หวั่นกลายเป็นสื่อรัฐ! "อนุสรณ์" ค้านดึงงบ Thai PBS เข้างบประมาณรายปี ชูสูตร Formula-Based คุ้มกันสื่อ : อินโฟเควสท์
“อนุสรณ์ “เตือนแก้ไข พรบ. ไทยพีบีเอส หวั่นทำลายรากฐานสื่อสาธารณะชูข้อเสนอ“ระบบงบประมาณผูกพันตามสูตรคำนวณ (Formula-Based)” การันตีวินัยการคลังพร้อมคุ้มกันอิสระสื่อ ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะเป็นหลักประกันของระบอบประชาธิปไตย วินัยการเงินการคลังเกิดจากปฏิรูปไทยพีบีเอสให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสยิ่งขึ้น

จากกรณีข้อเสนอปรับแก้ไขกฎหมายแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท. หรือ Thai PBS) จากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ (Earmarked Tax) ไปสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐนั้น ได้ก่อให้เกิดกระแสความห่วงใยจากหลายภาคส่วน
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบาย ไทยพีบีเอส และ รองประธานกรรมาธิการ การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส. พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะเป็นหลักประกันของระบอบประชาธิปไตย ขณะที่วินัยการเงินการคลังก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อปัญหาวิฤกตการณ์ทางการคลังในอนาคตอันใกล้
โดยเฉพาะปัญหาการจัดการงบประมาณปี 2571 ที่งบประจำอาจทะลุรายได้ที่รัฐจัดเก็บได้
การปฏิรูปไทยพีบีเอสให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสยิ่งขึ้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การนำเอา Thai PBS เข้าสู่ระบบงบประมาณรายปีโดยรัฐบาลเป็นผู้กำหนดงบประมาณสนับสนุน อาจทำลายหลักการความเป็นอิสระ (จากอิสระทางการเงิน) จากอำนาจรัฐของสื่อสาธารณะกระทบต่อโครงสร้างเสรีภาพและลดทอนบทบาทสื่อสาธารณะให้กลายเป็นเพียง “สื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐ”
อีกองค์กรหนึ่ง นอกเหนือจากสื่อของรัฐที่มีอยู่แล้วการสูญเสีย “อิสระทางการเงินและงบประมาณ”อาจส่งผลกระทบต่อภารกิจในการตรวจสอบอำนาจรัฐและอำนาจทุนอย่างสิ้นเชิง
เพื่อก้าวข้ามข้อถกเถียงระหว่าง “วินัยการเงินการคลัง” และ “เสรีภาพสื่อสาธารณะ”จึงจำเป็นต้องมีทางออกเชิงนโยบายที่สร้างเกราะคุ้มกันเชิงสถาบัน (Insulation Mechanisms)เพื่อรักษาสมดุลของทั้งสองหลักการไว้อย่างมีดุลยภาพ
นายอนุสรณ์ ระบุว่า การจัดตั้งสื่อสาธารณะมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การเป็นสถาบันทางสังคมที่ยึดถือประโยชน์สาธารณะ
ปราศจากการครอบงำของอำนาจรัฐและอำนาจทุน โดย Thai PBS ที่ผ่านมาถือเป็นฐานที่มั่นสำคัญในการตรวจสอบอำนาจรัฐและทุนขนาดใหญ่ที่สื่อพาณิชย์อื่นหรือสื่อของราชการหรือของรัฐอาจไม่กล้าแตะต้อง
การเปลี่ยนรูปแบบรายได้มาเป็นการจัดสรรงบประมาณรายปีที่ฝ่ายบริหารหรือสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากสามารถใช้ดุลยพินิจอำนาจการจัดสรรงบประมาณเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงสื่อสาธารณะได้ตลอดเวลาย่อมทำลายคุณค่าและเจตนารมณ์ในการก่อตั้งสื่อสาธารณะอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนแปลงการออกแบบการสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์และในฐานะรองประธาน กมธ การเงิน การคลังฯ เข้าใจและสนับสนุนหลัก “วินัยการเงินการคลัง” และความโปร่งใสในการใช้เงินภาษีประชาชน แต่ทางออกเพื่อรักษาสมดุลโดยไม่ลดทอน “ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ”ต้องไม่ใช่การเลือกทางใดทางหนึ่ง แต่เป็นการใช้กลไกการคลังผ่าน 4 ข้อเสนอทางออกเชิงนโยบาย ดังนี้
- เปลี่ยนเป็นระบบงบประมาณผูกพันสูตรคำนวณอัตโนมัติ (Formula-Based Funding)
หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแหล่งรายได้ให้เลิกใช้ระบบการตั้งงบประมาณรายปีที่เปิดช่องให้รัฐบาลฝ่ายบริหารหรือ ส.ส.
เสียงข้างมากใช้ดุลยพินิจปรับลด แล้วกำหนดสูตรคำนวณงบประมาณอ้างอิงทางเศรษฐกิจไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน
เพื่อให้อยู่ในระบบตรวจสอบภาพรวมของประเทศ โดยที่รัฐบาลไม่มีอำนาจตัดลดงบประมาณโดยมีวาระทางการเมืองเพื่อแทรกแซงความเป็นอิสระ ความเป็นกลางของสถาบันสื่อสาธารณะ - กำหนดสถานะเป็น “รายจ่ายตามข้อผูกพันกฎหมาย” (Statutory Fund)
เพื่อป้องกันไม่ให้สำนักงบประมาณหรือฝ่ายบริหารใช้อำนาจแขวนงบหรือใช้การอนุมัติงบเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองกดดันเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารหรือการทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจ
3. ยกระดับการตรวจสอบผ่านรัฐสภาและค้ำจุนระบบนิเวศสื่อ
ตัดขั้นตอนการต่อรองงบประมาณกับฝ่ายบริหาร โดยให้ Thai PBS รายงานผลการดำเนินงานและความคุ้มค่าทางการเงิน (Value for Money) ขึ้นตรงต่อ “รัฐสภา” ขณะเดียวกัน Thai PBS ต้องทำหน้าที่เป็นฐานที่มั่นในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสื่อ คุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของคนทำงานสื่อ สื่อพลเมือง และสื่อท้องถิ่นขนาดเล็ก ไม่ใช่ทำหน้าที่ซ้ำซ้อนเป็นสื่อประชาสัมพันธ์รัฐ เป็น สถาบันสื่อที่เป็นหลักประกันให้กับ“ระบอบประชาธิปไตย” และ ร่วมเป็นพลังสำคัญในการส่งเสริมให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน รวมทั้งเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
ดังนั้น หากรัฐบาลหรือกระทรวงการคลังมีข้อห่วงใยเรื่องประสิทธิภาพการใช้งบประมาณหรือความโปร่งใสในการใช้เงินภาษีประชาชน สังคมสามารถเข้าร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและมืออาชีพทางด้านสื่อดำเนินการปฏิรูปองค์กร ยกระดับธรรมาภิบาล ขจัดระบบการเล่นพรรคเล่นพวก ใช้ระบบคุณธรรมในการบริหารบุคลากรมากขึ้น
การยกระดับการประเมินผลสัมฤทธิ์ให้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่การริบความเป็นอิสระทางการเงิน เนื่องจากการริบความเป็นอิสระทางการเงิน การขาดอิสรภาพทางการเงินของ ไทยพีบีเอสจะนำไปสู่สภาวะ”เซ็นเซอร์ตนเอง” (Self-censorship) และทำลายหลักประกันสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน
การออกแบบโครงสร้างขององค์กรก็ได้มีการออกแบบให้เป็นอิสระจากอำนาจของระบบราชการและรัฐบาลและผูกโยงกันอิสระทางการเงินโดยมีรายได้ภาษีจ่ายโดยตรง งบประมาณของ ส.ส.ท. ถูกล็อคเพดานตามกฎหมายไว้ที่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี มาตั้งแต่ปี 2551
ในทางเศรษฐศาสตร์ งบประมาณ 2,000 ล้านบาทที่ถูกล็อคเพดานคงที่ไม่ใช่ชนวนหรือภัยคุกคามต่อวินัยการคลังของประเทศแต่ความเสี่ยงทางการคลังที่แท้จริงเกิดจากการจัดทำงบประมาณขาดดุลเรื้อรัง ภาระงบผูกพันไร้ประสิทธิภาพของโครงการต่างๆของหลายรัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งการออก พ.ร.ก.เงินกู้สี่แสนล้าน ทั้งที่ควรผ่านกระบวนการงบประมาณปรกติ นอกจากนี้ยังมีเม็ดเงินภาษีเกิดการทุจริตรั่วไหลจากงบประมาณปีละ 2-3 แสนล้านบาท
“นอกจากนี้รัฐบาลที่ผ่านมารวมทั้งรัฐบาลชุดนี้ก็ยังขาดความกล้าหาญทางการเมืองในการปฏิรูปรายได้ภาครัฐปฏิรูปและขยายฐานภาษีและรายได้ภาครัฐ “สื่อสาธารณะต้องทำหน้าที่เป็น ‘สื่อมวลชน’ ที่กล้าชนตอและตรวจสอบอำนาจทุกฝ่าย ไม่ใช่
‘สื่อประชาสัมพันธ์’ การปฏิรูปการจัดการงบประมาณและรายจ่ายภาครัฐเพื่อวินัยการคลังเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องอยู่บนกลไกเชิงสถาบันที่รัดกุมด้วยระบบ Formula-Based เพื่อป้องกันไม่ให้งบประมาณถูกใช้เป็นเครื่องมือ ‘ปิดปาก’ สื่อสาธารณะของประชาชน” นายอนุสรณ์กล่าวทิ้งท้าย
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร