท มีเพียงกลุ่ม BBB ที่ออกมากกว่ายอดครบกำหนด

อริยาอธิบายว่า ไตรมาส 3 ราคาน้ำมันกระชากขึ้นและสงครามลุกลาม หลายบริษัทจึงชะลอการออกหุ้นกู้เพื่อรอจังหวะที่ตลาดนิ่งกว่านี้ แล้วหันไปกู้ธนาคารหรือกู้ระยะสั้นแทน ขณะที่ธนาคารซึ่งมีสภาพคล่องล้นก็พร้อมแข่งเสนอดอกเบี้ยจูงใจให้ลูกค้ารายใหญ่ สะท้อนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น เธอยกตัวอย่างบริษัทหลายแห่งในเครือ CP ที่ยังไม่ออกหุ้นกู้ และ ปตท. ที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดแต่ไม่ได้ออกใหม่มาทดแทน

สอดคล้องกับมูลค่าคงค้างหุ้นกู้ระยะสั้น (อายุไม่เกิน 270 วัน) ที่เพิ่มขึ้น 50% จากสิ้นปีก่อน มาอยู่ที่ 0.30 ล้านล้านบาท

กลุ่มธนาคารพาณิชย์เองก็ไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ในประเทศ เพราะเงินสดสูงและบางแห่งหันไประดมทุนต่างประเทศ ช่วง 3 ไตรมาสแรก มีบริษัทเอกชนไทย 4 แห่งออกหุ้นกู้ต่างประเทศรวม 86,090 ล้านบาท ได้แก่ ADVANC 31,208 ล้านบาท, KBANK 26,700 ล้านบาท, BBL 24,683 ล้านบาท และ TIDLOR 3,498 ล้านบาท

ส่วนไตรมาส 4 มีหุ้นกู้ครบกำหนด 172,751 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 93% เป็นหุ้นกู้ Investment Grade โดยกลุ่มการเงินครบกำหนดมากที่สุด 33,469 ล้านบาท ตามด้วยอสังหาฯ 25,111 ล้านบาท และพลังงาน 23,578 ล้านบาท

ThaiBMA ยังคงเป้าการออกหุ้นกู้ทั้งปีไว้ที่ 8.8 แสนล้านบาท แต่อริยายอมรับว่าอาจไม่ถึงเป้า และมองว่าระดับ 8 แสนล้านบาท อาจเป็นไปได้

สำหรับหุ้นกู้ High Yield ที่คิดเป็นราว 7% ของยอดครบกำหนดในไตรมาส 4 อริยาประเมินว่าส่วนใหญ่ยังออกใหม่ได้ แต่อาจได้ไม่ครบตามจำนวน โดยผู้ออกที่มีทรัพย์สินเพียงพอจะใช้วงเงินธนาคารรองรับส่วนที่เหลือ

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock