เปลี่ยนขยะให้เป็นรองเท้าผ้าใบ! หนุ่มอินเดียแก้ปัญหา “ขยะพลาสติก” สร้าง Thaely แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลก จากวัสดุรีไซเคิล 100% - เส้นทางเศรษฐี
ในทุกๆ ปี ทั่วโลกใช้ ถุงพลาสติก มากถึงแสนล้านใบ ซึ่งตัวเลขนี้เทียบเท่ากับการเผาผลาญน้ำมันดิบกว่า 12 ล้านบาร์เรล เพื่อผลิตวัสดุที่สุดท้ายต้องลงเอยในหลุมฝังกลบ แม่น้ำ และมหาสมุทร ที่คร่าชีวิตสัตว์ทะเลกว่า 100,000 ตัวต่อปี
ซึ่งถุงพลาสติกส่วนใหญ่ไม่สามารถรีไซเคิลด้วยวิธีทั่วไปได้ มันจึงสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดปัญหาไมโครพลาสติก อนุภาคจิ๋วที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ น้ำ และอาหาร จนสุดทายสะสมเข้าร่างกายมนุษย์อย่างเงียบๆ
แต่ปัญหานี้ทำให้คนรุ่นใหม่พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการนำขยะพลาสติกมาแปรรูปเป็นรองเท้าผ้าใบสุดเท่
โดยเจ้าของแนวคิดนี้คือ Ashay Bhave (อาเชย์ ภาเว) ผู้ก่อตั้ง Thaely แบรนด์รองเท้าสัญชาติอินเดียที่เปิดตัวมาแล้ว 7 ปี ด้วยความมุ่งมั่นจะเข้ามาแก้ไขปัญหาการรีไซเคิลถุงพลาสติกที่ไม่เหมาะสม
เมื่อปัญหาใกล้ตัวกลายเป็นแรงบันดาลใจ
แรงบันดาลใจที่ทำให้ Ashay Bhave ก่อตั้งแบรนด์ เริ่มต้นมาจากแม่ของเขาทำงานอยู่ในศูนย์จัดการขยะท้องถิ่น เขาเลยสังเกตุเห็นว่าถุงพลาสติกถูกรีไซเคิลอย่างไม่เหมาะสม จึงส่งผลให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก จนเกิดแนวคิดที่อยากจะเปลี่ยนขยะเหลือใช้ ให้มาเป็นสิ่งของที่สวมใส่ได้ ดังเช่น รองเท้า
2 ปีต่อมา เขาจึงได้วิจัยและพัฒนา ThaelyTex ซึ่งเป็นผ้าที่ผลิตจากถุงพลาสติกเหลือใช้ ที่มีเนื้อสัมผัสไม่ต่างจากผ้าปกติทั่วไป พร้อมทั้งได้รับความช่วยเหลือจากร้านซ่อมรองเท้าในท้องถิ่น มาช่วยทำรองเท้า
โดยยังคงใช้แม่แบบและพื้นรองเท้าแบบดั้งเดิม ที่เปลี่ยนแปลงเพียงวัสดุห่อหุ้มให้เป็น ThaelyTex ผลลัพธ์ที่ได้จึงออกมาเป็นรองเท้าผ้าใบที่มีคุณภาพ และดีไซน์ไม่ต่างจากรองเท้าทั่วไป
สำหรับชื่อแบรนด์ Thaely มาจากภาษาฮินดี ที่แปลว่า ถุงพลาสติก เพื่อสะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา
การรีไซเคิลที่กลายเป็นจุดเด่นของเเบรนด์
รองเท้าแต่ละคู่จะประกอบด้วยพลาสติกรีไซเคิล 10 ชิ้น และขวดพลาสติกรีไซเคิล 12 ขวด ที่เก็บรวบรวมมาจากโครงการที่อยู่อาศัย สํานักงาน และร้านค้ารอบๆ กรุงเดลี ก่อนจะถูกแยกและฆ่าเชื้อ แปรรูปเป็น ThaelyTex
นอกจากนี้ พื้นรองเท้ายังผลิตขึ้นจากขยะอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ รวมถึงการใช้โฟมทางเลือกอย่าง Bloom EVA ซึ่งเป็นเรซิ่นผสมสาหร่ายธรรมชาติ มาใช้เป็นส่วนประกอบในรองเท้าบางรุ่น โดยราคาเริ่มต้นที่ 3,700-4,800 บาท ตามคอลเล็คชั่น
สิ่งเหล่านี้เลยทำให้แบรนด์ Thaely ได้รับการรับรองจาก PETA พร้อมรางวัล Best Sneaker Award จาก PETA ในปี 2021
มากกว่าสิ่งแวดล้อม คือการใส่ใจความเป็นมนุษย์
นอกจากเป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว Thaely ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อพนักงานและบุคลากรผู้ทำหน้าที่เก็บและคัดแยกขยะพลาสติก
โดยทางแบรนด์ได้กำหนดนโยบายการจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานอย่างเป็นธรรม ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านการเงินและสุขภาพ
พร้อมกับจัดเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ ตลอดจนกำหนดให้ทำงานเพียง 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งแตกต่างจากระบบการทำงาน 7 วันที่พบในสถานที่จัดการขยะทั่วไป
ดังนั้น Thaely จึงเป็นมากกว่าแบรนด์รองเท้า เพราะเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่า ขยะ ที่โลกเลือกทิ้ง สามารถกลายมาเป็นสินค้าที่ควรค่าแก่การสวมใส่ได้เช่นกัน
อ้างอิง
thaely , localsamosa , thaely
Tags
Related Posts
ในทุกๆ ปี ทั่วโลกใช้ ถุงพลาสติก มากถึงแสนล้านใบ ซึ่งตัวเลขนี้เทียบเท่ากับการเผาผลาญน้ำมันดิบกว่า 12 ล้านบาร์เรล เพื่อผลิตวัสดุที่สุดท้ายต้องลงเอยในหลุมฝังกลบ แม่น้ำ และมหาสมุทร ที่คร่าชีวิตสัตว์ทะเลกว่า 100,000 ตัวต่อปี ซึ่งถุงพลาสติกส่วนใหญ่ไม่สามารถรีไซเคิลด้วยวิธีทั่วไปได้ มันจึงสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดปัญหาไมโครพลาสติก อนุภาคจิ๋วที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ น้ำ และอาหาร จนสุดทายสะสมเข้าร่างกายมนุษย์อย่างเงียบๆ แต่ปัญหานี้ทำให้คนรุ่นใหม่พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการนำขยะพลาสติกมาแปรรูปเป็นรองเท้าผ้าใบสุดเท่ โดยเจ้าของแนวคิดนี้คือ Ashay Bhave (อาเชย์ ภาเว) ผู้ก่อตั้ง Thaely แบรนด์รองเท้าสัญชาติอินเดียที่เปิดตัวมาแล้ว 7 ปี ด้วยความมุ่งมั่นจะเข้ามาแก้ไขปัญหาการรีไซเคิลถุงพลาสติกที่ไม่เหมาะสม เมื่อปัญหาใกล้ตัวกลายเป็นแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจที่ทำให้ Ashay Bhave ก่อตั้งแบรนด์ เริ่มต้นมาจากแม่ของเขาทำงานอยู่ในศูนย์จัดการขยะท้องถิ่น เขาเลยสังเกตุเห็นว่าถุงพลาสติกถูกรีไซเคิลอย่างไม่เหมาะสม จึงส่งผลให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก จนเกิดแนวคิดที่อยากจะเปลี่ยนขยะเหลือใช้ ให้มาเป็นสิ่งของที่สวมใ
11 ตุลาคม 2569
บทความโดย เด็กหอ (ปางบุญ สุทธิวงษ์) ในประเทศไทยมีร้านอาหารและคาเฟ่กระจายอยู่ทุกที่ แต่ละร้านก็จะมีสไตล์หรือจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไปตามเรื่องราว และที่มาของวัตถุดิบที่อยากจะนำเสนอ แต่จะมีร้านไหนบ้างที่นำ “วัตถุดิบท้องถิ่น” มาเป็นพระเอก ดึงศักยาภาพของผลผลิตท้องถิ่น ทั้งพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ หรือสมุนไพรจากท้องถิ่นต่างๆ มานำเสนอผ่านจานอาหาร ของหวาน และเครื่องดื่ม วันนี้เราจะมาแชร์ 5 พิกัด ร้านอาหาร-คาเฟ่ ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่ทุกคำที่ตักเข้าปาก กลับเต็มไปด้วยเรื่องราว ที่ต้องหาโอกาสไปลิ้มลองสักครั้ง ศรณ์ ร้านอาหารใต้สไตล์ Fine Dining ของ เชฟไอซ์-ศุภักษร จงศิริ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านอาหาร แต่ที่นี่คือแหล่งรวมวัตถุดิบจากภาคใต้อย่างแท้จริง จากการลงพื้นที่หาวัตถุดิบ เชฟไอซ์ยังได้เรียนรู้การทำอาหารกับชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมง รวมถึงร้านอาหารเก่าแก่ จนได้เทคนิคและวิชาเก่าแก่ที่สูญหายไป ก่อนนำมารังสรรค์เป็นเมนูจัดจ้าน ครบรสแบบปักษ์ใต้ด้วยความพิถีพิถัน โดยยังโขลกพริกแกงด้วยครก และคั้นน้ำกะทิด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน แบบสดใหม่ทุกวัน โดยเชฟไอซ์ยึดคำสอนของคุณย่าว่า “ใช้ของดีทำให้ดีที่สุด อย่า
10 ตุลาคม 2569
หากพูดถึงกระแสในโลกโซเชียลช่วงนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักเครื่องดื่มแบรนด์ “Loveza” (เลิฟซ่า) ที่ล่าสุดสร้างความฮือฮาด้วยการที่ร้านดังหยิบไปสร้างเมนู เลิฟซ่าสเลอปี้ เกล็ดน้ำแข็งเนื้อเนียนสุดฟินจากร้าน น้องเอลฟ์ เกี๊ยวเด้งจัมโบ้ ในงานวัดไร่ขิง จนกลายเป็นไวรัลที่คนต่อคิวซื้อกันยาวเหยียด โดยเจ้าของ Loveza (เลิฟซ่า) ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือ ซุง-ศตาวิน นาราทองเพชร กับ ซ้อก้าด-ณัฐชยานันท์ สุขวัฒนพร เจ้าของแบรนด์ Love Potion ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า สกินแคร์ และเครื่องสำอางชื่อดัง แต่กว่าธุรกิจน้ำดื่มกระป๋องจะประสบความสำร็จขนาดนี้มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกเขาต้องแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพงจากปัญหาค่าใช้จ่ายแฝง และปัญหาการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นต้น จากประสบการณ์ดังกล่าวทำให้พวกเขามีความรู้ และรอบคอบมากขึ้นในการบริหารสต็อกควบคุมซัพพลาย ไปจนถึงการเลือกช่องทางจัดจำหน่ายที่แม่นยำ ซึ่งส่งผลให้พวกเขาพลิกเกมจนสามารถกวาดยอดขายทะลุถึง 1 ล้านกระป๋องภายในเวลา 3 วัน จนกลายเป็นไวรัลให้คนแห่ตามหากันทั่วบ้านทั่วเมือง จุดเริ่มต้นของความซ่า ก่อนจะมีแบรนด์ Loveza ต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นแรกของทั้งคู่ ในการสร้างแบรน
9 ตุลาคม 2569
บทความโดย สุภัทรา เคยเจอคนเก่งๆ ในที่ทำงานไหม ให้วิเคราะห์ตัวเลข หรือทำงานยากๆ แก้โจทย์ได้หมด แต่พอให้อธิบายให้ฟังสักห้านาที กลับทำให้ผู้ฟังเดินออกจากห้องพร้อมคำถามเต็มหัวว่า “สรุปเขาหมายถึงอะไรนะ?” ถ้าเคยเจอเหตุการณ์นี้ไม่ได้แปลว่าเขาคนนั้นเก่งไม่จริง และไม่ได้แปลว่าเราหัวช้า เพียงแต่มีเหตุผลเบื้องหลังหลายอย่างที่ทำให้ “ความเก่ง” กับ “การสื่อสาร” ไม่ได้มาคู่กันเสมอไป อธิบายเบื้องหลังอาการเหล่านั้นได้ว่า 1. ในหัวเร็วกว่าที่ปากพูดทัน ความคิดของคนเรามักวิ่งเป็นภาพรวม ข้ามไปข้ามมาระหว่างหลายเรื่องพร้อมกัน แต่คำพูดต้องออกมาทีละคำ เรียงเป็นเส้นตรง เหมือนเอาแก้วกาแฟมารองน้ำก๊อกที่เปิดเต็มสปีดอย่างไรก็ล้น ถ้าคนที่คิดเร็วไม่ได้จัดลำดับก่อนพูด จะส่งผลให้พวกเขามักจะพูดข้ามขั้นตอน เพราะในใจคิดว่าเรื่องนั้นๆ มันง่ายอยู่แล้ว พอเล่าก็ไม่เรียงลำดับ ความคิดไหนโผล่ขึ้นมาก่อนก็พูดอันนั้นก่อน รวมไปถึงวกกลับไปแก้ตัวเอง พอพูดไปแล้วนึกขึ้นได้ว่าลืมบอกบางอย่าง ก็ย้อนกลับมาพูดตรงนั้นซ้ำ ผู้ฟังก็ยิ่งตามไม่ทัน 2. คำสาปของความรู้ (Curse of Knowledge) ข้อนี้น่าจะเป็นตัวการใหญ่ที่สุด นักจิตวิทยาเรียกว่า “curse of
9 ตุลาคม 2569
เรื่องราวของ ฮิโรกิ โทมิยาสุ (Hiroki Tomiyasu) อดีตข้าราชการชาวญี่ปุ่นที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกร กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในฐานะตัวอย่างของการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้แก้ปัญหาจริงในภาคเกษตรกรรม แม้ไม่เคยมีพื้นฐานด้านการเกษตรหรือวิศวกรรมมาก่อนก็ตาม โทมิยาสุเติบโตในพื้นที่ใกล้กรุงโตเกียว เคยทำงานเป็นข้าราชการมาก่อน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ดินทำกินที่ถูกทิ้งร้างในฮอกไกโด และเรียนรู้การบริหารจัดการไร่ด้วยตนเองทั้งหมด ปัจจุบันเขาดูแลพื้นที่เพาะปลูกบล็อคโคลี่ ฟักทอง ต้นหอมญี่ปุ่น และถั่วเหลือง ครอบคลุมพื้นที่ราว 100 เฮกตาร์ หรือประมาณ 600 ไร่ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มนำ ChatGPT และ Codex เครื่องมือ AI สำหรับการเขียนโค้ด มาใช้แก้ปัญหาการทำฟาร์มที่ต้องใช้แรงงานหนักและขาดแคลนบุคลากร แทนที่จะพึ่งพาระบบอัตโนมัติสำเร็จรูปราคาแพงที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เขาเลือกเรียนรู้และสร้างเครื่องมือขึ้นมาเอง ตัวอย่างเครื่องมือที่เขาพัฒนาขึ้น ได้แก่ ระบบตรวจสอบโรคพืชด้วยการถ่ายภาพจุดดำบนบล็อคโคลี่แล้วให้ ChatGPT ช่วยวิเคราะห์ ระบบติดตามสภาพแปลงเพาะปลูกด้วยข้อมูลดาวเทียมที่นำมาซ้อนท
9 ตุลาคม 2569
พี่ถาทำไรคนไทย! ตอนนี้อุนย่าอุนยายโดนหลานคนไหนตกเข้าด้อมกันไปแล้วบ้าง ถ้าใครไถฟีดโซเชียลช่วงนี้ ต้องมีสะดุดตากับ “แก๊งมาสคอต เซเลบประจำตึกเจ็ม” ที่ติดเทรนด์ X (Twitter) กันแบบไม่พัก น้องคือเหล่าคาแรกเตอร์ที่ พี่ถา-สถาพร พานิชรักษาพงศ์ CEO ของ GMMTV เปิดตัวขึ้นมาในฐานะ “ลูกของศิลปิน” จนกลายมาเป็น “หลานรัก” ของแฟนคลับ ดึงดูดทั้งความรักและรายได้เข้าตึกได้แบบปังๆ โดยจุดเริ่มต้นความปังของจักรวาลมาสคอตของจีเอ็มเอ็มมาจากการที่ยัยซัง พูดคำว่า “โอ๊ะ” แล้วปรากฏว่าเสียงน้องน่ารักมาก จนเกิดปรากฏการณ์ความแมสไปทั่วโซเชียล ปัจจุบัน GMMTV มีคาแรกเตอร์รวมแล้วมากถึง 32 คาแรกเตอร์ ซึ่งแต่ละตัวถูกดึงเอาไอเดีย บุคลิก และจุดเด่นของ “พ่อพ่อ-แม่แม่” มาสร้างสรรค์เป็นมาสคอตสุดน่ารัก จนทำให้เมื่อแฟนคลับตามศิลปินแล้วก็ต้องตามลูกศิลปินด้วย เพราะเป็นเหมือนหลานที่เราต้องเลี้ยงดู และซัพพอร์ต อาทิ POLCASAN (โพก้าซัง) ลูกของปะป๊าเต-พ่อพ่อนิว อายุ 3 ขวบ ที่พกความน่ารักมาพร้อมเสียงพูดขี้เล่น น่าเอ็นดู ที่มีผลงานเพลงเดบิวต์สุดฮิตอย่าง “I am Polcasan” และล่าสุดสามารถกวาดรางวัลไปหลายเวที จนทำให้เหล่าเจ่เจ๊ อุนย่าอุนยาย ปลื้
8 ตุลาคม 2569