SYNEX ลุ้นกำไร Q3 โต 11% แตะ 220 ล้าน รับไอทีองค์กรหนุน โบรกชูเป้า 11.20 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ประเมินแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX มีทิศทางเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับลูกค้าองค์กร (Commercial) การปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ไปสู่สินค้าที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น
รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม อย่างไรก็ตาม ยอดขายกลุ่ม Apple ยังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาสินค้าขาดแคลน ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/2569 คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการจำหน่าย iPhone รุ่นใหม่และการเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของธุรกิจไอที
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์ SYNEX โดยประเมินกำไรปกติไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 1% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วม บริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ NCAP ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงภาระดอกเบี้ยจ่ายที่คาดว่าจะลดลง 37% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักยังมีแนวโน้มเติบโตจำกัด โดยคาดว่ากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จะลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4% จาก 3.9% ในไตรมาส 3/2568 ซึ่งสะท้อนผลบวกจากการลดสัดส่วนยอดขายสินค้า Apple ที่มีอัตรากำไรต่ำ และการขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มโซลูชัน (Solution) ที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น
สำหรับรายได้รวมไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท ลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลกระทบของน้ำท่วมในช่วงปลายไตรมาสที่ทำให้การส่งมอบสินค้าบางส่วนล่าช้า ประกอบกับปัญหาการขาดแคลน iPhone รุ่นเก่า ซึ่งส่งผลให้ยอดขายสินค้า Apple ที่มีสัดส่วนประมาณ 33% ของยอดขายรวม ลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่กำไรปกติเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าคาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยหากรวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 25 ล้านบาท คาดว่า SYNEX จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 220 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 1% จากไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรปกติจะยังเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการรับรู้ยอดขาย iPhone รุ่นใหม่ ได้แก่ iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPhone Duo เต็มไตรมาส ซึ่งเบื้องต้นบริษัทได้รับการจัดสรรสินค้าในปริมาณมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าจะช่วยชดเชยผลกระทบจากการขาดแคลน iPhone รุ่นเก่าได้บางส่วน
นอกจากนี้ ธุรกิจสินค้าไอทีสำหรับลูกค้าองค์กร ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 18% ของยอดขายรวม ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากรอบการเปลี่ยนอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศของภาคธุรกิจและภาครัฐ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก NCAP ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ หากกำไรปกติไตรมาส 3/2569 เป็นไปตามคาด จะส่งผลให้กำไรปกติงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็น 77% ของประมาณการกำไรทั้งปี สอดคล้องกับสัดส่วนกำไร 9 เดือนแรกต่อกำไรทั้งปีในช่วงปี 2567–2568 ซึ่งอยู่ที่ 75–77%
ฝ่ายวิจัยจึงคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ 737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน และปี 2570 ที่ 794 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน โดยประเมินอัตราการเติบโตเฉลี่ยของกำไรหลักในช่วงปี 2569–2570 อยู่ที่ประมาณ 10% ชะลอลงจากอัตราเติบโตเฉลี่ย 23% ในช่วงปี 2567–2568 ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนสินค้า iPhone รุ่นเก่ายังคงเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในช่วง 2–3 ไตรมาสข้างหน้า
จากปัจจัยดังกล่าว บล.กรุงศรี คงคำแนะนำ “Neutral” สำหรับ SYNEX พร้อมราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 10.20 บาท อิงอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ 11 เท่า โดยมองว่าหุ้นเหมาะสำหรับการถือเพื่อรับเงินปันผลมากกว่าการคาดหวังส่วนต่างราคาหุ้นในระยะสั้น พร้อมคาดการณ์เงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 2569 ที่ 0.40 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 4.2% ขณะที่ยังเลือก COM7 เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มค้าปลีกสินค้าไอที โดยให้ราคาเป้าหมาย 35 บาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า SYNEX จะมีกำไรปกติไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ประมาณ 198 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยคาดว่าจะมีรายได้รวมประมาณ 11,900 ล้านบาท ลดลง 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 1.4% จากไตรมาสก่อนหน้า
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากธุรกิจสินค้าไอทีสำหรับลูกค้าองค์กร (Commercial) ซึ่งคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามรอบการเปลี่ยนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของภาคเอกชน ขณะที่สินค้ากลุ่ม Gaming เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในไตรมาสดังกล่าว รวมถึงยอดขายผลิตภัณฑ์ Huawei และ Samsung ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยชดเชยยอดขายสินค้า Apple ที่ปรับตัวลดลงจากปัญหาสินค้าขาดแคลน
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอ การชะลอตัวของงานภาครัฐ และสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานครช่วง 4 วันสุดท้ายของไตรมาส ซึ่งส่งผลให้การส่งมอบสินค้าแก่ลูกค้ารายใหญ่บางส่วนล่าช้า และต้องเลื่อนการรับรู้รายได้ไปยังไตรมาส 4/2569
สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 4% เพิ่มขึ้นจาก 3.86% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3.96% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างยอดขาย (Product Mix) ไปสู่สินค้าที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น หลังสัดส่วนรายได้จากสินค้า Apple คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 30% ของยอดขายรวม
ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าขยายตลาดการอัปเกรดคอมพิวเตอร์ผ่านบริการประเมินมูลค่าเครื่องเก่า เพื่อเพิ่มโอกาสจำหน่ายสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ (Component) ซึ่งมีอัตรากำไรสูง และช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (Consumer) แม้ภาวะตลาดยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายคาดว่าจะอยู่ที่ 2.35% ใกล้เคียงกับระดับ 2.37% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนยังอยู่ในทิศทางบวก โดยบริษัทยังคงเป้าหมายรักษาอัตรากำไรขั้นต้น ณ สิ้นปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 4%
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า จากการรับรู้ยอดส่งมอบสินค้าที่เลื่อนมาจากช่วงปลายไตรมาส 3 ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของธุรกิจสินค้าไอที และการเติบโตต่อเนื่องของกลุ่ม Commercial และ Gaming อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของยอดขายสินค้า Apple ยังขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าที่บริษัทได้รับการจัดสรรจากผู้ผลิต
ทั้งนี้ SYNEX ยังคงเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มความสามารถในการทำกำไรควบคู่กับการขยายรายได้ ขณะที่ในปี 2570 บริษัทมีแผนต่อยอดธุรกิจ Commercial ผ่านการจำหน่ายฮาร์ดแวร์ร่วมกับซอฟต์แวร์ โซลูชัน และบริการอุปกรณ์ในรูปแบบ Device as a Service เพื่อเพิ่มมูลค่าการขายต่อลูกค้าและยกระดับอัตรากำไรในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายบริการผ่าน SWOPMART ให้ครอบคลุมตลอดวงจรการใช้งานผลิตภัณฑ์ไอที ซึ่งฝ่ายวิจัยมองว่าจะช่วยสร้างโอกาสเพิ่มรายได้จากบริการและต่อยอดฐานลูกค้าเดิมในอนาคต รวมถึงสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังมาจากภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ (Memory Shortage) ที่ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่อาจซ้ำเติมกำลังซื้อที่อ่อนแอ
สำหรับมุมมองการลงทุน บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คงคำแนะนำ “ซื้อ” SYNEX พร้อมราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 11.20 บาทต่อหุ้น อิงอัตราส่วน P/E ที่ 12 เท่า โดยเมื่อเทียบกับราคาหุ้นอ้างอิงที่ 9.55 บาท คิดเป็นส่วนต่างราคาที่มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น (Upside) ประมาณ 17% ขณะที่หุ้นซื้อขายด้วย P/E ปี 2570 ประมาณ 10 เท่า ซึ่งฝ่ายวิจัยมองว่ายังเป็นระดับมูลค่าที่น่าสนใจ เมื่อพิจารณาจากการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงโอกาสเติบโตของธุรกิจโซลูชันและบริการในระยะยาว