ปตท. เดินหน้าเจรจาหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติ ดึงถือหุ้นโรงกลั่น-ปิโตรเคมี รับมือพลังงานโลกผันผวน สร้าง Synergy ธุรกิจ

ท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความรุนแรงและท้าทายโครงสร้างพลังงานแบบเดิมอย่างไม่เคยมีมาก่อน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เองก็กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญในการบริหาร ‘สองบทบาท’ ที่ต้องรักษาสมดุล บทบาทหนึ่งคือการเป็น ‘รัฐวิสาหกิจ’ ที่ต้องดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และอีกบทบาทหนึ่งคือ ‘บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์’ ที่ต้องสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น

  • ผ่าโครงสร้างกำไรครึ่งแรกปี 2569 ทะลุ 7 หมื่นล้านบาท
  • กลุ่ม ปตท.ตั้งงบลงทุน 5 ปี ทุ่ม 1 ล้านล้านบาท ลงทุนขยายธุรกิจ
  • เร่งเครื่องสู่ Net Zero ด้วยแผน ‘CCS Sandbox’ ระดับประเทศ

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยในงานแถลงผลการดำเนินงานไตรมาส 2 และครึ่งแรกของปี 2569 เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ ‘Project Genesis’ คือแผนการจัดโครงสร้างและหาพาร์ทเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ระดับสากลเข้ามาถือหุ้นในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น โดย ปตท. ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และควบคุมทิศทางหลักเช่นเดิม

โดย ดร.คงกระพัน ระบุอย่างชัดเจนว่า เงื่อนไขของการดึงพาร์ทเนอร์ในดีลนี้คือ ต้องมาช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจดีขึ้น โดยเป้าหมายของการดึงพันธมิตรเข้ามาไม่ได้เน้นเรื่องเงินทุนเป็นหลัก แต่ต้องการสิ่งที่จะเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Synergy ใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่

  • Margin Improvement คือ การปรับปรุงอัตรากำไรขั้นต้นให้แข็งแกร่งขึ้น
  • Technology Transfer มีการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
  • Feedstock Flexibility สร้างความยืดหยุ่นในการจัดหาและป้อนวัตถุดิบต้นน้ำจากทั่วโลก
  • Market Access & Competition Reduction เป็นการควบรวมเพื่อเข้าสู่ตลาดการค้าใหม่ๆ และลดการแข่งขันที่ซ้ำซ้อน แทนที่พันธมิตรดังกล่าวจะไปขยายกำลังการผลิตแข่งกับ ปตท. ก็ให้นำเม็ดเงินและตลาดมาขยายร่วมกันภายใต้ร่มเงาของกลุ่ม ปตท.

เมื่อผู้สื่อข่าวกรณีโอกาสในการเลื่อนกำหนดเวลาปิดดีลหาพันธมิตรปิโตรเคมีและโรงกลั่นจากปี 2569 ออกไปเป็นปีหน้า หรือไม่ซึ่ งเดิมกลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าหมายจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้

ดร.คงกระพัน ระบุว่า จากความไม่แน่นอนของบริบทโลกส่งผลให้โครงสร้างหลักเกณฑ์เปลี่ยนไป โดยขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะมีความชัดเจนของดีลในการหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศมาร่วมถือหุ้นในธุรกิจโรงกลั่น และปิโตรเคมี จะยังมีความชัดเจนภายในปีนี้ตามแผนเดิมที่เคยวางไว้ หรืออาจจะขยับไทน์ไลน์เลื่อนออกไปจากปีนี้ไปเป็นปีหน้า

“ในด้านของไทน์ไลน์ก็อาจจะขยับนะครับ แต่ว่าเราก็ยังไม่อยากบอกว่าขยับ เพราะเรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาพูดคุย แต่ว่าก็คงต้องดูดีๆ นะครับ” ดร.คงกระพัน กล่าว

ทั้งมีปัจจัยเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการเชิงนโยบาย 3 ประเด็น ดังนี้

  • วิกฤตตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุส ด้วยปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งน้ำมันดิบ ทำให้พันธมิตรระดับโลกต้องกลับมาทบทวนการจัดสรรเงินลงทุน เนื่องจากสูตรการจัดหาน้ำมันดิบเดิมที่พึ่งพาแหล่งตะวันออกกลาง 60-70% อาจต้องถูกกระจายความเสี่ยงไปสู่ภูมิภาคอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา มากขึ้น
  • ความผันผวนของส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ จากผลกระทบจากสงครามและการปิดเส้นทางเดินเรือ ทำให้โครงสร้างราคาพรีเมียมเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้คู่เจรจาต้องชะลอการตัดสินใจเพื่อรอผลการคำนวณราคาวัตถุดิบ และ Fundamental ทางเศรษฐกิจที่นิ่งขึ้นก่อนลงนามลงทุน
  • นโยบายการควบคุม ‘ค่าการกลั่น’ ของภาครัฐ โดยมาตรการที่รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการดึงหรือปรับลดค่าการกลั่นเพื่อพยุงราคาพลังงานในประเทศ กลายเป็นความเสี่ยงเชิงนโยบาย ที่นักลงทุนและพาร์ทเนอร์ต่างชาติตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับสัญญาและเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจระยะยาว ทำให้ ปตท. ต้องรับหน้าที่ในการเจรจาสร้างความเข้าใจกับภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ภาพ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. 1

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พาร์ทเนอร์กลุ่มเดิมบางรายเริ่มตัดสินใจชะลอการลงทุนออกไปเพื่อดูแลธุรกิจในบ้านของตนเองก่อน กลับมีกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก ที่มีความมั่นคงด้านต้นทุนวัตถุดิบ เร่งขยับเข้ามาเจรจาขอร่วมทุนกับ ปตท. เพิ่มเติม เนื่องจากต้องการกระจายความเสี่ยงออกนอกตะวันออกกลางมาสู่ตลาดเอเชียที่มีความต้องการพลังงานรองรับอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ดีลการผนึกกำลังกันระหว่างบริษัทลูกอย่าง บมจ

. พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC กับ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ในกลุ่มปิโตรเคมี ก็ยังคงมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มเปี่ยมจาก ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ผ่าโครงสร้างกำไรครึ่งแรกปี 2569 ทะลุ 7 หมื่นล้านบาท

ปตท. ประกาศผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกของปี 2569ซึ่งดีกว่าที่คาด ด้วยกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือกว่า74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งเมื่อเจาะลึกโครงสร้างจะพบว่าผลกำไรหลักมาจากกลุ่มธุรกิจหลักต้นน้ำและกลางน้ำ ได้แก่

  • บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP ช่วยหนุนกำไรสะสมกลับมายัง ปตท. ได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างการผลิตของ สผ. ประกอบด้วยก๊าซธรรมชาติ 70% และน้ำมันดิบ 30% ซึ่งราคาก๊าซธรรมชาติจะปรับตัวขึ้นช้ากว่าราคาน้ำมัน (Lag Time) ส่งผลให้ผลประโยชน์จากราคาก๊าซสะท้อนตัวเลขกำไรอย่างเด่นชัดในช่วงไตรมาสที่ 2 ปีนี้
  • ปิโตรเคมีและโรงกลั่นฟื้นตัวระยะสั้น ซึ่งแม้ภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกจะยังคงประสบปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) จากจีน แต่ในไตรมาส 2 นี้ ธุรกิจในกลุ่มกลับฟื้นตัวขึ้นและสร้างกำไรได้ดีอย่างผิดคาด เนื่องจากโรงงานคู่แข่งในเอเชียและจีนหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิตลงเฉียบพลันจากการขาดแคลนวัตถุดิบและปัญหาช่องแคบฮอร์มุส ส่งผลให้ราคาและส่วนต่างกำไร (Margin) ปรับตัวดีขึ้นชั่วคราว

ภาพ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. 2

ตัวเลขกำไรของ ปตท. ช่วงครึ่งแรกปี 2569

นอกจากนี้ ปตท. ยังประสบความสำเร็จจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพภายใน (Profit Enhancement) ภายใต้โครงการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพทั้งกลุ่มอันได้แก่ P1, D1 และ Vision X ที่ปูพรมสร้างทัศนคติแบบตื่นตัวในการรีด โดยสามารถสร้างเม็ดเงินมูลค่าเพิ่มกลับเข้ามาให้กับ ปตท. ได้ถึง 8,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และเมื่อนับตัวเลขสะสมตลอดช่วงระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา โครงการเหล่านี้รีดกระแสเงินสดกลับมาได้สูงถึงกว่า 20,000 ล้านบาท

อีกระหว่างไตรมาส 2 ปตท. ได้เตรียมวงเงินสภาพคล่องสำรองฉุกเฉินรวมสูงถึง 230,000 ล้านบาท เพื่อรองรับ 2 ภารกิจหลัก คือ

  • จากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (Trading) ต้องวางเงินค้ำประกันสัญญาล่วงหน้าเป็นจำนวนมหาศาล
  • เตรียมกระแสเงินสดในการกว้านซื้อน้ำมันดิบเข้ามาสำรองทดแทนในคลังล่วงหน้า ป้องกันความเสี่ยงกรณีเส้นทางขนส่งหลักในตะวันออกกลางหยุด

กลุ่ม ปตท.ตั้งงบลงทุน 5 ปี ทุ่ม 1 ล้านล้านบาท ลงทุนขยายธุรกิจ

ดร.คงกระพัน ได้ประกาศยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านพอร์ตโฟลิโอครั้งสำคัญสู่เป้าหมายการเป็น ‘Global Champion’ โดยระบุว่าปัจจุบันรายได้ของกลุ่ม ปตท. กว่า 50% มาจากตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว และสัดส่วนการเติบโตภายในประเทศเริ่มมีจำกัด ดังนั้นกลไกขับเคลื่อนหลักของกลุ่มนับจากนี้จะต้องไปเติบโตในสากลอย่างเด็ดเดี่ยว

โดยกลุ่ม ปตท. ตั้งงบลงทุนรวมทั้งกลุ่มในช่วง 5 ปีข้างหน้าไว้ที่ 1 ล้านล้านบาท โฟกัสหลักกระจายไปดังนี้

  • ฝั่งต้นน้ำ (Upstream) มุ่งงบส่วนใหญ่ไปที่ ปตท.สผ. (PTTEP) ในการกว้านซื้อและพัฒนาแหล่งสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ/น้ำมันดิบทั่วโลก
  • โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน (Infrastructure) เน้นการลงทุนสร้างท่อส่งก๊าซ และขยายคลังรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) โดยลดงบลงทุนสร้างโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่แห่งใหม่ๆ ในระยะนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสงครามการค้า สำหรับงบลงทุนเฉพาะ ปตท. (Standalone CAPEX) สำหรับปีนี้ตั้งไว้ที่ 25,000 ล้านบาท ซึ่งจะถูกใช้เพื่อการขยายงานโครงสร้างพื้นฐานและใช้ตามแผนการเบิกจ่าย 100% ตามข้อตกลงกับกระทรวงการคลังอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ปตท. จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านก๊าซธรรมชาติที่สั่งสมมากว่า 40 ปี นำมาสร้างพอร์ตธุรกิจเทรดดิ้ง LNG ในต่างประเทศ ที่ไม่ผูกโยงกับกองทุนหรือสูตรค่าไฟควบคุมในประเทศ โดยตั้งเป้าปริมาณการเทรดดิ้ง LNG ทั่วโลกในอนาคตดังนี้

  • ปี 2569 ตั้งเป้าปริมาณขายที่ 3.7 ล้านตัน
  • ปี 2573 ตั้งเป้าปริมาณขายที่ 10 ล้านตัน
  • ปี 2578 ตั้งเป้าปริมาณขายที่15 ล้านตัน

เร่งเครื่องสู่ Net Zero ด้วยแผน ‘CCS Sandbox’ ระดับประเทศ

เนื่องจากกลุ่ม ปตท. เป็นยักษ์ใหญ่ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศไทย ปตท. จึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ กลยุทธ์สำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมคือเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) หรือการจับคาร์บอนและกักเก็บใต้ชั้นหินดินลึกใต้ทะเล โดยได้ริเริ่มทำ ‘CCS Sandbox’ หรือโครงการทดสอบเชิงปฏิบัติการระดับประเทศขึ้น เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ของกระบวนการกักเก็บคาร์บอนจากบรรดากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าภายในประเทศ