ชีวิตหลังความตายของโลก Station Eleven (สถานีสิบเอ็ด)

นิยายจากแคนาดาเรื่อง Station Eleven ของเอมิลี เซนต์จอห์น แมนเดล ประสบความสำเร็จทั้งยอดขาย คำวิจารณ์ และได้รับรางวัล มาตั้งแต่แรกตีพิมพ์เมื่อปี 2014

ประมาณ 6 ปีต่อมา นิยายเรื่องนี้ก็ยิ่งโด่งดังเกรียวกราวในวงกว้างมากขึ้นไปอีก เมื่อเกิดโรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้ Station Eleven กลายเป็นที่กล่าวขวัญถึง ทั้งในแง่ทันต่อเหตุการณ์เข้ากับยุคสมัย และการคาดหมายทำนายอนาคต -แม้จะไม่ถูกต้องตรงกันไปเสียทั้งหมด- แต่รายละเอียดในภาพรวมเกี่ยวกับความปั่นป่วนโกลาหล และแรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบเดือดร้อนไปทั่วทั้งโลก สิ่งที่พรรณนาไว้ในนิยาย (ซึ่งรุนแรงหนักหน่วงยิ่งกว่า) กับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น ถือได้ว่าอยู่ในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในบทสัมภาษณ์ชิ้นหนึ่ง แมนเดลเปิดเผยว่า จุดมุ่งหมายในการเขียนนิยายเรื่อง Station Eleven ไม่ได้ต้องการที่จะเล่าสะท้อนถึงความน่าสะพรึงกลัวอันเกิดจากโรคระบาด แต่ตั้งใจจะสร้างเรื่องเล่าขึ้นมา เพื่อสำรวจตรวจสอบว่า จะเกิดอะไรขึ้น และเป็นเช่นไร ถ้าหากวันหนึ่ง โลกปัจจุบันที่เรามีชีวิตอยู่ต้องปราศจากสิ่งอำนวยความสะดวก หากอินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า หรือระบบขนส่งทั้งหมดล้วนมีอันต้องมลายหายสิ้นไปในชั่วพริบตา

เพื่อที่จะเล่าประเด็นเหล่านี้ แมนเดลคิดว่า โรคระบาดเป็นทางลัดหรือเครื่องมือที่เหมาะสะดวกที่จะนำมาใช้ลบล้างอารยธรรมเดิมจนหมดสิ้นภายในชั่วเวลาสั้นๆ จากนั้นก็นำพาผู้อ่านไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่งสืบเนื่องถัดมา นั่นคือโลกหลังเทคโนโลยี

Station Eleven เป็นนิยายประเภท ‘วันสิ้นโลก’ เกิดโรคระบาดไข้หวัดมรณะ โดยไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน มันแพร่เชื้อลุกลามติดต่อสู่กันได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว มิหนำซ้ำยังออกฤทธิ์ทำให้เมื่อป่วยแล้วอาการทรุดหนักถึงตายแบบปุบปับ รวดเร็วฉับไวเกินกว่าจะรับมือ ป้องกัน หรือหาหนทางแก้ไขเยียวยาได้ทันท่วงที

ด้วยประการฉะนี้ ภายในเวลาเพียงแค่ไม่วัน โลกก็ถึงแก่กาลพินาศย่อยยับ ทั้งจากการติดเชื้อแล้วล้มตาย ความโกลาหลอลหม่านของฝูงชนที่ดิ้นรนหนีตาย ความอดยากขาดแคลนปัจจัยสำหรับการยังชีพ ฯลฯ

ความโดดเด่นยอดเยี่ยมของนิยายเรื่อง Station Eleven เห็นได้เด่นชัดใน 2 จุดใหญ่ๆ

อย่างแรกคือในความเป็นนิยายเกี่ยวกับวันสิ้นโลก งานเขียนชิ้นนี้มีมุมมองที่แปลกและแตกต่างจากเรื่องแนวเดียวกันส่วนใหญ่

โดยปกติทั่วไป นิยายและหนังเกี่ยวกับวันสิ้นโลก (Apocalyptic/Post-Apocalyptic Fiction) มักจะมุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์หลังจากหายนะภัย (ด้วยสาเหตุอย่าง โรคระบาด, ภัยธรรมชาติ, ซอมบี้, เอเลียน, สงครามนิวเคลียร์ และสดๆ ใหม่ๆ คือ AI ยึดครองโลก) ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด ทั้งจากธรรมชาติรอบตัวที่เปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้ายทุกด้าน ทรัพยากร น้ำและอาหารมีอยู่จำกัด จนเกิดการเข่นฆ่ารบรากันเพื่อแย่งชิง  สภาพบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป ปราศจากกฎหมาย เกิดความวุ่นวายเป็นจลาจล กลายเป็นกลียุค หรืออาจเปรียบเปรยได้ว่าเป็นสังคม ‘คนกินคน’

บางครั้งก็อาจสลับขั้วเป็นตรงกันข้าม คือเปลี่ยนจากความสับสนอลหม่าน เกิดเป็นรัฐใหม่ที่มีอำนาจล้นเหลือ ขึ้นมาปกครอง จัดระเบียบ ควบคุมผู้คนอย่างเด็ดขาดเข้มงวด เริ่มต้นนับหนึ่งสร้างสังคมใหม่ อารยธรรมใหม่ กลายเป็นกลียุคอีกแบบ

พูดง่ายๆ คือ เรื่องราวแบบวันสิ้นโลกมุ่งเน้นไปที่การสะท้อนภาพความเลวร้าย ทั้งสภาพบ้านเมือง เหตุการณ์​ พฤติกรรมของผู้คน และใช้สถานการณ์ดังกล่าว เพื่อนำไปสู่สาระสำคัญคือตีแผ่เปิดเผยด้านมืดของมนุษย์ ควบคู่ไปกับแง่มุมมนุษยธรรม หรือการขับเคี่ยวขัดแย้งกันระหว่างความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตัวละคร (อีกทิศทางหนึ่งที่พบได้บ่อยเช่นกัน คือภายใต้การปกครองใหม่ในลักษณะกดขี่ ผลักดันให้เกิดผู้กล้า ลุกขึ้นมาต่อต้าน สู้เพื่อเสรีภาพ)

ตัวอย่างเด่นๆ ของงานในแนววันสิ้นโลกก็เช่นซีรีส์เรื่อง The Last of Us, Fallout และ Paradise

ส่วนนิยายที่ยอดเยี่ยมมาก (และมีฉบับแปลภาษาไทยแล้ว) คือ The Road ของคอร์แม็ค แม็คคาร์ธี

เปรียบแบบย่นย่อ เรื่องแนววันสิ้นโลกส่วนใหญ่มีแนวโน้มกระเดียดไปทางหนังแอ็กชัน+หนังสยองขวัญ เน้นอารมณ์ตื่นเต้น ดุเดือด กดดัน ตึงเครียด ขณะที่แก่นเรื่องสาระ มีลักษณะมองโลกในแง่ร้ายติดลบ

ลักษณะรวมๆ และสรรพคุณในย่อหน้าข้างต้น คือสิ่งที่ทำให้นิยายเรื่อง Station Eleven สร้างความแตกต่าง จนเกิดเป็นมุมมอง น้ำเสียง ท่าทีที่แปลกใหม่

ยุคสมัยมิคสัญญีตามขนบของเรื่องประเภทนี้ บอกเล่าไว้ย่นย่อรวบรัดไม่ลงรายละเอียด โดยระบุคร่าวๆ เพียงแค่ เกิดความรุนแรงและการเข่นฆ่านองเลือดในช่วง 2-3 ปีแรกของศักราชใหม่ (ซึ่งเริ่มนับตั้งแต่เกิดเหตุโรคระบาด)

ช่วงเวลาหลังวันสิ้นโลกที่นิยายเรื่องนี้พาผู้อ่านไปทำความรู้จัก ตกอยู่ราวๆ ศักราชที่ 15-20 สถานการณ์เลวร้ายขั้นสุด ผ่านเลยและคลี่คลายไปมากแล้ว ภัยอันตราย กลุ่มคนชั่วร้าย โจรมิจฉาชีพ ยังคงมีอยู่ แต่ความชำนาญกับการใช้ชีวิตในโลกหลังเทคโนโลยี ก็ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ รู้ทางหนีทีไล่ มีชีวิตที่สงบสุขปลอดภัย เริ่มมีการรวมกลุ่ม เป็นชุมชนย่อยๆ จำนวนมาก กระจัดกระจายอยู่ตามถิ่นที่ต่างๆ

‘การอยู่รอด’ จึงไม่ใช่ปัญหาหลักอีกต่อไป และนิยายเรื่องนี้ก็มี tagline หรือคำโปรยว่า “เพราะแค่อยู่รอดยังไม่เพียงพอ”

ตามความเข้าใจของผม คำโปรยนี้น่าจะขยายความเพิ่มเติมได้ว่า มนุษย์ไม่ได้ทำทุกอย่างเพียงแค่อยู่รอด มีชีวิต มีลมหายใจ แล้วยุติเท่านั้น แต่ยังมีความต้องการ โหยหา ปรารถนา กระทั่งว่า จำเป็นต้องมี ‘ชีวิตที่ดี’ เปี่ยมด้วยคุณค่าความหมายด้วย

พูดง่ายๆ ชีวิตไม่ได้พึ่งพาอาศัยเพียงแค่ปัจจัย 4 อย่าง อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่มห่ม และยารักษาโรค เท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องมีปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่น ความสัมพันธ์และการรวมตัวเป็นสังคม, สิ่งที่มีคุณค่าเยียวยาใจ, ความทรงจำ ฯลฯ

หนึ่งในปัจจัยอื่นๆ ซึ่งนิยายเรื่องนี้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างสาธิต ก็คืองานศิลปะอย่าง การแสดงละคร, ดนตรี, วรรณกรรมและภาพวาด

สองอย่างหลัง ปรากฏผ่านหนังสือการ์ตูนทำมือชื่อ ดร.สิบเอ็ด (ชื่อนิยาย Station Eleven มาจากหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้)

เนื้อหาเรื่องราวสำคัญส่วนหนึ่งของ Station Eleven จึงมุ่งเน้นไปที่การเล่าสะท้อนถึงความอยู่รอดของวัฒนธรรมมนุษย์หลังวันสิ้นโลก ความพยายามในการกอบกู้ฟื้นฟูอารยธรรมต่างๆ ขึ้นมาใหม่ พลังของศิลปะที่แนบเนื่องมีความสำคัญกับชีวิตเกินกว่าจะแยกแยะตัดขาดออกจากกัน และที่สำคัญคือการค้นหาความหมายของการมีชีวิต

Station Eleven เป็นนิยายเกี่ยวกับวันสิ้นโลกสายบุ๋น ต่างจากผลงานเทือกแถวแนวเดียวกันจำนวนมากที่เป็นสายบู๊

เนื้อหาสาระดังกล่าว ยังผลให้อารมณ์โดยรวม ผิดแผกแตกต่างตามไปด้วย คืออบอุ่น ซาบซึ้ง อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความหวัง

แน่นอนว่า ด้วยสาระสำคัญ จุดมุ่งเน้น และอารมณ์หลักๆ เช่นนี้ พล็อตและเหตุการณ์ส่วนใหญ่ของ Station Eleven จึงเรียบง่ายกว่า ไม่โลดโผนโจนทะยาน ฉูดฉาดจัดจ้านเหมือนอย่างเรื่องวันสิ้นโลกสายบู๊

ตรงนี้แหละครับ ที่จุดเด่นต่อมา Station Eleven แผลงฤทธิ์ให้เห็น นั่นคือวิธีการเล่าและดำเนินเรื่อง

ติ๊งต่างนะครับ คือสมมติเอาว่า ถ้าหากนิยายเรื่องนี้เล่าแบบซื่อๆ ตรงไปตรงมา เรียงลำดับเรื่องราวก่อนหลัง ตามเวลาเกิดเหตุผลลัพธ์ที่ได้ ก็น่าจะกลายเป็นนิยายที่จืดชืด และอาจจะน่าเบื่อมากๆ

เอมิลี เซนต์จอห์น แมนเดล แสดงความเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งฉกาจฉกรรจ์ เธอแบ่งระยะเวลาเกิดเหตุออกเป็น 3 ส่วน คือ ก่อนเกิดโรคระบาด ขณะเกิดโรคระบาด และ 15-20 ปีต่อมาหลังจากโลกล่มสลาย

ในแต่ละส่วน ยังแยกย่อยได้อีกหลายช่วงเวลา

เท่านั้นยังไม่พอ ตัวละครผู้ทำหน้าที่เดินเรื่อง ยังไม่ได้มีแค่รายเดียว แต่สลับกันไปมาถึง 5 ตัวละคร

บทแรกของนิยาย เริ่มต้นเหตุการณ์ในค่ำคืนหนึ่ง ที่โรงละครเอลกิน เมืองโทรอนโต ระหว่างการแสดงเรื่อง King Lear ของเชกสเปียร์ นักแสดงนำคือ อาร์เธอร์ ลีอันเดอร์ก็เกิดอาการหัวใจวายจนเสียชีวิตบนเวที

ถัดต่อจากนั้นคือ การเล่าไปยังจุดเริ่มต้นของโรคระบาด การแพร่เชื้อ เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย จนกระทั่งทั่วทั้งโลกถึงแก่กาลอวสาน

ทั้งหมดนี้เล่าอย่างรวบรัด กระชับฉับไว เต็มแน่นไปด้วยรายละเอียดที่สมจริง

เมื่อเข้าสู่บทที่สอง Station Eleven ก็สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้อ่าน ด้วยการตัดข้ามเล่าเหตุการณ์ 20 ปีต่อมา

จากนั้นในทุกๆ บท ยังประกอบไปด้วยเรื่องเล่าเป็นบทย่อยๆ จำนวนมาก ซึ่งสลับไปมาหลากหลายช่วงเวลา และผ่านการติดตามตัวละครหลายๆ คน

บทวิจารณ์ต่างประเทศหลายๆ ชิ้น เปรียบเปรยวิธีลำดับและดำเนินเรื่องของ Station Eleven ว่าเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่ควรต้องแถมเพิ่มว่า เป็นจิ๊กซอว์ที่มีความยอกย้อนและสลับซับซ้อนเหลือเกิน

ผมเทียบเคียงอีกแบบว่า ดุจดังการเติมคำในช่องว่างปริศนาอักษรไขว้ เมื่อเล่าเรื่อง (หรือเติมคำ) จนได้ครบแถบแถวหนึ่ง สิ่งที่ปรากฎคือความเชื่อมโยงบางประการ

ความเชื่อมโยงนี้ยังผลให้เรื่องเล่าสารพัดช่วงเวลา หลายมุมมองของตัวละคร ซึ่งดูเฉพาะส่วนแล้วแยกขาดเป็นอิสระแก่กัน ไม่เป็นระบบระเบียบ ค่อยๆ เกิดความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน

เป็นวิธีเล่าประกอบเรื่องด้วยชิ้นส่วนย่อยๆ เข้าด้วยกัน ที่วิจิตรพิสดารมาก

เมื่ออ่านติดตามไปราวๆ 2-3 บท ฉากเปิดเรื่องการแสดงละคร King Lear ซึ่งเป็นดรามาเรียบง่ายตามปกติ ก็เพิ่มทวีความหมายและความสำคัญขึ้นมา นั่นคือเป็นเหมือนหมุดตรึง แสดงตำแหน่งจุดศูนย์กลางของนิยายเรื่องนี้ ทั้งในแง่ของช่วงเวลา และตัวละครอาร์เธอร์ ลีอันเดอร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับตัวละครหลักคนอื่นๆ

ที่ดียิ่งไปกว่านั้นคือในหลายๆ ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง ยังส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก บางครั้งเป็นการสร้างความประหลาดใจ บางครั้งเป็นการเผยความลับ และบ่อยครั้ง มันสร้างความซาบซึ้งประทับใจ

เหนืออื่นใดคือ ความเกี่ยวเนื่องนี้ยังเข้าลักษณะเป็น motif หรือองค์ประกอบ รายละเอียด ซึ่งปรากฏขึ้นซ้ำๆ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนขยายความแก่นเรื่อง

ตัวอย่างเช่น โลกก่อนเกิดไข้หวัดระบาดกับโลกหลังจากอารยธรรมเดิมล่มสลาย และที่เด่นชัดมากคือชีวิตของอาร์เธอร์ ซึ่งประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน กลายเป็นดาราดัง แต่ล้มเหลวผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว

ความเกี่ยวเนื่องของเวลาทั้ง 3 ช่วง ยังเชื่อมโยงไปถึงความทรงจำ ซึ่งแตกแขนงแยกย่อยไปได้อีกถึง การหลงลืม ความพยายามจะรื้อฟื้นรำลึกถึงสิ่งที่ขาดหายพร่าเลือนของบางตัวละคร การทบทวนอดีตที่มีทั้งความสุขและความเจ็บปวดรวดร้าว กระทั่งว่าความทรงจำเชื่อมต่อกับประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์เป็นเมล็ดพันธุ์ของการสร้างอารยธรรม​

หรือกระทั่งความเชื่อมโยงในรายละเอียดปลีกย่อย อย่างบทละครของเชกสเปียร์ สู่งานศิลปะอื่นๆ ไปจนถึงศิลปะล่าสุดอย่างหนังสือการ์ตูน (ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างวรรณกรรมกับจิตรกรรม)

นี่ยังไม่นับรวมว่า ยุคสมัยของเชกสเปียร์ก็เคยเกิดเหตุการณ์โรคระบาด เช่นเดียวกับหนังสือการ์ตูนก็มีพล็อตเรื่องว่าด้วยการผจญภัยท่องอวกาศ หลังจากกลียุค

รายละเอียดใน Station Eleven มีลักษณะสะท้อนถึงเกี่ยวโยง เยอะแยะมากมายเต็มไปหมด

พูดเท่านี้ อาจชวนให้เข้าใจผิดได้ว่า Station Eleven มีวิธีการเล่าที่ยอกย้อนจนอ่านยาก เข้าใจยาก ตรงข้ามเลยนะครับ การเขียนโดยใช้เทคนิคเล่าตัดสลับไปมาของเอมิลี เซนต์จอห์น แมนเดล มีผลอย่างมากในการทำให้นิยายที่นำเสนอเนื้อหาค่อนไปทางจริงจังหนักหน่วง เกิดลีลาเร่งเร้าแบบนิยายเบสต์เซลเลอร์ ดึงดูด ชวนอ่าน ชวน ติดตาม และสนุกบันเทิงเหลือหลาย 

กล่าวว่าเป็นการเล่าเรื่องที่ ‘เหนือชั้น’ และ  ‘น่าทึ่ง’ ดูจะเข้าเค้าตรงกับความจริงมากกว่านะครับ

ในความเกี่ยวโยงทั้งหลายประดามี ความสัมพันธ์ที่โยงใยถึงกัน โดยมีตัวละครอาร์เธอร์ เป็นจุดศูนย์กลาง ดูจะมีน้ำหนักความสำคัญมากสุด ทั้งในแง่ของผูกร้อยหลากเรื่องราวให้เข้ากัน

แต่ที่น่าประทับใจมากสุดคือในความเกี่ยวข้องระหว่างอาร์เธอร์กับตัวละครหลักๆ ทั้งหมด ก่อให้เกิดภาพเปรียบเทียบ และทำให้ทุกคนมีจุดร่วมอย่างหนึ่งพ้องพานตรงกัน นั่นคือทุกคนต่างล้วนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความโศกเศร้าและการสูญเสีย มากน้อยหนักเบาอาจแตกต่างลดหลั่นกันไป ทุกคนล้วนดิ้นรนและเพียรพยายามที่จะค้นหาความหมายของการมีชีวิต (ซึ่งบทสรุปลงเอยผิดหวัง สมหวัง ไม่เหมือนกัน)

นอกจากคำโปรยที่ว่า “เพราะแค่อยู่รอดยังไม่เพียงพอ” แล้ว ยังมีอีกหนึ่งใจความที่ผมประทับใจและเห็นว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “ฉันไม่นึกเสียใจอะไร”

ตัวละครที่กล่าวคือ มิแรนดา ภรรยาคนแรกของอาร์เธอร์ และเป็นคนแต่งเรื่องวาดภาพหนังสือการ์ตูน เรื่อง ดร. สิบเอ็ด

คำพูดดังกล่าว ตัวละครเปรยออกมา หลังจากทบทวนชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมานะครับ

เล่าตรงนี้ ไม่มีอะไรให้ซาบซึ้งจับใจหรอกนะครับ เพราะยังขาดอีกส่วนสำคัญ ซึ่งจะปรากฏผ่านความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับคำพูดของอาร์เธอร์

เมื่อประกอบรวมกันแล้ว มันตอกย้ำว่า Station Eleven เป็นนิยายเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ซึ่งพูดถึงการแสวงหาความหมายของชีวิตที่ดี

Station Eleven นรา พิสูจน์-อักษร สถานีสิบเอ็ด เอมิลี เซนต์จอห์น แมนเดล

เรื่อง: นรา

นักเขียน นักอ่าน นักดูหนังและซีรีส์ นักชมศิลปะ ดีเจ และคอลัมนิสต์วิจารณ์ภาพยนตร์ที่เฉียบคม หนักแน่น รุ่มรวยรอยยิ้ม