Soul Sacrifice Delta (ธาตุ/เวทย์คอมโบ/เนื้อเรื่อง/รีวิว/บทสรุป)

Soul Sacrifice Delta
ประเภท : Action / ล่าสัตว์ยักษ์ / สะสมเวทย์
เครื่อง PS Vita
วันวางจำหน่าย : 13/5/2014
คำเตือน: เนื้อหาต่อจากนี้เปิดเผยตอนจบของ Soul Sacrifice และ Soul Sacrifice Delta
เปิดเพลง OST ระหว่างอ่านได้ เพลงโคตรดี โคตรหลอน
ในยุคที่ PlayStation Vita กำลังแข่งขันกับเครื่องเล่นเกมพกพารุ่นอื่น Sony ได้ส่งเกมแอ็กชัน RPG หลายเกมออกมาสร้างเอกลักษณ์ให้กับเครื่อง หนึ่งในนั้นคือ Soul Sacrifice ผลงานจาก Marvelous AQL และ Japan Studio ภายใต้การอำนวยการสร้างของ Keiji Inafune ผู้ซึ่งต้องการสร้างเกมล่ามอนสเตอร์ที่แตกต่างจากสูตรสำเร็จเดิม แทนที่จะให้ผู้เล่นออกเดินทางเพื่อสะสมอาวุธและล่าศัตรู เกมกลับตั้งคำถามที่หนักแน่นกว่าเดิมว่า “หากพลังทุกอย่างต้องมีราคา คุณจะยอมเสียสละอะไร?”
คำถามนี้ไม่ได้เป็นเพียงธีมของเนื้อเรื่อง แต่ถูกหลอมรวมเข้ากับทุกองค์ประกอบของเกม ตั้งแต่ระบบต่อสู้ การเติบโตของตัวละคร ไปจนถึงการตัดสินใจของผู้เล่น ทำให้ Soul Sacrifice กลายเป็นผลงานที่ยังถูกกล่าวถึงในฐานะหนึ่งในเกมที่มีการเล่าเรื่องลึกซึ้งที่สุดของเครื่อง PlayStation Vita

โลกของ Soul Sacrifice แตกต่างจากเกมแฟนตาซีทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เวทมนตร์ไม่ได้ถือกำเนิดจากพรสวรรค์หรือการศึกษาคาถา หากแต่เกิดจาก “การแลกเปลี่ยน” นักเวททุกคนต้องสละบางสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งพลัง ไม่ว่าจะเป็นเลือด อายุขัย ความทรงจำ อวัยวะ หรือแม้แต่วิญญาณของตนเอง ยิ่งเวทมนตร์ทรงพลังมากเท่าไร ราคาที่ต้องจ่ายก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
แนวคิดนี้สะท้อนออกมาผ่านระบบ Offering ซึ่งผู้เล่นนำสิ่งมีชีวิต พืช แร่ธาตุ หรือซากของศัตรูมาแปรเปลี่ยนเป็นเวทมนตร์ใช้ในการต่อสู้ เมื่อใช้งานจนหมด พลังนั้นก็สลายไป ผู้เล่นจึงต้องออกค้นหาทรัพยากรใหม่อยู่เสมอ ราวกับเป็นการเตือนว่าพลังไม่มีวันคงอยู่ตลอดไป

นอกจากนี้ยังมี Black Rite เวทต้องห้ามที่สามารถพลิกสถานการณ์ในการต่อสู้กับ Archfiend ได้ในพริบตา แต่แลกมาด้วยการสูญเสียอวัยวะ เช่น การเสียแขนเพื่อปลดปล่อยหมัดยักษ์ การสละดวงตาเพื่อโจมตีศัตรูด้วยพลังมหาศาล หรือการเผาไหม้ผิวหนังทั้งร่างเพื่อสร้างความเสียหายรุนแรง ผู้เล่นจะเห็นผลลัพธ์ของการเสียสละปรากฏบนร่างกายตัวละครอย่างชัดเจน ทำให้ทุกครั้งที่ใช้เวทต้องห้ามมีน้ำหนักทางอารมณ์มากกว่าการกดใช้สกิลธรรมดา
หนังสือที่มีชีวิต และนักโทษผู้ไร้นาม

เรื่องราวเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ผู้เล่นรับบทเป็นนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ในห้องขังใต้ดินของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ Magusar ชายผู้เป็นที่หวาดกลัวไปทั่วโลกในฐานะนักเวทที่แข็งแกร่งที่สุด เขาจับผู้คนมาสังเวยเพื่อเพิ่มพลังของตนเอง และตัวเอกก็กำลังจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป

ทว่า ก่อนที่ชะตากรรมจะสิ้นสุด หนังสือปกหนังเล่มหนึ่งกลับลอยเข้ามาในห้องขัง หนังสือเล่มนั้นสามารถพูดได้และแนะนำตัวเองว่า Librom

Librom ไม่ใช่ตำราเวทมนตร์ แต่เป็นบันทึกของความทรงจำ มันบอกกับตัวเอกว่า หากต้องการโค่น Magusar ก็ต้องเปิดอ่านเรื่องราวที่บันทึกไว้

เพราะทุกหน้าภายในหนังสือคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ผู้เล่นจะไม่ได้อ่านเพียงตัวอักษร แต่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในอดีตผ่านสิ่งที่เรียกว่า Phantom Quest ด้วยวิธีการเล่าเรื่องเช่นนี้ Soul Sacrifice จึงค่อย ๆ เปิดเผยโลกและตัวละครผ่านความทรงจำที่กระจัดกระจาย ผู้เล่นต้องต่อชิ้นส่วนของเรื่องราวเอง จนกระทั่งภาพทั้งหมดเริ่มชัดเจน

ปีศาจที่เคยเป็นมนุษย์
ระหว่างการเดินทาง ผู้เล่นจะได้ต่อสู้กับเหล่า Archfiend สัตว์ประหลาดขนาดมหึมาที่เป็นต้นเหตุของความหายนะทั่วโลก แต่ยิ่งอ่านบันทึกมากขึ้น ก็ยิ่งพบว่าปีศาจเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความชั่วร้ายโดยกำเนิด

แท้จริงแล้ว Archfiend ทุกตัวเคยเป็นมนุษย์ธรรมดา บางคนเป็นพ่อแม่ที่รักลูก บางคนเป็นอัศวินผู้ซื่อสัตย์ บางคนเป็นหญิงสาวที่ใฝ่หาความงาม หรือชายผู้ทะเยอทะยานอยากปกป้องบ้านเกิด สิ่งที่ทำให้พวกเขากลายเป็นอสูรไม่ใช่ความเลวร้าย แต่คือ “ความปรารถนา” ที่รุนแรงจนเกินควบคุม

ชายผู้ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อความมั่งคั่ง กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ถูกความโลภกลืนกิน แม่ที่รักลูกมากเกินไปอาจกลายเป็นปีศาจที่ทำร้ายทุกคนเพื่อปกป้องครอบครัว หญิงสาวที่หวาดกลัวการสูญเสียความงามยอมใช้เวทต้องห้าม จนร่างกายและจิตใจบิดเบี้ยวเกินกว่าจะกลับคืน
เกมไม่ได้ทำให้ผู้เล่นเกลียดปีศาจ แต่กลับทำให้เข้าใจว่าพวกมันคือผลลัพธ์ของอารมณ์ที่มนุษย์ทุกคนต่างมีอยู่ในใจ เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าหากปล่อยให้ความปรารถนาครอบงำ จุดจบจะเลวร้ายเพียงใด
Save หรือ Sacrifice ทางเลือกที่ไม่มีคำตอบถูกผิด

หลังจากเอาชนะ Archfiend หรือเหล่านักเวทที่สูญเสียตัวเอง ผู้เล่นจะต้องตัดสินใจว่าจะ Save หรือ Sacrifice วิญญาณของผู้พ่ายแพ้

การ Save จะปลดปล่อยวิญญาณ เพิ่มค่าพลังด้านการป้องกัน ขณะที่การ Sacrifice จะดูดซับวิญญาณนั้นมาเป็นพลังเวท เพิ่มความสามารถในการโจมตี…
มันคือคำถามทางศีลธรรมที่เกมโยนกลับมาหาผู้เล่นอยู่เสมอ การช่วยเหลืออาจฟังดูเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง
แต่ในโลกที่ทรัพยากรมีจำกัด การมีพลังมากขึ้นก็อาจช่วยชีวิตผู้คนได้มากกว่า
เช่นเดียวกับการเสียสละที่ดูโหดร้าย แต่อาจเป็นหนทางเดียวที่จะเอาชนะภัยที่ใหญ่กว่า
Soul Sacrifice จึงไม่เคยตัดสินว่าผู้เล่นเป็นคนดีหรือคนเลว มันเพียงบันทึกว่าผู้เล่นเลือกอะไร และพร้อมรับผลของการเลือกนั้นหรือไม่

Magusar วีรบุรุษผู้ค่อย ๆ สูญเสียความเป็นมนุษย์
เมื่อเรื่องราวดำเนินไป Librom เริ่มเปิดเผยอดีตของชายผู้เป็นศัตรูสูงสุด Magusar ไม่ได้ถือกำเนิดมาในฐานะทรราชผู้กระหายเลือด ตรงกันข้าม เขาเคยเป็นนักเวทที่มีอุดมการณ์ เชื่อว่าพลังควรถูกใช้เพื่อช่วยเหลือผู้คน และออกเดินทางร่วมกับสหายเพื่อกำจัดภัยคุกคามที่คุกคามโลก
แต่ทุกครั้งที่เขาเผชิญหน้ากับวิกฤต เขากลับถูกบังคับให้เลือกระหว่าง “การเสียสละคนส่วนน้อย” กับ “การปล่อยให้คนส่วนใหญ่ล้มตาย”
ครั้งแรก …เขายังลังเล
ครั้งที่สอง …เขาเริ่มยอมรับว่าการเสียสละอาจเป็นสิ่งจำเป็น
ครั้งที่สาม …เขาเริ่มคิดว่าผลลัพธ์สำคัญกว่าวิธีการ
ครั้งที่สี่นี่ไม่ควร…

และเมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เส้นแบ่งระหว่างการปกป้องผู้คนกับการใช้ผู้คนเป็นเครื่องมือก็ค่อย ๆ เลือนหาย
ในสายตาของคนทั่วไป Magusar คือจอมเวทผู้โหดเหี้ยมที่พร้อมสังเวยทุกชีวิตเพื่อเพิ่มพลังให้ตนเอง แต่ในสายตาของตัวเขาเอง ทุกการเสียสละคือการเลือกทางที่ทำให้คนจำนวนมากรอดชีวิต
นี่คือโศกนาฏกรรมของตัวละครที่น่าสนใจที่สุดคนหนึ่งในเกม
เขาไม่ได้ล้มเหลวเพราะความชั่วร้าย หากแต่พ่ายแพ้ต่ออุดมการณ์ที่ค่อย ๆ บิดเบี้ยวจากการเลือก “สิ่งที่ดีที่สุด” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนวันหนึ่งไม่เหลือพื้นที่ให้กับความเมตตาอีกต่อไป
และนี่คือจุดที่เรื่องราวของ Soul Sacrifice เริ่มเปิดประตูสู่ความจริงที่ใหญ่กว่า
เมื่อ Librom พาผู้เล่นไปรู้จักองค์กรนักเวททั้งสาม แนวคิดที่แตกต่างกันของพวกเขา
และความลับของโลกที่ถูกขยายอย่างสมบูรณ์ใน Soul Sacrifice Delta
Soul Sacrifice Delta
จากการเดินทางผ่านความทรงจำใน Librom ผู้เล่นค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวของโลกใบนี้ จนค้นพบว่าความขัดแย้งทั้งหมดไม่ได้เกิดจาก Magusar เพียงคนเดียว
แต่เป็นผลพวงจากแนวคิดของเหล่านักเวทที่พยายามหาคำตอบเดียวกัน นั่นคือ “มนุษย์ควรใช้พลังเพื่อสิ่งใด”

สามองค์กร สามอุดมการณ์
เมื่อดำเนินเรื่องไปเรื่อย ๆ เกมจะเปิดเผยการมีอยู่ขององค์กรนักเวทขนาดใหญ่ 3 กลุ่ม ซึ่งมีมุมมองต่อเวทมนตร์และการเสียสละแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
Avalon –เชื่อว่าความรู้คือกุญแจสำคัญ นักเวทควรศึกษาและพัฒนาเวทมนตร์ให้ก้าวหน้า แม้บางครั้งจะต้องแลกมาด้วยการทดลองที่โหดร้ายก็ตาม
Sanctuary –มองว่าชีวิตของผู้คนคือสิ่งสำคัญที่สุด พวกเขาเลือกช่วยเหลือและเยียวยามากกว่าการทำลาย พร้อมเชื่อว่าพลังควรถูกใช้เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์
Grimm (ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาใน Soul Sacrifice Delta)– มีแนวคิดแตกต่างจากทั้งสองฝ่าย พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรยึดติดกับกฎเกณฑ์ขององค์กรใด การใช้เวทมนตร์ควรเป็นไปตามเจตจำนงของแต่ละคน เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีใครสามารถตัดสินได้ว่าการเสียสละแบบใดคือสิ่งที่ถูกต้อง

ทั้งสามองค์กรต่างอ้างว่าตนเองกำลังช่วยโลก แต่เมื่อผู้เล่นได้สัมผัสเรื่องราวของแต่ละฝ่าย ก็จะพบว่าทุกแนวคิดต่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีองค์กรใดเป็น “ฝ่ายธรรมะ” อย่างแท้จริง
นิทานที่ซ่อนโศกนาฏกรรมของมนุษย์
หนึ่งในจุดเด่นของ Soul Sacrifice Delta คือการเพิ่มเรื่องราวของ Archfiend และนักเวทจำนวนมาก โดยหยิบแรงบันดาลใจจากนิทานชื่อดังมาเล่าใหม่ในมุมที่มืดหม่นกว่าเดิม

ไม่ว่าจะเป็น หนูน้อยหมวกแดง, ซินเดอเรลลา, สโนว์ไวท์, เงือกน้อย, ฮันเซลกับเกรเทล ฯลฯ ทุกเรื่องถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์ที่ถูกความปรารถนา ความกลัว และความสิ้นหวังกลืนกิน

ตัวละครเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นปีศาจเพราะเป็นคนชั่ว แต่เพราะพวกเขาพยายามไขว่คว้าสิ่งที่ตนรักมากเกินไป จนสุดท้ายสูญเสียตัวเอง ซึ่งการเล่าเรื่องในลักษณะนี้ยิ่งตอกย้ำแนวคิดสำคัญของเกมว่า ปีศาจไม่ได้ถือกำเนิดจากความมืด หากแต่ถือกำเนิดจาก “หัวใจของมนุษย์”
ความจริงของ Librom

หลังจากอ่านบันทึกทั้งหมด ผู้เล่นก็พบความจริงที่น่าเศร้าที่สุดของเรื่อง…Librom ไม่ใช่หนังสือวิเศษที่ถือกำเนิดขึ้นเอง แต่เดิมเขาคือ Geoffrey Librom นักเวทชุดดำผู้เป็นสหายร่วมรบของ Magusar

Geoffrey เคยเชื่อมั่นในอุดมการณ์เดียวกับเพื่อนของเขา แต่เมื่อเห็นว่า Magusar ค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากวีรบุรุษผู้เสียสละ กลายเป็นคนที่มองชีวิตมนุษย์เป็นเพียงทรัพยากร
เขาจึงตัดสินใจเสียสละร่างกายของตนเอง เปลี่ยนเป็นหนังสือเพื่อเก็บรักษาความทรงจำทั้งหมด และรอคอยผู้ที่จะสามารถหยุดยั้ง Magusar ได้ในอนาคต

ในโลกของ Soul Sacrifice การเสียสละครั้งนี้อาจเป็นการใช้เวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะ Geoffrey ไม่ได้เสียสละเพื่ออำนาจ แต่เสียสละเพื่อรักษาความหวังของโลกเอาไว้
การเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย

เมื่อความทรงจำทั้งหมดสิ้นสุด ตัวเอกกลับมายังโลกปัจจุบันเพื่อเผชิญหน้ากับ Magusar หลังการต่อสู้อันยาวนาน เกมเปิดโอกาสให้ผู้เล่นเลือกชะตากรรมของชายผู้เคยเป็นวีรบุรุษ
หากเลือก Sacrifice Magusar โลกจะได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่ ผู้คนจำนวนมากได้รับการช่วยเหลือ แต่คำสาปแห่งการเสียสละยังคงหลงเหลืออยู่ ราวกับเป็นการบอกว่าไม่มีใครสามารถตัดวงจรนี้ได้อย่างแท้จริง
แต่หากเลือก Save Magusar วัฏจักรแห่งการต่อสู้จะดำเนินต่อไป ตัวเอกเลือกเสียสละตนเอง กลายเป็น Librom เล่มใหม่ และเฝ้ารอให้ผู้ถูกจองจำคนถัดไปเปิดอ่านเรื่องราวเดิมอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางใด เกมก็ไม่เคยบอกว่าผู้เล่นตัดสินใจถูกหรือผิด เพราะสิ่งที่ Soul Sacrifice ต้องการสื่อคือ บางครั้งโลกก็ไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์ มีเพียงผลลัพธ์ที่เราต้องยอมรับ

แม้หลายคนจะมองว่า Soul Sacrifice Delta เป็นเพียงเวอร์ชันอัปเกรด แต่แท้จริงแล้ว คนที่อ่านเรื่องราวจริงๆ จะเข้าใจได้ว่า มันคือฉบับสมบูรณ์ของเกมจริงๆ
โดยมีการเพิ่มภารกิจใหม่ /เนื้อเรื่องใหม่ /Archfiend ใหม่ /ตัวละครใหม่ และขยายบทบาทของ Avalon, Sanctuary และ Grimm ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทำให้จักรวาลของ Soul Sacrifice มีมิติมากกว่าเดิม ผู้เล่นได้เห็นเหตุผลและแรงจูงใจของตัวละครจำนวนมากที่เคยเป็นเพียงชื่อในบันทึก
พร้อมทั้งเข้าใจว่าความขัดแย้งของโลกนี้ไม่ใช่เรื่องของ “คนดี” กับ “คนชั่ว” แต่เป็นการปะทะกันของอุดมการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตนกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง
ด้วยเหตุนี้ แฟนเกมจำนวนมากจึงมองว่า Delta ไม่ใช่ภาคแยก
หากแต่เป็นเวอร์ชันที่ทำให้เรื่องราวของ Soul Sacrifice สมบูรณ์ที่สุด

แม้จะเป็นเกมที่มีฟิลลิ่งของมอนฮันยุคคลาสสิค แต่ Soul Sacrifice ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการต่อสู้มันส์ๆ หรือการสะสมไอเทมมาคราฟท์ของเหมือนเกมร่วมยุค
สิ่งที่เกมพยายามทำมาตลอดคือ “การตั้งคำถามกับผู้เล่น” ผ่านเนื้อเรื่องที่ดำดิ่ง และมืดมนบนเครื่องเกมพกพามากกว่า…
คุณจะยอมเสียสละเพื่อนเพื่อช่วยคนจำนวนมากหรือเปล่า?
คุณจะยอมสูญเสียร่างกายเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นหรือเปล่า?
และหากวันหนึ่งคุณต้องเสียสละความเป็นคน เพื่อช่วยโลก คุณกล้าหรือเปล่า?
คำถามเหล่านี้เองที่ทำให้ Soul Sacrifice แตกต่างจากเกมแอ็กชัน RPG ทั่วไป และเป็นเหตุผลที่เรื่องราวของมันยังคงถูกพูดถึงมาจนถึงปัจจุบัน
นับจากวันที่ Soul Sacrifice วางจำหน่ายบน PlayStation Vita ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ชื่อของ Soul Sacrifice ก็ยังไม่เคยหายไปจากบทสนทนาของแฟนเกมกลุ่มเล็กๆในกระทูบอร์ดต่างประเทศ
ทุกครั้งที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการคืนชีพเกมเก่า หรือทุกครั้งที่ Sony เปิดตัวโครงการใหม่ มักจะมีผู้เล่นจำนวนไม่น้อยเอ่ยชื่อ Soul Sacrifice ขึ้นมา พร้อมตั้งคำถามว่า “เมื่อไรเกมนี้จะได้กลับมาอีกครั้ง?”
บางคนหวังว่าจะได้เห็นการรีมาสเตอร์ให้เล่นบนเครื่องรุ่นใหม่ บางคนอยากเห็นการรีเมกด้วยกราฟิกและระบบการเล่นที่ทันสมัยกว่าเดิม
ขณะที่อีกหลายคนเพียงแค่อยากให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสเรื่องราวของเกมที่กล้าตั้งคำถามถึงคุณค่าของชีวิต การเลือก และการเสียสละ
เพราะสำหรับแฟนเกม Soul Sacrifice ไม่ใช่แค่เกมฟิลมอนฮันบนเครื่องพกพา แต่คือผลงานที่พิสูจน์ว่า วิดีโอเกมที่สามารถเล่าเรื่องที่ลึกซึ้ง สะเทือนอารมณ์ และชวนให้ผู้เล่นครุ่นคิดได้ไม่แพ้วรรณกรรมหรือภาพยนตร์ชั้นดี ยังมีอยู่จริงๆ
และแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความหวังที่จะได้เห็นชื่อ Soul Sacrifice กลับมาอีกครั้ง ก็ยังไม่เคยจางหายไปจากหัวใจของแฟนเกมหลายคน…รวมถึงตัวแอดมินด้วยครับ
แอดมิน Ak47
——–
——–
Gameplay / การเล่น
โดย webmaster Nott
เขียนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2014
เกมส์แอคชั่นมุมมองบุคคลที่ 3 ที่สามารถติดตั้งท่าได้ทั้งหมด 6 ท่า ปรับแต่งได้อิสระว่าจะติดตั้งท่าแบบไหนไว้ใช้บ้าง เช่น เสกอาวุธ กระสุนเวทย์ เสกโกเลมยักษ์ และท่าอื่นๆอีกเพียบมากกว่า 100 ชนิด
เมื่อติดตั้งท่าเสร็จแล้วก็ไปเลือกเควสต่างๆในหนังสือเพื่อเข้าไปจัดการกับปีศาจยักษ์หลากหลายชนิด เก็บเลเวลไปได้เรื่อยๆ โดยการเก็บเลเวลนั้นเราจะต้องฆ่ามอนเสตอร์ให้ตายก่อนแล้วดูดพลังจากศพนั้นโดยต้องเลือกว่า จะ Sacrifice(สังเวยศพ) หรือ Save(ชุบชีวิตศพ) หรือ Fate ซึ่งจะส่งผลกับ Status ที่เพิ่มให้กับตัวละคร
หลังจากจบเควส ก็จะได้รางวัลเป็นเวทย์ใหม่ๆ ที่สามารถนำมาผสมเป็นเวทย์ที่รุนแรงขึ้นได้ สะสมความเทพให้ตัวเองจากหนังสือจนพอใจแล้วก็ออกจากคุกไปสู้กับ Magusar เพื่อปิดฉากเรื่องราวทั้งหมด
นอกจากเนื้อเรื่องแล้วในระบบ Multiplay ยังสามารถรับเควสเพื่อเล่นออนไลน์กับคนทั่วโลกเพื่อไปล่าปีศาจที่โหดเกินกว่าจะสู้คนเดียวได้ รวมไปถึงการแข่งขันระหว่างกิลด์ด้วย
สำหรับคนที่มีเซฟของ Soul Sacrifice ภาคแรกสามารถเรียกเวทย์และรอยสักที่เคยสะสมไว้กลับมาใช้งานได้หมดเลย ค่อนข้างสะสวกมากสำหรับคนที่มีเวทย์เจ๋งๆไว้ในครอบครอง
เนื้อหาใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือการแบ่งกลุ่มจอมเวทย์เป็น 3 กลุ่มหลักคือ Avalon / Sanctuarium / Grim ในส่วนนี้เราต้องเลือกด้วยว่าจะเลือกใช้ทักษะ (Faction) ของกลุ่มไหนเป็นหลัก

Grim จะเป็นเนื้อเรื่องกลุ่มใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ส่วน Avalon / Sanctuarium เป็นเนื้อเรื่องเดิมในภาคเก่า เล่นให้จบเนื้อเรื่องกลุ่มนั้นก็จะเป็นการปลดล๊อคทักษะ (Faction) เฉพาะกลุ่มออกมา

หน้าติดตั้งเวทย์และปรับแต่งตัวละคร สามารถแต่งรูปลักษณ์ของตัวละครเราได้ตลอดเวลา
Allies – เลือกเพื่อนที่เราได้ชุบชีวิตขึ้นมาจากศพของปีศาจให้มาร่วมทีมเรา
Faction – ทักษะดูดวิญญาณเฉพาะกลุ่ม มีให้เลือก 3 แบบ
Offerings – ติดตั้งเวทย์ และผสมเวทย์ใหม่
Right Arm – ติดตั้งรอบสักเพื่อเพิ่มสถานะให้ตัวละคร
Black Rites – ติดตั้งท่าไม้ตายสุดยอด เป็นการสังเวยอวัยวะของเราเพื่อโจมตีอย่างรุนแรง

Black Rites - เลือกท่าไม้ตายว่าจะเลือกสังเวยอวัยวะส่วนไหนในร่างการ เป็นการโจมตีที่รุนแรงแลกกับ การติดสถานะผิดปรกติหลังการใช้งาน

Right Arm - หน้าจัดการกับแขนของเราสามารถติดตั้งรอยสักเพิ่มสถานะให้เหมาะกับการต่อสู้
และยังสามารถ DownGradeLV.ของแขนเมื่อ LV.เต็ม100เพื่อไปเพิ่มผนึกพิเศษให้หัวใจได้

Allies – จัดทีมของเราโดยเลือกจากรายชื่อตัวละครที่ปลดล๊อคมาได้ แน่นอนว่ามี Magusar ด้วย
ร้านขายของที่เพิ่มเข้ามาให้ภาคนี้ สามารถเข้าไปซื้อชุดใหม่ และเวทย์ใหม่ๆได้
รวมไปถึงรายงานอันดับกิลด์ที่เราอยู่ด้วย ว่ากลุ่มไหนจัดการปีศาจได้มากกว่ากัน

ระบบ Multiplayer เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้ผ่านเควสได้อย่างง่ายดาย ด้วยการช่วยเหลือจากผู้เล่นอื่น
ใครอยากให้ช่วยผ่านเควสก็แอด Friend PSN มาได้ครับ ทีมเมทัลบริดเล่นอยู่ โซน3
Controller การบังคับ 






- เคลื่อนที่
- หมุนมุมกล้อง
- หลบหลีก / กดค้างเพื่อวิ่ง
- ท่าติดตั้ง1 / 4
- ท่าติดตั้ง2 / 5
- ท่าติดตั้ง3 / 6
R – สลับชุดท่า 123>456 / สังเวยศพ
L – ล๊อคมุมกล้องไปที่เป้าหมาย / ชุบชีวิตศพ
L+R – Fateศพ
- เปิดตาทิพ ดูพลังชีวิตปีศาจ และจุดอ่อน
ท่าไม้ตาย – ทัชสกรีนมุมซ้ายล่างของจอ

Faction Avalon (ของเดิมแบบภาคแรก)
Sacrifice (R) – เติมจำนวนการใช้งานเวทย์
Save (L) – ฟื้นฟูพลังชีวิต
Fate (L+R) – เพิ่ม Speed

Faction Sanctuarium
Sacrifice (R) – เพิ่ม Atk
Save (L) - เติมจำนวนการใช้งานเวทย์
Fate (L+R) – เพิ่ม Speed
Faction Sanctuarium
Sacrifice (R) – เพิ่ม Atk
Save (L) - ฟื้นฟูพลังชีวิต
Fate (L+R) - เติมจำนวนการใช้งานเวทย์

ชนิดของเวทย์
เวทย์ภายในเกมส์นี้แบ่งเป็น 5 ธาตุ (Heat<Frost<Volt<Stone<Venom) และจะแยกย่อยตามลักษณะการใช้งานให้เลือกใช้ตามสไตล์การเล่นของแต่ละคน เช่น
- เวทย์ต่อสู้ระยะประชิด (Arm/Weapon/Spear/Beast/Stonefist/Roar)
- ยิงจากระยะไกล (Blood/Homing/Throw/Explosive)
- พุ่งโจมตี (Blitz/Morph)
- วางกับดัก (Bomb/Mine/Terrain)
- เรียกโกเลมยักษ์ออกมาโจมตี (Summon/Transform)
- สร้างเกราะป้องกัน (Armor/Shield/Barrier)
- ยกพื้นสูง (Rising)
- บัพเสริมพลัง/ก่อกวน (Blinding/Evasive/Stasis/Lure/Vacuum/Irregular)
- ปลุกต้นไม้ออกผลเสริมพลัง (Arboreal)
- ฟื้นฟูพลังชีวิต (Heal Solo/Heal Area)

การผสานเวทย์คอมโบ
ลูกเล่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในภาคนี้คือการใช้เวทย์2ชนิดผสานกันจนกลายเป็นท่าใหม่ที่รุนแรง เช่น
- Summon เรียกโกเลมออกมา และระเบิดด้วย Roar คำรามให้โกเลมแตกตัวเป็นตัวเล็ก
- Weapon เรียกอาวุธแล้ว Evasive เสริมพลังการเคลื่อนที่ สามารถมุดดินแล้วกระโจนฟันได้
- Mine ยิงละออกเวทย์ออกมา แล้วเรียก Weapon ออกมาดูดซับพลังกลายเป็นอาวุธเวทย์
- Bomb วางกับดักไว้ แล้วปล่อย Mine เติมพลังให้กับดักกลายเป็นอุกาบาตดาวตก
- Armour เรียกเกราะมาสวม แล้วชาร์ท Roar เป็นการระเบิดเกราะโจมตีรอบทิศทางอย่างรุนแรง
- Armour เรียกเกราะมาสวมแล้วเรียกใช้ Shield รวมร่างกลายเป็นอุปกรณ์ป้องกันสูงสุด
- Armour เรียกเกราะมาสวม แล้วใช้ Blitz พุ่งโจมตี1ครั้งแล้วชาร์ทโจมตีรุนแรงอีกครั้ง
- Terrain วางพื้นที่เวทย์แล้ววาง Bomb จะกลายเป็นพืชยิงกระสุน
- Terrain วางพื้นที่เวทย์แล้วเข้าไปยืนจะยิง Throw, Explosive, Homing ได้แรงขึ้น
- Arboreal ปลูกผลไม้แล้วกินบัพ แล้วใช้ Roar เป็นการการจายบัพให้เพื่อนรอบบริเวณ
ธาตุมอนสเตอร์
ปีศาจยักษ์แต่ละตัวนั้นอึดและโหดมากต้องนวดกันอยู่นานว่าจะล้มมันลงได้ เทคนิคการล่าให้ง่ายขึ้นคือการเลือกธาตุของเวทย์ที่ปีศาจตัวนั้นแพ้ทาง แล้วกระหน่ายิงไปที่จุดอ่อนของมัน สามารถดูจุดอ่อนของมันด้วยการใช้ตาทิพส่องดูจะเห็นจุดเป็นแสงๆ ที่เหลือก็อยู่ที่ทักษะเฉพาะตัวของผู้เล่นเองแล้วครับ โดยธาตุที่แพ้ทางจะเรียงตามนี้
Heat<Frost<Volt<Stone<Venom<Heat
จากรายชื่อปีศาจด้านล่างจะบอกว่าแต่ละตัวเป็นธาตุอะไรก็ให้เลือกใช้เวทย์ธาตุที่มันแพ้ทาง
ปีศาจธาตุไฟ แพ้ทางเวทย์น้ำแข็ง

ปีศาจธาตุน้ำแข็ง แพ้ทางเวทย์สายฟ้า

ปีศาจธาตุสายฟ้า แพ้ทางเวทย์หิน

ปีศาจธาตุหิน แพ้ทางเวทย์พิษ

ปีศาจธาตุพิษ แพ้ทางเวทย์ไฟ

ปีศาจไร้ธาตุ เลือกใช้เวทย์ตามชนิดการใช้งานให้เหมาะกับการเคลื่อนไหวของแต่ละตัว
***ปีศาจธาตุผสม จะเปลี่ยนธาตุไปเรื่อยๆ ให้สังเกตุลักษณะท่าทางของมัน
