STECON บวกต่อ 3% ลุ้นกำไร Q2 แตะ 850 ล้าน โบรกอัพเป้า 20.50 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ก.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ณ เวลา 11:14 น. อยู่ที่ระดับ 19.30 บาท บวก 0.60 บาท หรือ 3.21% ราคาสูงสุด 19.40 บาท ราคาต่ำสุด 18.60 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 621.29 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของ STECON ในไตรมาส 2/2569 มีโอกาสทำจุดสูงสุดของปี โดยคาดมีกำไรสุทธิประมาณ 850 ล้านบาท ได้รับแรงหนุนหลักจากเงินปันผลในระดับสูงเป็นพิเศษของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ในอัตรา 3.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินปันผลรับรวมประมาณ 736 ล้านบาท
ขณะที่กำไรสุทธิในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท คิดเป็น 68% ของประมาณการกำไรทั้งปี โดยบริษัทเตรียมจัดประชุมนักวิเคราะห์ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อรายงานแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 และให้ข้อมูลทิศทางการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี
ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 STECON มีมูลค่างานในมือรอรับรู้รายได้ หรือ Backlog ประมาณ 123,000 ล้านบาท ซึ่งรวมโครงการสนามบินอู่ตะเภามูลค่าประมาณ 27,000 ล้านบาท โดย Backlog ดังกล่าวเพียงพอรองรับการทยอยรับรู้รายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
ล่าสุด บริษัทได้รับงานใหม่มูลค่าประมาณ 435 ล้านบาท จากโครงการยกระดับระบบรถโดยสารไฟฟ้า หรือ EV Bus ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่างานในมือและสนับสนุนการรับรู้รายได้ในระยะถัดไป
ฝ่ายบริหารยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท หลังไตรมาสแรกบริษัทรับรู้รายได้แล้วประมาณ 21% ของเป้าหมายทั้งปี พร้อมตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นที่ 7% และมูลค่างานใหม่จำนวน 50,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นไตรมาสแรก บริษัทมีมูลค่างานใหม่คิดเป็นประมาณ 14% ของเป้าหมายทั้งปี จึงยังต้องติดตามความคืบหน้าของการประมูลงานและการลงนามสัญญาโครงการใหม่ในช่วงที่เหลือของปี
เดิม บล.เคจีไอใช้สมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นปี 2569 ที่ 7% และสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ที่ 3.8% เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากราคาพลังงานและวัสดุก่อสร้างที่อาจเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม จากความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัท ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นปี 2569 เป็น 7.2% จากระดับ 7.8% ที่ทำได้ในไตรมาสแรก พร้อมปรับลดสมมติฐานสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ลงเหลือ 3.6% จากเดิม 3.8%
บล.เคจีไอยังคงประมาณการรายได้ปี 2569 ที่ 35,000 ล้านบาท และเงินปันผลรับจาก GULF ที่ 736 ล้านบาท ส่งผลให้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้น 6% เป็น 1,740 ล้านบาท
ส่วนปี 2570 ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิขึ้น 13.5% เป็น 1,480 ล้านบาท โดยคาดว่ารายได้จะเติบโต 10% จากสมมติฐานเดิมที่คาดเติบโต 7% ประกอบกับอัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้น และเงินปันผลรับจาก GULF ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 340 ล้านบาท อ้างอิงเงินปันผลต่อหุ้นที่ 1.50 บาท จากเดิม 1.20 บาท
นอกจากนี้ บล.เคจีไอยังมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชน โดยคาดว่าการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น หรือ Gross Fixed Capital Formation จะขยายตัวจากติดลบ 0.3% ในปี 2567 เป็นเติบโต 4.9% ในปี 2568 และเพิ่มขึ้นเป็น 5.9% ในปี 2569
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าจะพลิกจากหดตัว 2% ในปี 2567 และหดตัว 1.6% ในปี 2568 มาเป็นเติบโต 5.9% ในปี 2569 ขณะที่ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนรายเดือนขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนต่อเนื่องตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา
สำหรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล พบว่ามูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI อยู่ที่ประมาณ 746,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 394% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วมีมูลค่าประมาณ 623,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 517% จากปีก่อน
การขยายตัวดังกล่าวได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนในธุรกิจ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดโครงการในกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนประมาณ 50% ของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนและโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ทั้งหมด สะท้อนโอกาสสำคัญต่อการรับงานใหม่ของ STECON
ขณะเดียวกัน BOI ได้จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาและอนุมัติโครงการ Data Center โดยเฉพาะ เพื่อเร่งรัดให้โครงการลงทุนสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น
ด้าน STECON ได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่เพื่อรองรับงานก่อสร้าง Data Center พร้อมศึกษาการร่วมลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพ การให้บริการแบบครบวงจร หรือ Total Solution รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับธุรกิจ Data Center ซึ่งจะเป็นโอกาสต่อการเพิ่มงานใหม่และสร้างแหล่งรายได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ บล.เคจีไอยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น STECON พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 20.50 บาท จากเดิม 16.40 บาท อ้างอิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรปี 2570 ที่ 21 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระยะยาว โดยราคาเป้าหมายดังกล่าวยังไม่รวมมูลค่าหุ้น GULF ที่ STECON ถืออยู่จำนวน 226.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 15,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าราว 10 บาทต่อหุ้น