SPEAR-H เปิด Demo Day เชื่อม Startup โรงพยาบาล และทุน เพื่อพา HealthTech ไทยสู่สนามจริง

การพัฒนา HealthTech ไปถึงผลิตภัณฑ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขั้นต่อไปคือการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนั้นใช้ได้ในบริบทการดูแลสุขภาพจริง ปลอดภัยพอสำหรับผู้ใช้ และมีโมเดลธุรกิจที่ทำให้ขยายผลได้

นี่คือโจทย์ที่เวที Demo Day: SPEAR H HealthTech Acceleration เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ VIE Hotel Bangkok หยิบขึ้นมาพูดคุยกัน ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ หน่วยงานภาครัฐ นักลงทุน ผู้ประกอบการ และ HealthTech Startups 12 ทีม เพื่อทำให้เส้นทางจากห้องวิจัยหรือผลิตภัณฑ์ต้นแบบไปสู่โรงพยาบาล คลินิก และผู้ใช้ปลายทางสั้นลง

SPEAR-H Accelerator โครงการเร่งการเติบโตด้านนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มหาวิทยาลัยมหิดล โดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) โรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9 

จากไอเดียสู่การนำไปใช้

ในภาพของ HealthTech คำว่า 'ตลาด' ไม่ได้มีความหมายแค่จำนวนผู้ใช้หรือยอดขาย การจะนำผลิตภัณฑ์หนึ่งเข้าสู่ระบบสุขภาพต้องผ่านคำถามเรื่องประสิทธิผล เวิร์กโฟลว์ของบุคลากร มาตรฐานและกฎระเบียบ ตลอดจนความเชื่อมั่นของโรงพยาบาลและผู้ป่วย

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA วางภาพของโครงการในฐานะกลไกที่ต้องเชื่อมผู้เล่นหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน เพื่อให้นวัตกรรมสุขภาพของไทยไปถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง บทบาทของ NIA จึงไม่ได้อยู่เพียงการสนับสนุนผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นการช่วยสร้างเงื่อนไขให้เทคโนโลยี แหล่งทุน หน่วยงานวิชาการ และผู้ใช้ในระบบสุขภาพเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ศ. ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการ INT มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอภาพของ SPEAR-H ในฐานะแพลตฟอร์มที่นำองค์ความรู้และเครือข่ายของมหาวิทยาลัยมาทำงานกับผู้ประกอบการโดยตรง ความร่วมมือนี้สะท้อนผ่านการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และการเงิน การเชื่อมต่อแหล่งทุน ตลอดจนการเปิดโอกาสให้ทดสอบตลาดจริงในเครือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลพระรามเก้า เพื่อให้สตาร์ตอัปได้ข้อมูลและพันธมิตรที่จำเป็นต่อการปรับผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง

โรงพยาบาลในฐานะผู้ร่วมสร้าง

หนึ่งในประเด็นสำคัญของงานคือการย้ายบทสนทนาจากคำถามว่าโรงพยาบาลจะซื้อเทคโนโลยีใด ไปสู่คำถามว่าโรงพยาบาลจะร่วมออกแบบเทคโนโลยีกับผู้พัฒนาได้อย่างไร

ใน Keynote "Beyond Hospital Walls: How Hospital and Startups Co-Create the Future of Smart Healthcare" นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า สะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลในฐานะพื้นที่ร่วมสร้างนวัตกรรม แนวคิด Smart Healthcare จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไปในระบบเดิมเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากปัญหาหน้างาน เช่น การเข้าถึงการวินิจฉัย ภาระงานเอกสาร การจัดการทรัพยากร และการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม ยู โฮลดิ้ง จำกัด นำเสนอในหัวข้อ "Building the Next Generation of HealthTech Ventures" ถึงโจทย์การสร้างธุรกิจ HealthTech ให้เติบโตได้จริง สตาร์ทอัปจึงต้องมองพร้อมกันทั้งคุณค่าทางคลินิก ความพร้อมของผลิตภัณฑ์ ช่องทางตลาด และพันธมิตรที่จะพาเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานในระดับที่กว้างขึ้น

สองมุมมองนี้ทำให้เห็นว่า HealthTech Venture ไม่อาจเติบโตจากการมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ต้องมีพื้นที่ให้ทดสอบ รับฟังผู้ใช้จริง และปรับโมเดลการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการสุขภาพ

12 ทีมกับ 4 โจทย์สุขภาพ

จากผู้สมัครกว่า 70 ทีม SPEAR H คัดเลือก HealthTech Startup 12 ทีมเข้าสู่กระบวนการเร่งการเติบโต แต่ละทีมมีเทคโนโลยีและตลาดเป้าหมายต่างกัน ทว่าเมื่อมองรวมกันจะเห็นสี่โจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพไทย

กลุ่มแรกคือการตรวจวินิจฉัยและความมั่นคงด้านเทคโนโลยีการแพทย์ K.Biosciences พัฒนาชุดตรวจโรคติดเชื้อที่วิจัยและผลิตในไทย Zenostic  พัฒนาชุดตรวจหมู่เลือดชนิดพิเศษสำหรับ RhD-negative และ Asian-type DEL ขณะที่ BI Craft ใช้ชีวสารสนเทศและ AI ในชุดตรวจ cnsKRAFT เพื่อวิเคราะห์มะเร็งสมองระดับโมเลกุล และ RAMAAI พัฒนา AI ช่วยอ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอก ทั้งสี่ทีมสะท้อนโอกาสของการทำให้การวินิจฉัยแม่นยำและเข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกในบางจุด

กลุ่มที่สองคือการทำให้ระบบปฏิบัติการของโรงพยาบาลคล่องตัวขึ้น Sati พัฒนา ChartSum และ Pre-Audit AI เพื่อช่วยสรุปเวชระเบียนและตรวจสอบข้อมูลก่อนการเบิกจ่าย MOE Research พัฒนา AI สำหรับสรุปข้อมูลผู้ป่วยในก่อนจำหน่าย ส่วน HealthTech Solution ทำระบบ Daywork Smart Escort เพื่อจัดการทีมเวรเปลและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เทคโนโลยีในกลุ่มนี้อาจอยู่เบื้องหลังบริการ แต่มีผลต่อเวลาของบุคลากร ต้นทุน และประสบการณ์ของผู้ป่วยโดยตรง

กลุ่มที่สามขยับการดูแลจากการรักษาหลังป่วย ไปสู่การประเมินความเสี่ยงและการแพทย์แม่นยำ Precisionize พัฒนา CancerAware Plus เพื่อคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งเฉพาะบุคคล AThenaAI พัฒนาซอฟต์แวร์ช่วยแปลผลข้อมูลพันธุกรรม และ AquaTrek Solution พัฒนา Power Cube ลู่วิ่งใต้น้ำเพื่อการออกกำลังกายและฟื้นฟูสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาข้อ การใช้งานของแต่ละทีมต่างกัน แต่ล้วนตั้งอยู่บนแนวคิดเดียวกัน คือออกแบบการดูแลให้เหมาะกับความเสี่ยงและข้อจำกัดของแต่ละคนมากขึ้น

กลุ่มสุดท้ายทำให้การดูแลสุขภาพเกิดขึ้นนอกโรงพยาบาล FitSloth ใช้แนวทาง Digital Therapeutics หรือการรักษาด้วยซอฟต์แวร์ เพื่อดูแลผู้มีภาวะโรคอ้วนผ่านทีมโค้ชและ AI ส่วน Kalguroo เป็นแอปโค้ชสุขภาพที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์อาหารและให้คำแนะนำด้านโภชนาการ ทั้งสองทีมชี้ให้เห็นว่าการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและการสร้างพฤติกรรมสุขภาพ อาจต้องอาศัยบริการที่อยู่กับผู้ใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าการพบแพทย์เป็นครั้งคราว

เวทีที่ทำให้การเชื่อมต่อมีความหมาย

การนำ 12 ทีมมาอยู่บนเวทีเดียวกับโรงพยาบาล นักลงทุน หน่วยงานรัฐ และผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้ทำให้ทุกผลิตภัณฑ์พร้อมขยายตลาดในทันที แต่ช่วยให้แต่ละฝ่ายเห็นโจทย์ร่วมกันชัดขึ้น ว่าเทคโนโลยีใดต้องพิสูจน์ผลลัพธ์เพิ่มเติม เทคโนโลยีใดต้องหาพันธมิตรนำร่อง และโมเดลใดมีโอกาสต่อยอดสู่บริการเชิงพาณิชย์

SPEAR H Demo Day จึงเป็นภาพของระบบนิเวศ HealthTech ที่ต้องการมากกว่าเวทีพิชชิง หากประเทศไทยต้องการให้เทคโนโลยีสุขภาพเติบโตเป็นธุรกิจและยกระดับบริการไปพร้อมกัน การเชื่อมต่อระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ โรงพยาบาล นักลงทุน และภาครัฐต้องต่อเนื่องหลังจบงานด้วย เพราะจุดสำคัญที่สุดอยู่ที่วันที่นวัตกรรมถูกนำไปใช้และสร้างผลลัพธ์ให้ผู้ป่วยกับระบบสุขภาพได้จริง