เปิดรายละเอียด สตง.แถลงผลตรวจสอบ Thai PBS ใช้เงินขาดประสิทธิภาพ จ้างเฉพาะเจาะจง-จ่ายค่าพิธีกรผิดระเบียบ

  1. หน้าหลัก 
  2. Online Section 
  3. ข่าวลีด+ข่าวย่อยประจำวัน 

เปิดรายละเอียด สตง.แถลงผลตรวจสอบ Thai PBS ใช้เงินขาดประสิทธิภาพ จ้างเฉพาะเจาะจง-จ่ายค่าพิธีกรผิดระเบียบ

เผยแพร่: 14 ต.ค. 2569 16:33   ปรับปรุง: 14 ต.ค. 2569 16:33   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดรายละเอียด สตง.แถลงผลตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน Thai PBS หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ภายในองค์กรช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ตั้งคณะทำงานบูรณาการ 3 ชุด ตรวจทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง ผลสัมฤทธิ์-ประสิทธิภาพ และความผิดเฉพาะบุคคล เผยออกรายงานแล้ว 2 ฉบับ ส่วนประเด็นเจ้าหน้าที่รายบุคคลอยู่ระหว่างจัดทำรายงาน หากพบพฤติการณ์น่าเชื่อว่าเป็นการทุจริตเตรียมส่งต่อ ป.ป.ช.

-ผลตรวจสอบประเด็นประสิทธิภาพการดำเนินงาน จากการใช้งบปีละกว่า 2,000 ล้านบาท พบตัวชี้วัดบางส่วนไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนไปมาจนไม่สะท้อนประสิทธิภาพและความสามารถแข่งขัน ขณะที่ระบบบริหารแผนงานยังไม่ครบถ้วนเน้นติดตามยอดเบิกจ่ายให้เกิน 80% มากกว่าผลผลิตและผลลัพธ์



-ประเด็นการจ้างบริษัทเอกชนผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ส่อขัดหลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรม จ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการในปีงบประมาณ 2568 ที่ไม่พบระเบียบหรือหลักเกณฑ์รองรับ เตรียมดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่


-ประเด็นการใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารทั้งที่ได้รับค่าพาหนะประจำตำแหน่งขัดหลักเกณฑ์การใช้ทรัพย์สินขององค์กรรัฐ ไม่มีระเบียบกำกับการใช้รถอย่างชัดเจน สรุปความเห็นแล้ว แจงผลให้ผู้ถูกร้องเรียนสัปดาห์หน้า

วันนี้ (14 ต.ค. 2569) นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS โดยย้ำว่า การแถลงครั้งนี้เป็นการเปิดเผยผลการตรวจสอบของ สตง. ไม่ใช่การแถลงโต้ตอบกับองค์การ Thai PBS แต่อย่างใด
นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า สตง.ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของ Thai PBS จากเจ้าหน้าที่ภายในองค์การในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 โดยเอกสารที่แนบมากับเรื่องร้องเรียนเป็นเอกสารภายในองค์กร ซึ่ง สตง.เห็นว่าเป็นข้อมูลที่บุคคลภายนอกไม่น่าจะสามารถเข้าถึงได้

เนื้อหาการร้องเรียนระบุถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือแบบแผนของทางราชการ รวมถึงข้อกล่าวหาว่าการดำเนินการบางประการอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์การ
ประเด็นที่ถูกร้องเรียนมีทั้งเรื่องการจัดหาผู้ทำข่าว การใช้ทรัพย์สินขององค์การโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในลักษณะที่อาจไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ตลอดจนข้อกังวลเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์การ

ด้วยเหตุนี้ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569 แต่งตั้งคณะทำงานเข้าตรวจสอบ โดยเป็นการบูรณาการบุคลากรจากหลายสำนัก เพื่อให้การตรวจสอบครอบคลุมตามประเด็นที่มีการร้องเรียน


คณะทำงานแบ่งการตรวจสอบออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การตรวจสอบการจัดหาและการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์การ และการตรวจสอบความผิดเฉพาะบุคคล ซึ่งหากพบพฤติการณ์ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นการทุจริต ก็อาจมีการส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

สำหรับผลการตรวจสอบ ขณะนี้ สตง.ได้ออกรายงานแล้ว 2 ฉบับ โดยฉบับแรกเป็นรายงานผลการตรวจสอบด้านผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานของ Thai PBS ซึ่งออกรายงานเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่องค์การจะต้องจัดทำแผนพัฒนาตามข้อเสนอแนะของ สตง.

ส่วนรายงานฉบับที่ 2 ออกเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2569 เป็นผลการตรวจสอบด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของข้อร้องเรียนที่ สตง.เข้าตรวจสอบ

ขณะที่การตรวจสอบความผิดเฉพาะบุคคลยังไม่ออกรายงาน โดยโฆษก สตง.ระบุว่าจะมีการออกรายงานในเร็ว ๆ นี้ และหากผลการตรวจสอบพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายทุจริต ก็จะพิจารณาดำเนินการส่งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ต่อไป


นายสุทธิพงษ์กล่าวด้วยว่า การที่คำสั่งตรวจสอบมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2569 แต่เพิ่งมีการออกรายงานในเดือน ต.ค. สะท้อนว่า สตง.ให้ความสำคัญกับความละเอียดรอบคอบในการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน เนื่องจากตระหนักว่าผลการตรวจสอบย่อมมีผลกระทบต่อองค์การและผู้ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ สตง.ยืนยันว่า การดำเนินการตรวจสอบเป็นไปตามระเบียบ มาตรฐาน และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง แสดงเหตุผล และทักท้วงผลการตรวจสอบตามขั้นตอน

โฆษก สตง.ระบุว่า วันนี้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมอบหมายให้ตนในฐานะโฆษกสำนักงาน แถลงผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชน โดยจะนำเสนอรายละเอียดตามลำดับ ตั้งแต่ผลการตรวจสอบด้านผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ ตลอดจนข้อมูลในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ระหว่างการตรวจสอบประเด็นความผิดเฉพาะบุคคล

ชำแหละ Thai PBS พบ KPI แกว่งไปมา-วัดผลไม่สะท้อนผลงานจริง ระบบบริหารเน้นเบิกงบให้ถึง 80% มากกว่าผลลัพธ์

นางสาวสินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ Thai PBS ในด้านผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยระบุว่า Thai PBS เป็นสื่อสาธารณะที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนปีละกว่า 2,000 ล้านบาท และเกือบร้อยละ 50 เป็นงบที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาและผลิตสื่อเพื่อให้บริการประชาชน

สตง.จึงเข้าตรวจสอบเพื่อประเมินความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการ ว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการเป็นสื่อสาธารณะที่สร้างคุณค่าให้แก่สังคมหรือไม่

พบ KPI บางส่วนไม่สะท้อนผลสัมฤทธิ์จริง

นางสาวสินีนาตกล่าวว่า ผลการตรวจสอบพบ 2 ประเด็นสำคัญ โดยประเด็นแรกคือ ตัวชี้วัดด้านผลสัมฤทธิ์บางส่วนยังไม่สามารถสะท้อนผลการดำเนินงานด้านการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการได้อย่างแท้จริง

แม้ผลการดำเนินงานส่วนใหญ่จะบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัด หรือ KPI ขององค์การ แต่ สตง.พบว่าตัวชี้วัดบางส่วนขาดความต่อเนื่อง และมีการเปลี่ยนแปลงไปมา แม้อยู่ภายใต้การบริหารของผู้บริหารชุดเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น การใช้ตัวชี้วัดด้านอันดับความนิยม หรือ PSI Ranking สลับไปมากับ PSI Market Share ส่งผลให้ไม่สามารถสะท้อนความมีประสิทธิภาพ ความก้าวหน้า หรือขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์การได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ หน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจัดหารายการ เช่น สำนักข่าว และสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดได้ตามที่กำหนด โดย สตง.วิเคราะห์ว่าสาเหตุหนึ่งมาจากการขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ดำเนินการแบบปีต่อปี

หากปีใดไม่มีการดำเนินโครงการต่อ ก็ไม่ได้มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข แต่กลับใช้วิธีปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดแทน

ข้อมูลผู้ชมยังไม่ถูกใช้วางแผนผลิตรายการเต็มที่

สตง.ยังพบว่า แม้ Thai PBS จะมีการนำข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมมาใช้ แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการวางแผนผลิตและจัดหารายการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ชมอย่างเพียงพอ


ขณะที่ข้อมูลในระบบ PSI ยังมีข้อจำกัด ไม่สามารถระบุความต้องการหรือความนิยมของผู้ชมแต่ละกลุ่มได้อย่างละเอียด
สตง.จึงเสนอให้ Thai PBS วิเคราะห์ทิศทางและเป้าหมายขององค์การ เพื่อกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับเป้าหมาย และถ่ายทอดลงไปยังหน่วยงานภายใน โดยกำหนดน้ำหนักของตัวชี้วัดให้แตกต่างกันตามจุดเน้นขององค์การ

พร้อมทั้งกำหนดให้ใช้ตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบและวัดประสิทธิภาพการดำเนินงานในแต่ละช่วงเวลาได้
นอกจากนี้ สตง.ยังเสนอให้เร่งผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลสมาชิก Thai PBS ซึ่งเดิมเคยกำหนดเป็นเป้าหมายตัวชี้วัด แต่ปัจจุบันถูกนำออกเนื่องจากยังไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายได้ โดยเห็นว่าควรผลักดันให้การเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และนำข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมมาใช้ประกอบการวางแผนผลิตและจัดหารายการ

ชี้ระบบบริหารรายการยังไม่มีประสิทธิภาพ

สำหรับข้อตรวจพบที่ 2 สตง.พบว่า ระบบบริหารจัดการรายการของ Thai PBS ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
โดยระบบบริหารจัดการแผนงาน หรือ Business Management Plan (BMP) ยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วน และไม่สามารถใช้เปรียบเทียบแผนกับผลการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน

ที่สำคัญ ระบบดังกล่าวไม่ได้แสดงผลตัวชี้วัดขององค์การ ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถใช้ข้อมูลในระบบเพื่อติดตามว่าผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่เสนอขออนุมัติงบประมาณไว้หรือไม่ โดยการติดตามส่วนใหญ่เน้นเพียงว่ามีการเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายมากกว่าผลผลิตและผลลัพธ์ของโครงการ

นอกจากนี้ ระบบจัดเก็บไฟล์หรือระบบสต็อกไฟล์รายการยังแยกกันตามสำนักต่าง ๆ ทำให้ข้อมูลไม่ได้อยู่ในทิศทางเดียวกัน
ส่วนระบบ Broadcast Management System (BMS) ซึ่งใช้บริหารจัดการการเผยแพร่รายการและบันทึกเทป ก็ยังรองรับเฉพาะรายการที่ออกอากาศทางโทรทัศน์เป็นหลัก ไม่สามารถรองรับรายการที่เผยแพร่ทางออนไลน์ได้อย่างครบถ้วน

ขณะที่รายการประเภท Online First ยังไม่มีการประเมินผลการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้เพียงตัวเลข Active User ของเว็บไซต์ ซึ่ง สตง.เห็นว่ายังไม่สามารถสะท้อนการเข้าถึงเนื้อหาที่แท้จริงได้

ประเมิน SROI-สำรวจผู้ชมยังมีช่องโหว่

สตง.ยังพบว่าการประเมินคุณภาพรายการที่ผลิตและจัดหาบางส่วนยังไม่รัดกุม โดยเฉพาะการประเมินผลตอบแทนทางสังคม หรือ Social Return on Investment (SROI) ซึ่งยังไม่มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกรายการและผู้ประเมินเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ใช้การพิจารณาเป็นรายปี

ส่วนการทำ Perception Survey หากผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าไม่ได้รับชมรายการ ก็จะยุติการสัมภาษณ์ทันที โดยไม่ได้สอบถามต่อถึงเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่ได้รับชม ซึ่ง สตง.เห็นว่าควรเก็บข้อมูลดังกล่าวเพื่อให้สามารถนำไปใช้พัฒนาเนื้อหาและการจัดหารายการในอนาคต

สตง.วิเคราะห์ว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากฝ่ายยุทธศาสตร์ขององค์การยังไม่ได้กำหนดแนวทางหรือกำชับให้หน่วยงานรายงานผลในระบบ BMP อย่างครบถ้วน แต่เน้นติดตามเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผน โดยเฉพาะเกณฑ์การเบิกจ่ายมากกว่าร้อยละ 80

จี้ผูกงบประมาณกับ “ผลสัมฤทธิ์” ไม่ใช่แค่ยอดเบิกจ่าย

จากข้อค้นพบดังกล่าว สตง.เสนอให้คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหาร Thai PBS พิจารณาเชื่อมโยงการอนุมัติงบประมาณกับผลสัมฤทธิ์ โดยการจัดสรรงบประมาณควรอ้างอิงข้อมูลผลผลิตและผลลัพธ์ในระบบ BMP อย่างครบถ้วน แทนที่จะพิจารณาเพียงอัตราการเบิกจ่าย

พร้อมเสนอให้ยกระดับระบบ BMP ให้สามารถเปรียบเทียบแผนและผลการดำเนินงานทั้งในระดับโครงการและตัวชี้วัดขององค์การ รวมถึงซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำรายงานให้ครบถ้วน

นอกจากนี้ ควรจัดทำสถาปัตยกรรมองค์กร ระบบดิจิทัล และฐานข้อมูลกลาง เพื่อบูรณาการข้อมูลด้านรายการ การจัดหา และการเผยแพร่ให้เป็นระบบเดียวกัน และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของผู้บริหารได้อย่างแม่นยำและครบถ้วน

สตง.ยังเสนอให้ยกระดับระบบบริหารการเผยแพร่ให้ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งโทรทัศน์และออนไลน์ เพื่อให้สามารถติดตามผลการดำเนินงานขององค์การได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงพัฒนาการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางสังคมและการเข้าถึงผู้ชมให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ ควรกำหนดตัวชี้วัดสำหรับช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะ จัดทำหลักเกณฑ์การคัดเลือกรายการที่จะนำมาประเมิน SROI เป็นลายลักษณ์อักษร และปรับปรุงเครื่องมือ Perception Survey ให้สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับชมรายการ เพื่อนำไปใช้พัฒนาเนื้อหาในอนาคต

นางสาวสินีนาตกล่าวว่า สตง.ขอเน้นย้ำว่า ในฐานะสื่อสาธารณะที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีประชาชน Thai PBS จำเป็นต้องยกระดับระบบบริหารจัดการ การวัดผลสัมฤทธิ์ และระบบสถาปัตยกรรมข้อมูลองค์กรให้มีความเป็นเอกภาพและโปร่งใส

โดยข้อเสนอแนะของ สตง.มีเป้าหมายเพื่อให้ Thai PBS มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีฐานข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ผลิตเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล และทำให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเกิดความคุ้มค่ามากที่สุด

ชี้ จ้างผลิตรายการแบบ “เฉพาะเจาะจง” อาจขัดกฎหมายจัดซื้อฯ พบจ่ายค่าพิธีกร-แขกรับเชิญปี 68 ไร้ระเบียบรองรับ

นางสาวมธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตง. 2) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ Thai PBS ในประเด็นการปฏิบัติตามกฎหมายและการเบิกจ่ายเงิน โดยระบุว่า การตรวจสอบครั้งนี้กำหนดประเด็นตามข้อร้องเรียนจำนวน 2 ประเด็น


ประเด็นแรก เป็นการตรวจสอบการจ้างผลิตรายการข่าวด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ว่าดำเนินการเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 (2) (ค) หรือไม่

จากการตรวจสอบพบว่า Thai PBS ทำสัญญาจ้างบริษัทแห่งหนึ่งผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลก ในช่วงปี 2560-2568 ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง โดยให้เหตุผลว่าเป็นผู้ผ่านกระบวนการคัดเลือกตามระเบียบของ Thai PBS ว่าด้วยวิธีคัดเลือกผู้ดำเนินการผลิตรายการ

อย่างไรก็ตาม สตง.พบว่ารายละเอียดขอบเขตของงานตามสัญญามีลักษณะเป็นการจ้างที่ใช้เพียงอุปกรณ์และสิ่งสนับสนุนการผลิต เช่น กล้องถ่ายทำ เลนส์กล้อง และไมโครโฟนไร้สาย อีกทั้ง Thai PBS ไม่ได้มีการประเมินเรตติ้งของรายการดังกล่าว
สตง.จึงเห็นว่า การจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2568 อาจไม่สอดคล้องกับหลักการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 (2) (ค)

นางสาวมธุลีห์ระบุว่า กรณีการจ้างบริษัทเอกชนผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจงโดยไม่มีเหตุอันสมควร สตง.เห็นว่าอาจไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 48 และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ Thai PBS

ประเด็นที่ 2 เป็นการตรวจสอบตามข้อร้องเรียน กรณีการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ในช่วงปีงบประมาณ 2566-2568 ว่าเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบไทยพีบีเอส หรือไม่

สตง.ระบุว่า Thai PBS มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสังคม ผลิตรายการที่มีคุณภาพ ให้ความรู้แก่ประชาชน ส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมของประชาชน และกิจการสาธารณประโยชน์อื่น ๆ จึงมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ขององค์การ รวมถึงค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ

แต่จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2566-2568 Thai PBS มีการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ โดยไม่ปรากฏว่ามีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ที่ให้อำนาจรองรับการเบิกจ่ายไว้

ที่ผ่านมา มีเพียงแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในเชิงบริหารสำหรับหน่วยงานภายใน เช่น แนวทางการจ่ายค่าตอบแทนแหล่งข่าวของนักข่าว และแนวทางการเบิกจ่ายค่าตอบแทนผู้ร่วมรายการและผู้ดำเนินรายการ แต่ไม่ได้มีการประกาศใช้ระเบียบเฉพาะที่กำหนดอัตราค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญอย่างชัดเจน

การเบิกจ่ายในช่วงดังกล่าวอาศัยการอนุมัติทางการเงินภายใต้กรอบวงเงินตามคำสั่งมอบอำนาจเป็นการชั่วคราว

ต่อมา Thai PBS ได้ประกาศใช้ ระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2567 และมีผลบังคับใช้วันที่ 20 ก.ย. 2567 ส่งผลให้คำสั่งมอบอำนาจ แนวทาง และหลักเกณฑ์ภายในที่เคยใช้สำหรับการเบิกจ่ายค่าตอบแทนดังที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการเบิกจ่ายได้อีก

สตง.จึงระบุว่า การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2568 เป็นการใช้จ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายที่กำหนดไว้ตามระเบียบ Thai PBS ว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 ข้อ 5 ประกอบข้อ 22

สตง.เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 38

ทั้งนี้ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 95 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 เสนอให้ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ผู้บริหารรับค่าพาหนะแต่ใช้รถส่วนกลาง ขัดหลักเกณฑ์ใช้ทรัพย์สินขององค์กรรัฐ สรุปความเห็นแล้ว แจ้งผลสัปดาห์หน้า

นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงถึงการตรวจสอบประเด็นการใช้รถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหารที่ได้รับค่าพาหนะเป็นรายเดือนอยู่แล้วว่า การตรวจสอบประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องจากเรื่องร้องเรียน โดย สตง.เชื่อว่าเอกสารบางส่วนที่ได้รับเป็นข้อมูลภายในของ Thai PBS เนื่องจากเป็นเอกสารที่บุคคลภายนอกไม่น่าจะสามารถแสวงหาหรือเข้าถึงได้


เดิมทีมตรวจสอบกำหนดขอบเขตการตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2569 แต่จากข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้ระหว่างการตรวจสอบ พบข้อมูลที่อาจสะท้อนว่า ตั้งแต่ปี 2562 Thai PBS ควรทราบหรือมีหน้าที่ต้องจัดทำระเบียบเกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลางและการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อเท็จจริงที่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ นายโสมทัตระบุว่า Thai PBS ยอมรับว่า มีระเบียบเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายรถประจำตำแหน่ง แต่ ยังไม่มีระเบียบเกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลางขององค์กรโดยเฉพาะ

ขณะเดียวกันยังพบข้อเท็จจริงว่า มีผู้บริหารบางรายซึ่งได้รับค่าตอบแทนหรือค่าพาหนะสำหรับการใช้รถอยู่แล้ว แต่ยังมีการใช้รถส่วนกลางของ Thai PBS ด้วย


นายโสมทัตกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่มีการปรากฏในสื่ออยู่แล้ว แต่การพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือระเบียบในประเด็นใดนั้น ทีมตรวจสอบได้ดำเนินการสรุปความเห็นเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอผู้มีอำนาจพิจารณา

ทั้งนี้ ในหลักการ หน่วยงานของรัฐรวมถึง Thai PBS มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายจัดตั้ง Thai PBS ที่กำหนดให้มีการออกระเบียบเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินขององค์กรอย่างชัดเจน

นายโสมทัตยกตัวอย่างว่า หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งมีระเบียบเกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลางและกำหนดข้อจำกัดสำหรับผู้บริหารที่ได้รับเงินค่าพาหนะหรือค่ารถประจำตำแหน่งอยู่แล้ว อาทิ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ระเบียบของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงระเบียบของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และหน่วยงานประเภทองค์การมหาชน

หลักเกณฑ์ของหลายหน่วยงานกำหนดในลักษณะว่า เมื่อผู้บริหารได้รับเงินค่ารถหรือค่าพาหนะประจำตำแหน่งแล้ว จะไม่สามารถนำรถส่วนกลางมาใช้ได้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม นายโสมทัตย้ำว่า หลักการดังกล่าวเป็นเพียงการยกตัวอย่างแนวทางของหน่วยงานอื่น ไม่ใช่ผลการพิจารณาของ สตง.ในกรณีของ Thai PBS โดยตรง

สำหรับผลการตรวจสอบกรณีการใช้รถส่วนกลางของ Thai PBS ขณะนี้ทีมตรวจสอบได้สรุปความเห็นเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเสนอให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณาลงนาม และแจ้งผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการไปยัง Thai PBS ภายในสัปดาห์หน้า


นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งหมดนี้ เป็นบทสรุปของการดำเนินงานของเราตามที่ผู้ว่าฯ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ โดยการแถลงข่าววันนี้เป็นการแถลงข่าวข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และผลการตรวจสอบ จะไม่ระบุว่าใครต้องรับผิดชอบอะไร แต่ในหนังสือที่ส่งไปถึงหน่วยงานรับตรวจคือไทยพีบีเอส ก็จะแจ้ง ซึ่งต้องยึดตามหนังสือนั้น ส่วนกรณีที่ผลการตรวจสอบถูกเผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้โดยที่ผู้ว่าการฯ ยังไม่ลงนาม ทาง สตง.ก็พร้อมตรวจสอบว่าหลุดออกไปได้อย่างไร