ปมแก้กฎหมาย Thai PBS เปลี่ยน “ภาษีบาป” สู่งบรัฐ แต่ละฝ่ายว่าอย่างไร
ข้อเสนอแก้ พ.ร.บ. Thai PBS เปลี่ยนแหล่งรายได้จาก “ภาษีบาป” ราว 2,000 ล้านบาทต่อปี มาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี เปิดประเด็นถกเถียงทั้งเรื่องวินัยการคลัง ความโปร่งใส และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ “ศุภชัย ใจสมุทร”-ภาคประชาชน-องค์กรวิชาชีพสื่อ และ Thai PBS มองเรื่องนี้อย่างไร ?
จากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะ ยื่นเสนอ ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีการกำหนดแหล่งเงินงบประมาณใหม่ จากเดิมที่ใช้ภาษีบาป ราวปีละ 2,000 บาท มาเป็นการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี
ประเด็นดังกล่าว กลายเป็นกระแสที่มีการนำเสนอในหลายสื่อ และเป็นที่ถกเถียงของสังคม ทั้งเรื่องของการบริหารจัดการ งบประมาณ วินัยการคลัง จนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กร และความเป็นสื่อสาธารณะ ที่วางหลักความเป็นอิสระทางการเงิน เพื่อป้องกันการถูกแทรกแซงการทำงานจากการเมืองและกลุ่มทุน
ขณะที่ภาคประชาชน และองค์กรวิชาชีพสื่อ ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อการเสนอแก้ไขแหล่งเงินงบประมาณของ Thai PBS
สภาผู้บริโภค
สภาผู้บริโภค ระบุว่า การเปลี่ยนแหล่งรายได้จากการหักภาษีสุราและยาสูบ (ภาษีบาป 1.5% ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท/ปี) มาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงการเสนอข่าว ผ่านการต่อรองหรือตัดลดงบประมาณในแต่ละปี จนเสี่ยงที่จะทำให้สื่อสาธารณะลดทอนบทบาทกลายเป็น “สื่อของรัฐ”
นอกจากนี้ การลดทอนความเป็นอิสระยังกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รอบด้าน ปราศจากอคติทางการเมืองและเชิงพาณิชย์ตามที่กฎหมายรับรอง
อีกทั้งจะส่งผลเสียต่อภารกิจสำคัญของไทยพีบีเอสในการรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาให้ผู้บริโภค เช่น รายการ “สถานีประชาชน” ตลอดจนการทำข่าวเจาะลึกปัญหาเชิงโครงสร้าง (เช่น อาชญากรรมไซเบอร์ สินค้าไม่ตรงปก สัญญาไม่เป็นธรรม ระบบขนส่ง และภัยพิบัติ) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคมาโดยตลอด
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การเปลี่ยนมาพึ่งงบประมาณแผ่นดินขัดต่อหลักประกันความเป็นอิสระทางการเงิน (Financial Independence Guarantee) และจะเปิดช่องให้เกิดภาวะ “เซ็นเซอร์ตนเอง” (Self-Censorship) เนื่องจากเกรงกลัวการถูกตัดงบประมาณจากฝ่ายบริหารจนไม่กล้าทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ
พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ไทยพีบีเอสเป็นพื้นที่สื่อเพียงไม่กี่แห่งที่เปิดเผยข้อมูลประเด็นสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน ซึ่งมักเกี่ยวพันกับผลกระทบจากโครงการของรัฐและกลุ่มทุนใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสื่อพาณิชย์มักหลีกเลี่ยงประเด็นเหล่านี้เพราะไม่มีผลตอบแทนเชิงโฆษณา
หากไทยพีบีเอสต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจการจัดสรรงบประมาณของรัฐ ก็จะไม่สามารถทำหน้าที่สื่อสาธารณะที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักได้อย่างแท้จริง
6 องค์กรวิชาชีพสื่อ
ด้าน 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ (สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย) ออกแถลงการณ์ร่วม ยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมายต้องไม่ทำให้หลักการพื้นฐานสื่อสาธารณะอ่อนแอลง และต้องรักษาสถานะการเป็น “สื่อของประชาชน” ที่เป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐและทุน
ทั้งนี้ เห็นว่ากฎหมายสามารถทบทวนได้ตามบริบทสื่อที่เปลี่ยนไป แต่ต้องศึกษารอบด้านและเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเรื่องแหล่งรายได้
หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะต้องมีหลักประกันทางกฎหมายและเชิงสถาบันที่ชัดเจน เพื่อให้องค์กรมีรายได้มั่นคง เพียงพอ ต่อเนื่อง และป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้งบประมาณมาเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันหรือแทรกแซงการทำหน้าที่
ขณะเดียวกัน ได้เสนอให้คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหารไทยพีบีเอส ริเริ่มปฏิรูปตนเองครั้งสำคัญ ทบทวนบทบาทและแสดงให้สังคมเห็นถึงคุณค่า ความคุ้มค่า และความแตกต่างจากสื่อรัฐหรือสื่อพาณิชย์ ผ่านการนำเสนอข่าวสารที่กล้าหาญในการตรวจสอบอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ความอิสระต้องคู่ความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ
ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ผู้เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นต่อแถลงการณ์ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ในประเด็นการแก้กฎหมาย Thai PBS
โดยโพสต์ดังกล่าว ระบุว่า “ผมเคารพความเห็นและความห่วงใยขององค์กรวิชาชีพสื่อทั้ง 6 องค์กรต่อการแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส และเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยปราศจากการแทรกแซง
แต่สิ่งที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือ “ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ” กับ “รูปแบบการจัดหาและบริหารเงินสาธารณะ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
รัฐบาลไม่เคยกลัวการตรวจสอบ ทุกวันนี้สื่อทั้งของรัฐ เอกชน และสื่อออนไลน์ ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไทยพีบีเอสไม่ใช่สื่อเพียงแห่งเดียวที่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ และความเป็นอิสระก็ไม่ใช่สิ่งที่สื่อสำนักใดสำนักหนึ่งจะผูกขาดไว้ได้ เพราะ ความเป็นอิสระคือหลักพื้นฐานของวิชาชีพสื่อทุกสำนัก
ดังนั้น การเสนอปรับเปลี่ยนระบบรายได้ของไทยพีบีเอส จึงไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องว่า “ถ้าเปลี่ยนระบบเงิน เท่ากับรัฐบาลต้องการควบคุมสื่อ” โดยอัตโนมัติ ประเด็นที่ควรพิจารณาจริง ๆ คือ ระบบใดจะรักษาความเป็นอิสระของสื่อไว้ได้ พร้อมกับทำให้การใช้เงินสาธารณะโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ
ที่สำคัญ ผมเห็นด้วยกับข้อความในแถลงการณ์ของ 6 องค์กรเองที่ระบุว่า วินัยการเงินการคลังของรัฐกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะสามารถดำเนินควบคู่กันได้ และยังเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสทบทวนทั้งบทบาท พันธกิจ โครงสร้างการบริหาร การจัดสรรทรัพยากร คุณภาพเนื้อหา ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรสาธารณะ
นี่คือประเด็นที่ควรพูดกันอย่างตรงไปตรงมา
หากเรายืนยันว่าไทยพีบีเอสเป็น “สื่อของประชาชน” ก็ยิ่งต้องยอมรับว่า เงินที่นำมาใช้ดำเนินงานคือเงินที่มีที่มาจากระบบสาธารณะ และประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่าถูกใช้ไปอย่างไร มีประสิทธิภาพเพียงใด และกลไกการจัดสรรเงินที่ใช้อยู่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันหรือไม่
การตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การคุกคามเสรีภาพสื่อ และการแก้ไขกฎหมายก็ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นการแทรกแซงกองบรรณาธิการ หากไม่มีบทบัญญัติหรือกลไกที่ให้อำนาจฝ่ายการเมืองเข้าไปกำหนดเนื้อหาข่าว
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับประโยคสำคัญในตอนท้ายของแถลงการณ์ที่ว่า
“การรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะมิใช่การปกป้ององค์กรใดองค์กรหนึ่งจากการตรวจสอบ”
นี่ต่างหากคือหลักการที่ควรยึดร่วมกัน
สื่อมีสิทธิตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลต้องยอมรับการตรวจสอบ และในขณะเดียวกัน องค์กรสื่อที่ใช้ทรัพยากรสาธารณะก็ต้องยอมรับการตรวจสอบจากประชาชนเช่นเดียวกัน
เพราะความเป็นอิสระที่แท้จริง มิได้หมายถึงการเป็นอิสระจากการตรวจสอบ แต่หมายถึง การเป็นอิสระจากการแทรกแซง พร้อมกับมีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน
ดังนั้น อย่าทำให้เรื่องนี้กลายเป็นการเลือกระหว่าง “เสรีภาพสื่อ” กับ “วินัยการคลัง” เพราะประเทศไทยสามารถและควรมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน
เราต้องการสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ — และในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องการระบบการใช้เงินสาธารณะที่โปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้เช่นกัน”
ทั้งนี้ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 2 ตุลาคม 2569 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เผยแพร่ถ้อยแถลง เรื่อง หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ภายใต้ข้อเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ขององค์การ โดยย้ำว่าความเป็นอิสระทางการเงิน เป็นหลักประกันสำคัญที่ช่วยป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุน พร้อมเสนอว่าหากมีการเปลี่ยนระบบงบประมาณ จะต้องมีหลักประกันทางกฎหมายที่คุ้มครองเสรีภาพกองบรรณาธิการไม่ให้ต่ำกว่ามาตรฐานเดิมเพื่อประโยชน์ของประชาชน
