Songjiang Mosque มัสยิดทรงจีนโบราณในเซี่ยงไฮ้ 600 ปี
Songjiang Mosque หรือมัสยิดซงเจียง ตั้งอยู่ริมถนนกังเปิ้ง เขตซงเจียง ย่านรอบนอกของเซี่ยงไฮ้ เมื่อมองจากภายนอก แทบไม่มีใครดูออกว่านี่คือศาสนสถานของชาวมุสลิม เพราะทั้งหลังคา ซุ้มประตู และผังอาคารล้วนเป็นสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ขณะที่มัสยิดอื่นในเซี่ยงไฮ้สร้างแบบอาหรับตามที่คนทั่วไปคุ้นเคย บทความท่องเที่ยว ที่เผยแพร่ในเดือนมกราคม 2563 (ค.ศ. 2020) และปรับปรุงเมื่อกรกฎาคม 2566 พาไปดูว่าศิลปะสองสายผสมกันที่นี่อย่างไร
ผู้สร้างมัสยิดแห่งนี้คือชาวหุย ชาวจีนมุสลิมกลุ่มใหญ่ที่พูดภาษาจีนกลางและมีวัฒนธรรมส่วนใหญ่ใกล้เคียงชาวฮั่น ยกเว้นบางข้อที่ต่างตามหลักศาสนา เช่น ไม่บริโภคหมู ปัจจุบันมีประชากรราว 9–11 ล้านคน
อิสลามเข้าสู่จีนในสมัยราชวงศ์ถัง ตามบันทึกราชสำนักว่าคณะทูตจากอาระเบียมาเข้าเฝ้าราว ค.ศ. 651 และจักรพรรดิทรงอนุญาตให้เผยแผ่ศาสนาได้ การค้าทำให้พ่อค้าอาหรับและเปอร์เซียจำนวนไม่น้อยตั้งรกรากในจีน แต่งงานกับชาวฮั่น และค่อยๆ ก่อเกิดชุมชนหุย
ทำไมมัสยิดจึงเป็นทรงจีนได้
ผู้เขียนอธิบายว่า โดม หอคอย และดาวคู่พระจันทร์เสี้ยวเป็นเพียงค่านิยม ไม่ใช่ข้อบังคับ ศาสนาอิสลามไม่ได้กำหนดรูปแบบสถาปัตยกรรมของมัสยิดไว้ตายตัว แม้มัสยิดอัลนะบะวีย์ในมะดีนะฮ์ยุคแรกก็สร้างง่ายๆ จากต้นอินทผลัมและโคลน เมื่ออิสลามไปถึงดินแดนที่มีอารยธรรมของตนเอง ผู้นับถือใหม่จึงนำศิลปะที่คุ้นเคยมาประยุกต์ เช่น เปอร์เซียสร้างโดมและซุ้มโค้งตามวิหารโซโรอัสเตอร์ ชวามีหลังคาทรงเมอรุ และไทยมีมัสยิดบางหลวงแบบก่ออิฐถือปูน ชาวหุยก็นำสถาปัตยกรรมจีนมาใช้เช่นเดียวกัน
ปัจจุบันจีนมีมัสยิดมากกว่า 39,000 แห่ง เก่าแก่ที่สุดที่เชื่อกันคือมัสยิดหวายเชิ่งที่กว่างโจว ส่วนมัสยิดใหญ่แห่งซีอานสร้างราวศตวรรษที่ 8 และเป็นหนึ่งในแห่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
สร้างนาน 27 ปี คาบเกี่ยว 2 ราชวงศ์

ตามบันทึกท้องถิ่น ชาวหุยจำนวนมากอพยพมาตั้งรกรากในซงเจียงสมัยจักรพรรดิหยวนฮุ่ยจง ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์หยวน และสร้างมัสยิดเป็นศูนย์กลางชุมชน การก่อสร้างเริ่มใน ค.ศ. 1341 และเสร็จใน ค.ศ. 1368 กินเวลา 27 ปี คาบเกี่ยวสองราชวงศ์ คือหยวนและหมิง จากนั้นมีการบูรณะอีกหลายครั้ง และรัฐบาลท้องถิ่นเซี่ยงไฮ้ประกาศให้เป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมเมื่อ 26 สิงหาคม ค.ศ. 1980 ในอดีตมัสยิดนี้เคยมีหลายชื่อ ก่อนใช้ชื่อตามเขตที่ตั้ง
ผังและจุดเด่นของอาคาร
พื้นที่ 4,900 ตารางเมตร แบ่งเป็นสามส่วน คือส่วนประกอบพิธีกรรม สุสาน และสวน ทางเข้าหลักอยู่ด้านเหนือ ผ่านซุ้มประตูเข้าสู่ลานกลาง ซึ่งล้อมด้วยกำแพงมังกรที่ยอดกำแพงปูกระเบียนเป็นลำตัวมังกรเลื้อยเป็นลูกคลื่น คล้ายกำแพงที่สวนอวี้ในเซี่ยงไฮ้
ไฮไลต์คือซุ้มประตูทรงจีนที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1535 ภายนอกดูเป็นซุ้มประตูทั่วไป แต่ภายในใช้เป็นมินาเรตสำหรับประกาศอะซาน และมีโดมทรงอาหรับอยู่ข้างใน ปลายหลังคาแอ่นโค้งแบบหางนกนางแอ่น (เหยี่ยนเว่ย) สันหลังคาประดับ “เหง่าฮื้อ” สัตว์ในตำนานหัวมังกรตัวปลา ที่ชาวจีนเชื่อว่าช่วยป้องกันอัคคีภัย และบนหน้าบันมีกระเบื้องสลักพระนามอัลลอฮ์เป็นอักษรอาหรับ
การจัดวางอาคารใช้หลักฮวงจุ้ย โถงละหมาด อาคารเทศนาสองหลังที่หันหน้าเข้าหากัน และซุ้มประตู ล้อมลานกลางเป็นเรือนหมู่ 4 หลังแบบ “ซื่อเหอเยวี่ยน” ส่วนงานอักษรวิจิตรอาหรับปรากฏทั้งบนไม้แกะสลัก หินสลัก และจิตรกรรม ตั้งแต่ซุ้มประตู โถงละหมาด มิห์รอบ ไปจนถึงมิมบัร
กุโบร์ของมัสยิดเป็นที่เล่าลือว่าร่มรื่นและเงียบสงบที่สุดแห่งหนึ่งของเซี่ยงไฮ้ ป้ายหินสลักทั้งอักษรจีนและอาหรับ ฝังบนพื้นดินเรียบๆ ตามธรรมเนียมอิสลาม
ข้อมูลสำหรับผู้มาเยือน
มัสยิดยังเปิดให้ประกอบศาสนกิจ และรับผู้เข้าชมต่างศาสนา ณ เวลาที่บทความเขียน ค่าเข้าชม 3 หยวน ผู้มาเยือนต้องแต่งกายสุภาพและสำรวมกิริยา ป้ายข้อมูลภายในเป็นภาษาจีนเท่านั้น เดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดินสาย 9 ลงสถานีสวนสาธารณะจุ้ยไป๋ฉือ ออกทางออกชื่อเดียวกับสถานี เดินตรงจนถึงถนนกังเปิ้ง เลี้ยวซ้าย มัสยิดอยู่ทางซ้ายมือ