รพ.เวิลด์เมดิคอล นำร่องนนทบุรี ใช้นวัตกรรมหุ่นยนต์ฝึกเดิน กู้วิกฤตผู้ป่วย Stroke

รพ.เวิลด์เมดิคอลยกระดับศูนย์สโตรก ดึงนวัตกรรมหุ่นยนต์ “Angel Robot” ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ชูแนวคิดยกระดับคุณภาพชีวิต ชี้อนาคตการแพทย์ต้องบาลานซ์ “รักษาโรค-เวชศาสตร์ป้องกัน” รับเทรนด์สังคมสูงวัย

ดร.กันตพร หาญพาณิชย์ กรรมการเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) และรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล ฝ่ายการตลาดภายในประเทศ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล เปิดเผยกับประชาชาติธุรกิจ ว่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นโรคที่มีอัตราอุบัติการณ์สูงมาก และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยสถิติการเสียชีวิตระหว่างโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองจะสลับกันเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสองมาโดยตลอด

จากปัญหาดังกล่าว ทางโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ซึ่งมีศูนย์สโตรกรองรับผู้ป่วยอยู่แล้ว จึงได้ตัดสินใจนำนวัตกรรมหุ่นยนต์ฝึกเดิน หรือ Angel Robot เข้ามาใช้ โดยถือเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในจังหวัดนนทบุรีที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาให้บริการ เพื่อมุ่งเน้นการรักษาแบบองค์รวมและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภายหลังการรักษาโรคให้ดีขึ้น

“การนำ Angel Robot เข้ามา เนื่องจากเราเป็นศูนย์สโตรกอยู่แล้ว เราคิดว่าจะทำอย่างไรให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ชีวิตของเขาเริ่มต้นใหม่หลังจากที่ป่วย เพราะเมื่อรักษาโรคนี้แล้ว ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนที่ที่ไม่สะดวก การนำหุ่นยนต์เข้ามาถือเป็นการรักษาแบบองค์รวมที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้นหลังจากป่วย”

ดร.กันตพร กล่าวต่อว่า ในอดีตการฝึกเดินของผู้ป่วยสโตรกจะใช้การฝึกเดินปกติ ใช้ไม้เท้า หรือใช้คนช่วยพยุง ซึ่งไม่ได้ผลลัพธ์เท่ากับการใช้หุ่นยนต์ เนื่องจากหุ่นยนต์สามารถฝึกให้ผู้ป่วยเดินในท่าทางที่ถูกต้อง รวมถึงการลงน้ำหนักขาที่แม่นยำ โดยปกติผู้ป่วยสโตรกที่มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีกมักจะมีวอล์กเกอร์หรือท่าเดินที่เฉียง แต่หุ่นยนต์จะบังคับให้เดินเท้าตรงและลงน้ำหนักอย่างถูกสุขลักษณะ ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการ ReWalk ทั้ง 5 ท่าน สามารถเดินเท้าตรงได้อย่างชัดเจน พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของอุปกรณ์

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ป่วยว่า “จะไม่ล้ม” เพราะผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง หากผู้ป่วยขาดความหวังในการฟื้นฟูตนเอง ก็จะกลายเป็นภาระของครอบครัวและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก

สำหรับมูลค่าการลงทุนในเทคโนโลยีหุ่นยนต์นั้น ดร.กันตพร มองว่า ความคุ้มค่าไม่ได้วัดออกมาเป็นตัวเลขทางการเงิน แต่เป็นเรื่องของ “ความหวัง” และการดูแลผู้ป่วยให้ครอบคลุมทุกมิติ

“ถามว่าค่าใช้จ่ายต่อครั้งเยอะไหมที่จะไปคุ้มกับค่าตัวของหุ่นยนต์ ไม่มีทางเลย เพราะมันคือค่ากายภาพแบบปกติ แต่มันเป็นอุปกรณ์ที่นำมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกเดินของคนไข้ เราไม่ได้มองเรื่องความคุ้มค่าเป็นหลัก แต่มองเรื่ององค์รวมในการรักษาคนไข้ว่าจะมีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร การจัดโครงการนี้จึงจัดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ในการใช้เทคโนโลยีกับการไม่ใช้นั้นแตกต่างกันอย่างไร ทำให้การฟื้นตัวเร็วขึ้น คนไข้มีความมั่นใจและมีความหวังมากขึ้น”

ดร.กันตพร ได้ฉายภาพรวมถึงการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลเพื่อรองรับเทรนด์สังคมสูงวัย (Aging Society) ว่า ในปัจจุบันผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ก็มีโอกาสเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้นตามไปด้วย โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอลจึงวางกลยุทธ์การดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อตอบรับกับกระแสความเปลี่ยนแปลงระดับโลก (Global Trend) ได้แก่:

  1. ด้านการรักษา : มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยรักษาโรคอุบัติใหม่และโรคเรื้อรังที่พบมากในปัจจุบัน ดังเช่นการนำ Angel Robot มาใช้ฟื้นฟูผู้ป่วยระบบประสาท
  2. ด้านการป้องกัน : มุ่งเน้นการป้องกันก่อนเกิดโรค หรือกลุ่ม Wellness และ Longevity เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นการป้องกันไม่ให้เจ็บป่วย และต้องการเติบโตเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง

เจาะลึกกระบวนการ Neuroplasticity หุ่นยนต์เร่งการฟื้นตัวสมอง

ด้าน แพทย์หญิง ปีย์รณา นาคแดง แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ได้อธิบายถึงหลักการทางแพทย์ในการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองว่า หัวใจสำคัญคือการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า Neuroplasticity หรือการเพิ่มการทำงานประสานงานของเซลล์ประสาทสมองที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งการจะบรรลุผลดังกล่าวได้ ต้องอาศัยการฝึกที่มีความยากเหมาะสม และมีความถี่ในการฝึกที่ถูกต้อง

Angel Robot มีความแตกต่างจากการทำกายภาพบำบัดแบบเดิม เนื่องจากตัวเครื่องสามารถปรับระดับการช่วยเหลือ (Assistance) ได้ตั้งแต่ 100%, 70% ถึง 50% ตามความสามารถของผู้ป่วยแต่ละราย ในกรณีผู้ป่วยที่มีภาวะความพิการสูง แขนขาอ่อนแรงจนไม่สามารถขยับได้ การทำกายภาพแบบเดิมต้องใช้นักกายภาพออกแรงพยุงสูง แต่หุ่นยนต์จะเข้ามาช่วยประคองในส่วนนี้ ทำให้ผู้ป่วยที่ยังไม่มีแรงพอสามารถลุกยืนและเดินได้ทันที ช่วยลดความเหนื่อยล้า และทำให้ผู้ป่วยสามารถโฟกัสการออกแรงไปยังมัดกล้ามเนื้อที่จำเพาะได้อย่างแม่นยำ

“เนื้อสมองที่สูญเสียไปทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองต้องเรียนรู้การเคลื่อนไหวใหม่ การฝึกธรรมดาผ่านคำบอกเล่า ผู้ป่วยอาจนึกภาพไม่ออกว่าต้องทำอย่างไร แต่หุ่นยนต์จะเป็นตัวไกด์และปรับแบบ Tailor-made ให้เลยว่าท่าทางที่ถูกต้องเป็นอย่างไร การขยับที่ถูกวิธีจะส่งสัญญาณฟีดแบ็ก (Feedback) กลับไปที่สมอง เพื่อให้สมองเรียนรู้การสั่งการใหม่อีกครั้ง”

พญ.ปีย์รณา กล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายในการใช้งานว่า หุ่นยนต์ Angel Robot เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงจนไม่สามารถยืนหรือเดินได้ เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณไขสันหลัง โดยตัวเครื่องมีระบบเซฟตี้ Suspension คอยรั้งป้องกันการหกล้ม

อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดในผู้ป่วย 2 กลุ่มหลักที่ต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดก่อนใช้งาน ได้แก่:

  • ผู้ป่วยที่มีภาวะเกร็งต้านสูง (Spasticity): เกิดจากการบาดเจ็บของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีการส่งสัญญาณประสาทเกินจนเกิดการเกร็งต้าน การก้าวขาของเครื่องอาจขัดกับแรงเกร็งของผู้ป่วย
  • ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการรับรู้และการสื่อสาร: ไม่สามารถสื่อสารหรือทำตามคำสั่งได้ดี ซึ่งหากเกิดความผิดปกติหรือความเจ็บปวดขณะขึ้นเครื่องจะไม่สามารถแจ้งผู้ดูแลได้ หากจะใช้งานต้องประเมินเป็นรายกรณี และมีนักกายภาพบำบัดดูแลใกล้ชิดแบบ 1 ต่อ 1

สำหรับผลลัพธ์การรักษา (Success Rate) ในโครงการ ReWalk พญ.ปีย์รณา ระบุว่า เห็นผลการฟื้นตัวที่ชัดเจนในระยะเวลาอันสั้น โดยปกติช่วงเวลาทองของการฟื้นตัว (Golden Period) ในผู้ป่วยสโตรกจะอยู่ในช่วง 3 เดือนแรกหลังจากเกิดอาการ หากเป็นการฝึกแบบเดิม ผู้ป่วยที่ยังมีแรงไม่มากอาจต้องรอให้ร่างกายฟื้นตัวระดับหนึ่งจึงจะเริ่มฝึกเดินได้ ทำให้เสียโอกาสในช่วง 3 เดือนแรกไป แต่การใช้หุ่นยนต์ช่วยให้ผู้ป่วยเริ่มฝึกเดินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้แรงฟื้น ส่งผลให้เร่งกระบวนการฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มองว่าในอนาคตเทคโนโลยี Medical Robot จะเข้ามามีบทบาทในวงการแพทย์ไทยมากขึ้น ไม่เพียงแต่การฝึกเดิน แต่ครอบคลุมถึงการฟื้นฟูแขน การมองเห็น และการพูด

ยันหุ่นยนต์ไม่แทนที่มนุษย์ ชู Human Touch ควบเทคโนโลยีการรักษา

ขณะที่ กภ.วิไลลักษณ์ ประดิษฐ์ธีระ หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ได้ให้ทรรศนะในมุมมองของนักกายภาพบำบัดถึงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และนวัตกรรมว่า หุ่นยนต์เป็นเพียงเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถทดแทนนักกายภาพบำบัดได้ เนื่องจากกระบวนการรักษาต้องเริ่มต้นจากการตรวจประเมินรายบุคคลโดยนักกายภาพ

“ผู้ป่วยสโตรกเหมือนกันไม่ได้แปลว่าจะมีความผิดปกติในการเคลื่อนไหวเหมือนกัน กำลังกล้ามเนื้อและองศาการเคลื่อนไหวจะแตกต่างกัน นักกายภาพคือผู้วางเป้าหมายการรักษาร่วมกับผู้ป่วยและญาติ จากนั้นจึงออกแบบโปรแกรมและตั้งค่าหุ่นยนต์ ให้ตรงกับจุดที่ผู้ป่วยขาด เพื่อให้การฝึกมีความท้าทายและดึงศักยภาพของกล้ามเนื้อออกมาได้สูงสุด”

กภ.วิไลลักษณ์ กล่าวเสริมว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยสโตรกสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือทำงานได้เร็วขึ้น ประกอบด้วยหลายมิติ ได้แก่ วินัยในการฝึก, การเข้ารับการรักษาในช่วง Golden Period, กำลังใจของผู้ป่วย และการสนับสนุนจากครอบครัว (Care Provider) โดยทีมแพทย์และนักกายภาพจะประเมินเป้าหมายอาชีพของผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปทำอาชีพช่าง ทีมจะเน้นการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือเพื่อให้สามารถใช้เครื่องมืออย่างไขควงได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ การดูแลต่อเนื่องที่บ้าน (Home Program) ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะมีการจัดคลาสสอนผู้ดูแลโดยเฉพาะ เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีข้อจำกัดที่ต่างกัน ไม่สามารถใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยสโตรกรายอื่นมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยนโจทย์การบ้านทุกสัปดาห์ตามพัฒนาการของผู้ป่วย

กภ.วิไลลักษณ์ ยืนยันถึงทิศทางอาชีพนักกายภาพบำบัดในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านว่า

“การรักษามนุษย์หรือการดูแลมนุษย์ ต้องใช้มนุษย์เป็นผู้ดูแล หุ่นยนต์จะถูกสั่งการโดยมนุษย์ เพราะหุ่นยนต์ยังคิดเองไม่ได้ว่ามนุษย์ต้องการอะไร มนุษย์จะต้องสื่อสารกันถึงปัญหาและมองเห็นข้อมูลเชิงลึก ของคนไข้จริงๆ แล้วถึงออกแบบการรักษา ยืนยันว่าหุ่นยนต์ไม่ได้มาแทนที่นักกายภาพบำบัด แต่เข้ามาเป็น ‘ตัวช่วย’ ให้การทำงานสะดวก ง่าย และมีความแม่นยำยิ่งขึ้น”