มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 8 ราคาของจิ๊กซอว์เปลี่ยนโลก

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 8 ราคาของจิ๊กซอว์เปลี่ยนโลก… บทสรุปของอาณาจักร SoftBank และอนาคตที่รอวันพิสูจน์

บทความโดย : Morika www.marumura.com

การเดินทางของหลายบริษัทบนโลกใบนี้ มักจะมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่คาดเดาได้ แต่สำหรับอาณาจักรที่ชื่อว่า SoftBank Group เรื่องราวของพวกเขากลับเป็นเหมือนรถไฟเหาะที่ไม่มีใครรู้ว่าจะไปหยุดอยู่ที่ตรงไหน

ตลอดการเดินทางใน 7 ตอนที่ผ่านมา เราได้เห็นความทะเยอทะยานของเด็กหนุ่มที่เริ่มต้นธุรกิจจากลังผลไม้เก่าๆ ก้าวขึ้นมาเป็นจักรพรรดิแห่งวงการโทรคมนาคมญี่ปุ่น และผันตัวมาเป็นนักลงทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในหุบเขาซิลิคอนแวลลีย์

เขาผ่านวิกฤตดอตคอมที่ทำให้สูญเสียความมั่งคั่งไปถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เขาผ่านบาดแผลฉกรรจ์จากดีลสตาร์ทอัปอสังหาริมทรัพย์ที่เกือบจะลากบริษัทลงเหว และเขาก็กลับมายืนผงาดได้อีกครั้งด้วยการเดิมพันกับสถาปัตยกรรมชิปเปลี่ยนโลกอย่าง ARM Holdings

แต่คำถามที่หลายคนในวงการการเงินยังคงสงสัยก็คือ อะไรคือจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของ ซัน มาซาโยชิ เมื่อไหร่ที่ชายคนนี้จะรู้สึกพอ และหยุดพักเพื่อเก็บเกี่ยวผลกำไรเหมือนกับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนอื่นๆ

คำตอบของเรื่องนี้ อาจจะซ่อนอยู่ในสิ่งที่วงการเทคโนโลยีกำลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน

ถ้าถามว่าทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในศตวรรษที่ 21 คืออะไร หลายคนอาจจะนึกถึงน้ำมัน ทองคำ หรือข้อมูล แต่ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังจะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล คำตอบอาจจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากกว่านั้น นั่นคือพลังการประมวลผล

สงครามในยุคตื่นปัญญาประดิษฐ์ ทำให้ทุกบริษัทยักษ์ใหญ่ต้องกระโจนเข้ามาเป็นนักขุดทองกันอย่างบ้าคลั่ง และการจะสร้างสมองกลที่ฉลาดที่สุดในโลกได้นั้น มันจำเป็นต้องอาศัยชิปประมวลผลจำนวนมหาศาล

เราได้เห็นความเคลื่อนไหวของ Elon Musk และ xAI ที่วางแผนระดมทุนก้อนมหึมาสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปซื้อชิป GPU จาก Nvidia

เป้าหมายของพวกเขาคือการสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งอนาคตเพื่อเป็นโรงงานผลิตปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง หรือ AGI

ปัจจุบัน xAI มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ชื่อ Colossus ซึ่งใช้ชิปรุ่นท็อปไปแล้วหลายหมื่นตัว และมีเป้าหมายที่จะสร้าง Colossus 2 ซึ่งอาจต้องใช้ชิปมากถึงหนึ่งล้านตัวเลยทีเดียว

การทุ่มเงินมหาศาลไปกับฮาร์ดแวร์ที่ราคาแพงนี้ ถือเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่สูงลิ่ว โดยมีการประเมินกันว่าแค่ในปี 2025 ปีเดียว xAI อาจจะต้องใช้จ่ายเงินไปกับการดำเนินงานสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์

และในดีลระดับโลกนี้ Nvidia เองก็จะเข้ามาร่วมลงทุนใน xAI ด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์อีกต่อไป แต่กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศเทคโนโลยีทั้งหมด

นี่คือภาพสะท้อนความดุเดือดของสมรภูมิที่ ซัน มาซาโยชิ และ SoftBank กำลังเผชิญหน้าอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้วิสัยทัศน์ของซันแตกต่างออกไป ก็คือเขาไม่ได้มองเป้าหมายแค่ระดับ AGI แบบที่คู่แข่งคนอื่นๆ มอง

ซันมองข้ามช็อตไปถึงระดับ ASI หรือ Artificial Super Intelligence ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่มีความฉลาดเหนือกว่ามนุษย์ทั้งหมดรวมกันถึง 10,000 เท่า

สำหรับเขา AGI เป็นเพียงแค่สถานีทางผ่าน แต่ ASI คือปลายทางที่จะเข้ามาปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษยชาติใหม่ทั้งหมด

ในยุคของ ASI ที่ซันวาดภาพไว้ ปัญญาประดิษฐ์จะไม่ใช่แค่ตัวช่วยค้นหาข้อมูล แต่มันจะเป็นศูนย์กลางของการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดของจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรคร้ายที่มนุษย์หมดทางเยียวยา การจัดการวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หรือแม้กระทั่งการออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่

เพื่อที่จะไปให้ถึงจุดนั้น SoftBank ไม่สามารถเล่นเกมลงทุนแบบหว่านแหได้อีกต่อไป พวกเขาถึงต้องดึงเอา ARM Holdings ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสถาปัตยกรรมชิปที่ประหยัดพลังงาน เพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ทำไมบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล และมีกระแสเงินสดมั่นคงจากธุรกิจโทรคมนาคมในญี่ปุ่น ถึงต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงกับสงครามที่ต้องเผาเงินลงทุนมหาศาลขนาดนี้

คำตอบของเรื่องนี้คือ ซัน มาซาโยชิ เข้าใจประวัติศาสตร์ของโลกเทคโนโลยีดีกว่าใคร และเขารู้ว่าถ้าองค์กรหยุดวิ่งเมื่อไหร่ ความตายก็จะมาเยือนเมื่อนั้น

บริษัทเทคโนโลยีที่เคยยิ่งใหญ่และเป็นเหมือนพระเจ้าในยุคหนึ่ง มักจะมีรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือการสร้างนวัตกรรมที่พลิกโฉมโลก จนกลายเป็นผู้เล่นที่ผูกขาดตลาด

แต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นั้นเอง กลับกลายเป็นเหมือนยาพิษที่ค่อยๆ ทำลายบริษัทจากภายใน

ในวันที่บริษัทครองส่วนแบ่งตลาดไปเกือบทั้งหมดแล้ว การมีผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นอีกเล็กน้อย แทบจะไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขายหรือกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญอีกต่อไป

ฝ่ายขายและการตลาดจึงกลายเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจมากที่สุดในองค์กร ในขณะที่วิศวกรและนักพัฒนาผลิตภัณฑ์เริ่มถูกผลักออกจากกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญ

ตัวอย่างที่เจ็บปวดที่สุดคือเรื่องราวของ Xerox ที่ศูนย์วิจัย PARC ซึ่งวิศวกรได้คิดค้นเทคโนโลยีที่จะกลายมาเป็นมาตรฐานของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน แต่ผู้บริหารกลับมองไม่เห็นคุณค่า เพราะมัวแต่ให้ความสำคัญกับการขายเครื่องถ่ายเอกสารซึ่งเป็นธุรกิจหลัก

นวัตกรรมนำไปสู่การผูกขาด การผูกขาดนำไปสู่การยกย่องฝ่ายการตลาด ซึ่งนำไปสู่การละเลยนวัตกรรม และท้ายที่สุดคือการเสื่อมถอย

กรณีของยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ในวันที่พวกเขาคือเจ้าโลกคอมพิวเตอร์ พวกเขาลืมคุณค่าของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และปล่อยให้การตลาดนำทาง จนสุดท้ายก็พลาดคลื่นลูกใหญ่อย่างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปอย่างน่าเสียดาย

ซัน มาซาโยชิ หวาดกลัววงจรความเสื่อมถอยนี้มากที่สุด เขาปฏิเสธที่จะให้ SoftBank กลายเป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยฝ่ายการตลาดเพียงอย่างเดียว เขาจึงเลือกที่จะทุบทำลายความสำเร็จเดิมของตัวเองทิ้ง และโยนบริษัทเข้าสู่ความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ

วิสัยทัศน์ที่แท้จริงของ SoftBank จึงไม่ใช่แผนธุรกิจ 3 ปี หรือ 5 ปีแบบที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั่วไปทำกัน แต่มันคือการมองไปถึงวิสัยทัศน์ 300 ปี

การมองอนาคตล่วงหน้าถึงสามศตวรรษ ทำให้การตัดสินใจในวันนี้ของ SoftBank ดูเป็นเรื่องบ้าคลั่งในสายตาของนักลงทุนระยะสั้น แต่สำหรับซัน มันคือการเตรียมพร้อมเพื่อให้บริษัทสามารถปรับตัวและเอาชีวิตรอดได้ในทุกกระแสการเปลี่ยนแปลง

บาดแผลจากดีลที่ผิดพลาด หรือความผันผวนของผลประกอบการ อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ในสายตาของนักวิเคราะห์ทางการเงิน แต่มันเป็นเพียงรอยขีดข่วนเล็กๆ เมื่อเทียบกับเป้าหมายระยะยาวของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ทุกอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ย่อมต้องเผชิญกับบททดสอบที่สำคัญที่สุด นั่นคือเรื่องของการสืบทอดอำนาจ

ปัจจุบัน ซัน มาซาโยชิ มีอายุเข้าใกล้ 70 ปีแล้ว ในอดีตเขาเคยประกาศอย่างชัดเจนกับผู้ถือหุ้นว่าตั้งใจจะเกษียณตัวเองในวัย 60 ปี และจะส่งมอบไม้ต่อให้กับผู้บริหารรุ่นใหม่

เขาเคยพยายามดึงตัวผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทระดับโลก ให้เข้ามาเป็นมือขวาและเตรียมตัวรับตำแหน่งทายาท แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครที่สามารถทำงานร่วมกับกรอบความคิดที่ทะเยอทะยานและรวดเร็วแบบก้าวกระโดดของเขาได้นาน

จนกระทั่งเมื่อกระแสของปัญญาประดิษฐ์เริ่มจุดประกายขึ้นมาอย่างชัดเจนในโลก ซันก็ค้นพบว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดในรอบประวัติศาสตร์

เทคโนโลยีมันพัฒนาเร็วและน่าสนุกเกินกว่าที่เขาจะยอมนั่งจิบชาอยู่บ้าน เขาจึงตัดสินใจฉีกแผนการเกษียณของตัวเองทิ้ง และประกาศว่าจะขออยู่เป็นผู้นำทัพ SoftBank ต่อไป เพื่อพามนุษยชาติก้าวข้ามเส้นแบ่งของยุค ASI ให้สำเร็จ

แต่นี่ก็คือจุดอ่อนที่น่ากลัวที่สุดของอาณาจักร SoftBank เช่นกัน เพราะบริษัทแห่งนี้พึ่งพาวิสัยทัศน์ สัญชาตญาณ และความกล้าบ้าบิ่นของชายเพียงคนเดียวมากเกินไป

หากวันหนึ่งไม่มี ซัน มาซาโยชิ นั่งอยู่บนหอคอยบัญชาการแล้ว SoftBank จะยังคงเป็นกงสีนักลงทุนที่กล้าได้กล้าเสีย หรือจะกลายสภาพเป็นเพียงแค่บริษัทโฮลดิ้งธรรมดาที่รอรับเงินปันผลจากหุ้นเทคโนโลยีเก่าๆ แล้วค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

ตลอดกว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ราคาของจิ๊กซอว์เปลี่ยนโลกที่ SoftBank ต้องจ่ายไปนั้น มหาศาลกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ มันเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ความกดดัน การขาดทุนย่อยยับ และการถูกคนทั้งโลกตั้งคำถามหรือแม้แต่หัวเราะเยาะ

แต่ทุกครั้งที่ชายคนนี้ล้มลง เขาก็จะลุกขึ้นมาพร้อมกับไพ่ใบใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม และมีเดิมพันที่สูงขึ้นกว่าเดิมเสมอ

บทสรุปของอาณาจักร SoftBank ยังคงเป็นปลายเปิดที่รอวันพิสูจน์ เราไม่มีทางรู้เลยว่าการเดิมพันกับอนาคตด้วยความเชื่อมั่นในปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงสุด จะจบลงด้วยชัยชนะที่ทำให้พวกเขาเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของมนุษยชาติ หรือจะพังทลายลงมาเป็นเพียงประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการลงทุน

แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ โลกเทคโนโลยีในวันนี้ จะไม่มีหน้าตาเป็นแบบที่เราคุ้นเคยเลย หากไม่มีการกล้าได้กล้าเสียของชายที่ชื่อ ซัน มาซาโยชิ

และไม่ว่าตอนจบของมหากาพย์เรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งที่ SoftBank ได้สร้างและผลักดันมาตลอด ย่อมถือเป็นมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ได้ฝากเอาไว้ให้กับวิวัฒนาการของมนุษยชาติแล้วอย่างแท้จริง

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 8 ราคาของจิ๊กซอว์เปลี่ยนโลก


เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน

วิสัยทัศน์ 300 ปีของ SoftBank ไม่ได้เป็นเพียงแค่วาทกรรมทางการตลาดสวยๆ แต่ ซัน มาซาโยชิ ได้จัดทำคู่มือและพิมพ์เขียวสำหรับการเติบโตของบริษัทในอีกสามศตวรรษข้างหน้าเอาไว้จริงๆ โดยระบุถึงการขยายตัวของกลุ่มบริษัทให้มีจำนวนถึง 5,000 บริษัทในระบบนิเวศเดียวกัน และเน้นย้ำแก่นแท้ว่า SoftBank จะต้องไม่มีวันยึดติดกับเทคโนโลยี หรือแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งอย่างตายตัว แต่จะต้องพร้อมที่จะลอกคราบตัวเองเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่สุดของแต่ละยุคสมัยอยู่เสมอ เพื่อให้องค์กรสามารถอยู่รอดได้แม้โลกจะหมุนไปอีกกี่ร้อยปีก็ตาม

บทความโดย : Morika www.marumura.com

เรื่องแนะนำ :
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 7 ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดมนุษยชาติ
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 6 ชิปเปลี่ยนโลก
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 5: พายุหมุนในหุบเขาซิลิคอน
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 4: จากบริษัทโทรคมนาคม สู่ “กงสีนักลงทุนระดับโลก”
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 3: สงครามล้มยักษ์
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 2: หมากกระดานแรกบนเวทีโลก

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://group.softbank/en/philosophy/vision
https://asia.nikkei.com/Business/SoftBank-Group/
https://www.wsj.com/articles/
https://newsroom.arm.com/blog/arm-cristal-intelligence

#มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 8 ราคาของจิ๊กซอว์เปลี่ยนโลก… บทสรุปของอาณาจักร SoftBank และอนาคตที่รอวันพิสูจน์ #Softbank Group