มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 6 ชิปเปลี่ยนโลก

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 6 ชิปเปลี่ยนโลก… การเดิมพันชีวิตกับ ARM Holdings และห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต

บทความโดย : Morika www.marumura.com

ในสมรภูมิเทคโนโลยียุคปัจจุบัน มีสัจธรรมข้อหนึ่งที่ผู้นำระดับโลกต่างรู้ดี นั่นคือ ใครก็ตามที่สามารถควบคุม “สมอง” ของฮาร์ดแวร์ได้ คนคนนั้นก็เหมือนได้กุมชะตากรรมของอนาคตทั้งหมดเอาไว้ในมือ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราอาจจะคุ้นเคยกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตชิปคอมพิวเตอร์อย่าง Intel ที่ครองตลาดพีซีมาอย่างยาวนาน หรือโรงงานผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง TSMC ในไต้หวัน

แต่ในโลกของสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพาที่ต้องการประหยัดพลังงานขั้นสุด กลับมีบริษัทลึกลับแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ ในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ บริษัทที่ไม่ได้มีโรงงานผลิตชิปเป็นของตัวเองแม้แต่แห่งเดียว

แต่พวกเขากลับเป็นเจ้าของ “สถาปัตยกรรม” หรือพิมพ์เขียวที่ฝังอยู่ในสมาร์ทโฟนมากกว่า 99% ทั่วโลก ไม่ว่าคุณจะใช้ iPhone, Samsung หรือสมาร์ทโฟนยี่ห้อไหนก็ตาม สมองกลที่อยู่ในมือคุณล้วนถูกออกแบบโดยบริษัทที่ชื่อว่า ARM Holdings

โมเดลธุรกิจของ ARM นั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ พวกเขาทำตัวเป็นศูนย์วิจัยที่คิดค้นสถาปัตยกรรมของชิป จากนั้นก็เก็บค่าลิขสิทธิ์ (Licensing) และค่าธรรมเนียมจากยอดขาย (Royalty) จากบริษัทอื่นๆ ที่นำพิมพ์เขียวของพวกเขาไปใช้ผลิตชิป

จุดเด่นที่สุดของ ARM คือการออกแบบชิปที่กินไฟน้อยมาก ซึ่งในยุคที่คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะต้องเสียบปลั๊กตลอดเวลา สิ่งนี้อาจดูไม่สำคัญ แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคของสมาร์ทโฟนที่แบตเตอรี่มีจำกัด สถาปัตยกรรมของ ARM จึงกลายเป็นมาตรฐานทองคำที่ไม่มีใครโค่นล้มได้

และนั่นคือจุดที่ชายผู้มีสายตาแหลมคมที่สุดในโลกการลงทุนอย่าง ซัน มาซาโยชิ มองเห็น

ย้อนกลับไปในช่วงกลางปี 2016 ก่อนที่ SoftBank จะเปิดตัวกองทุน Vision Fund ที่สะเทือนโลก ซันกำลังมองหาจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาเติมเต็มวิสัยทัศน์ 300 ปีของเขา

เขารู้ดีว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Internet of Things ที่อุปกรณ์ทุกอย่างบนโลก ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น รถยนต์ หรือหลอดไฟ จะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และทุกอุปกรณ์เหล่านั้นจะต้องมี “ชิป” เป็นสมองกลสั่งการ

ในเดือนมิถุนายน ปี 2016 เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ นั่นคือการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ข่าวนี้ทำให้ตลาดหุ้นและค่าเงินปอนด์ดิ่งลงเหวอย่างรุนแรง

ในขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังตื่นตระหนก ซัน มาซาโยชิ ที่กำลังพักผ่อนตากอากาศอยู่กับครอบครัวที่ประเทศตุรกี กลับมองเห็นโอกาสทองที่รอคอยมานาน

เขาเช่าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวบินด่วนไปยังกรุงลอนดอนทันที เพื่อขอเข้าพบกับผู้บริหารของ ARM Holdings และยื่นข้อเสนอที่ทำให้ทุกคนในห้องประชุมต้องอ้าปากค้าง

ซันเสนอขอซื้อกิจการ ARM ทั้งหมดด้วยเงินสดมูลค่าสูงถึง 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการให้ราคาพรีเมียมบวกเพิ่มจากราคาหุ้นในกระดานถึง 43%

ดีลนี้สร้างความตกตะลึงให้กับตลาดการเงินทั่วโลก นักวิเคราะห์หลายคนออกมาสับเละว่า SoftBank กำลังจ่ายเงินแพงเกินจริงให้กับบริษัทที่มีรายได้ต่อปีเพียงแค่พันกว่าล้านดอลลาร์

แต่ซัน มาซาโยชิ กลับตอบกลับเสียงวิจารณ์เหล่านั้นอย่างนิ่งสงบว่า นี่ไม่ใช่การซื้อบริษัทเพื่อหวังผลกำไรในระยะสั้น แต่มันคือการซื้อ “ลูกแก้ววิเศษ” ที่จะทำให้เขามองเห็นอนาคตของเทคโนโลยีทั้งโลก

การได้ครอบครอง ARM ทำให้ SoftBank ก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนยอดพีระมิดของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกในชั่วข้ามคืน
แต่อนิจจา โลกของการลงทุนไม่เคยมีเส้นทางที่ราบเรียบเสมอไป

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปี อาณาจักร SoftBank ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุด จากการล่มสลายของสตาร์ทอัพอย่าง WeWork และผลกระทบจากโรคระบาดที่ทำให้กองทุน Vision Fund ขาดทุนอย่างย่อยยับ

ซัน มาซาโยชิ ถูกกดดันอย่างหนักจากผู้ถือหุ้นให้หาเงินสดมาพยุงบริษัท เขาจำใจต้องนำอัญมณีบนมงกุฎอย่าง ARM ออกมาขายเพื่อรักษาชีวิตของอาณาจักรเอาไว้

ในเดือนกันยายน ปี 2020 ข่าวใหญ่ระดับแผ่นดินไหวก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ SoftBank ประกาศบรรลุข้อตกลงในการขายกิจการ ARM ให้กับ Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านชิปประมวลผลกราฟิกของสหรัฐอเมริกา ในราคา 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในตอนนั้น ดีลนี้ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่สวยงามที่สุดสำหรับ SoftBank พวกเขาจะได้กำไรจากการขาย และได้หุ้นของ Nvidia มาถือครองไว้ส่วนหนึ่ง
แต่สิ่งที่ซัน มาซาโยชิ และ เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ประเมินพลาดไปอย่างมหันต์ ก็คือปฏิกิริยาต่อต้านจากทั้งอุตสาหกรรม

อย่างที่เราทราบกันดีว่า เสน่ห์และจุดแข็งที่สุดของ ARM คือการเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งวงการเซมิคอนดักเตอร์” พวกเขาวางตัวเป็นกลางและยอมขายลิขสิทธิ์ให้กับทุกบริษัทอย่างเท่าเทียมกัน

แต่ถ้า Nvidia ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดชิป ได้เข้าไปเป็นเจ้าของ ARM บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายอื่นๆ อย่าง Apple, Qualcomm, Google และ Microsoft ต่างก็เกิดความหวาดระแวงทันที

พวกเขาเกรงว่า Nvidia จะตุกติก ไม่ยอมให้คู่แข่งเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ ARM หรืออาจจะขึ้นราคาค่าลิขสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม

เสียงคัดค้านจากบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ ดังไปถึงหูของหน่วยงานกำกับดูแลการผูกขาดทางการค้าในหลายประเทศทั่วโลก

ทั้งรัฐบาลสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ไปจนถึงประเทศจีน ต่างก็เข้ามาตรวจสอบดีลนี้อย่างเข้มงวด และส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่อนุมัติให้การควบรวมกิจการครั้งนี้เกิดขึ้นได้

หลังจากยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นานเกือบสองปี ในที่สุด เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 ดีลประวัติศาสตร์มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ก็ถึงคราวล่มสลายอย่างเป็นทางการ

Nvidia ต้องยอมยกธงขาวและจ่ายเงินค่าปรับยกเลิกสัญญาให้กับ SoftBank จำนวน 1.25 พันล้านดอลลาร์ ทิ้งให้ซัน มาซาโยชิ ต้องเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเงินสดก้อนใหญ่ที่หวังไว้ได้มลายหายไปในอากาศ

ในวินาทีนั้น สื่อมวลชนต่างพาดหัวข่าวว่า นี่คือความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของ SoftBank พวกเขาต้องติดหล่มอยู่กับ ARM ในช่วงเวลาที่ตลาดเทคโนโลยีกำลังซบเซา

เมื่อไม่สามารถขายกิจการได้ ทางออกเดียวที่เหลืออยู่ของซันก็คือ การนำ ARM กลับเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เพื่อระดมทุน

แต่นี่แหละครับคือจุดที่ความโชคร้ายได้พลิกกลับกลายเป็นโชคชะตาที่เข้าข้างชายที่ชื่อซัน มาซาโยชิ อย่างเหลือเชื่อ

ในช่วงเวลาเดียวกับที่ SoftBank กำลังเตรียมตัวเข็น ARM เข้าสู่ตลาดหุ้น NASDAQ โลกก็ได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า Generative AI ผ่านการเปิดตัวของ ChatGPT

กระแสความคลั่งไคล้ในปัญญาประดิษฐ์ได้จุดชนวนให้เกิดความต้องการสร้างศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ขนาดยักษ์ทั่วโลก

ปัญหาของ Data Center ยุคใหม่คือ มันใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลในการประมวลผล AI จนบริษัทยักษ์ใหญ่ต้องปวดหัวกับบิลค่าไฟที่พุ่งทะลุเพดาน

และคำตอบของปัญหานี้ ก็หนีไม่พ้นเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมชิปที่ประหยัดพลังงานที่สุดในโลก ซึ่งก็คือ ARM นั่นเอง

พร้อมกันนั้น Apple ก็ได้ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของ ARM ให้โลกเห็น ด้วยการเปิดตัวชิปตระกูล M-Series ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ Mac ซึ่งสลัดทิ้งสถาปัตยกรรมแบบเดิมของ Intel และหันมาใช้โครงสร้างพื้นฐานของ ARM จนสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังและแบตเตอรี่อึดที่สุดในตลาดได้สำเร็จ

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 6 ชิปเปลี่ยนโลก

ภาพลักษณ์ของ ARM เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากบริษัทที่ผูกขาดแค่ในสมาร์ทโฟน กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของทั้งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และศูนย์ข้อมูล AI แห่งอนาคต

ในเดือนกันยายน ปี 2023 ARM Holdings ได้สร้างปรากฏการณ์นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ได้สำเร็จ และกลายเป็นการทำ IPO ที่ใหญ่ที่สุดของปีนั้น

เมื่อกระแส AI บูมถึงขีดสุด หุ้นของ ARM ก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ภายในเวลาไม่ถึงปีหลังจากเข้าตลาด มูลค่าบริษัทของ ARM ทะลุผ่านระดับ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐไปอย่างง่ายดาย

และเนื่องจาก SoftBank ยังคงถือครองหุ้นของ ARM ไว้อยู่ถึง 90% มูลค่าสินทรัพย์ในส่วนนี้ของ SoftBank จึงพุ่งกระฉูดทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐไปโดยปริยาย

ลองคิดดูสิครับ หากในวันนั้นดีลกับ Nvidia ประสบความสำเร็จ SoftBank ก็จะได้เงินมาเพียงแค่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น

ความล้มเหลวในการขายบริษัทครั้งนั้น กลับกลายเป็นเรื่องโชคดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ SoftBank มันกอบกู้สถานะทางการเงินของบริษัทให้กลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม และลบล้างบาดแผลจากความผิดพลาดในอดีตไปจนหมดสิ้น

ดีลของ ARM Holdings สอนให้เรารู้ว่า ในโลกของการลงทุนเทคโนโลยี การมองเห็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในอนาคต คือกุญแจสำคัญที่สุดสู่ความสำเร็จ

ซัน มาซาโยชิ อาจจะเคยพลาดท่าให้กับภาพลวงตาของธุรกิจสตาร์ทอัพมาหลายครั้ง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดิมพันกับแก่นแท้ของเทคโนโลยี สัญชาตญาณสัตว์ป่าของเขาก็ยังคงแม่นยำและเฉียบขาดเสมอ

ทุกวันนี้ แทบไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกยุคดิจิทัลที่ไม่เคยใช้งานนวัตกรรมที่ผ่านการเป็นเจ้าของของ SoftBank ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

และจากฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานนี้เอง ซัน มาซาโยชิ กำลังเตรียมตัวที่จะพาอาณาจักรของเขาก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่อีกขั้น นั่นคือการกระโจนเข้าสู่สมรภูมิของ Artificial Super Intelligence หรือ ASI อย่างเต็มตัว

ซึ่งมันจะเป็นการเดิมพันครั้งสุดท้ายและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา ที่เราจะไปติดตามกันต่อในตอนหน้าครับ


เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน

ชื่อเต็มของ ARM เดิมทีมาจากคำว่า “Acorn RISC Machine” ซึ่งเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์เล็กๆ ในอังกฤษยุค 80 ที่ต้องการสร้างชิปราคาถูกและประหยัดไฟสำหรับคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา ก่อนที่ต่อมาจะเปลี่ยนชื่อเป็น “Advanced RISC Machines” ความตลกก็คือ ความพยายามในการสร้างชิปที่ประหยัดไฟสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ขายไม่ค่อยดีในยุคนั้น กลับกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคโทรศัพท์มือถือที่ต้องการการประหยัดแบตเตอรี่ขั้นสูงสุด

บทความโดย : Morika www.marumura.com

เรื่องแนะนำ :
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 5: พายุหมุนในหุบเขาซิลิคอน
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 4: จากบริษัทโทรคมนาคม สู่ “กงสีนักลงทุนระดับโลก”
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 3: สงครามล้มยักษ์
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 2: หมากกระดานแรกบนเวทีโลก
มหากาพย์ SoftBank จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 1: เด็กหนุ่มจากลังผลไม้ และการปฏิวัติที่ไม่มีใครเชื่อ
มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 8… รุ่งอรุณใหม่ในศตวรรษที่ 21: การกำเนิดของ Mizuho และมรดกที่ไม่มีวันตาย

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://group.softbank/en/news/press/20160718_0
https://www.cxodigitalpulse.com/
https://www.ft.com/content/0c818854-c689-4e50-a94a-8becc122eb72
https://www.wsj.com/articles/softbank-nvidia-deal-for-arm-collapses-11644280738

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 6 ชิปเปลี่ยนโลก… การเดิมพันชีวิตกับ ARM Holdings และห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต #Softbank Group