บีโอไอหนุน Smart & Green ลงทุนกว่า 1.4 แสนล้านบาท


บีโอไอเดินหน้าผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ยุค Smart & Green รับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับผลิตภาพ ความยืดหยุ่น เทคโนโลยี และความยั่งยืนมากขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2566 จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 มีผู้ประกอบการไทยและต่างชาติยื่นขอรับการส่งเสริมภายใต้ มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Smart และ Sustainable Industry แล้ว 1,397 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุนกว่า 146,000 ล้านบาท

Table of Contents

  • Automation เปลี่ยนโรงงาน เพิ่มผลิตภาพและลดข้อจำกัดด้านแรงงาน
  • จากโรงงานอัตโนมัติสู่ Data-Driven Factory
  • Smart Factory เชื่อมเครื่องจักร ข้อมูล และการผลิตเข้าด้วยกัน
  • Green Industry ขยับจากการลดต้นทุนสู่เงื่อนไขการแข่งขัน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับกติกาการแข่งขันรูปแบบใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ทำให้การปรับตัวสู่ Smart & Green กลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

มาตรการของบีโอไอจึงครอบคลุมตั้งแต่การปรับปรุงเครื่องจักร การนำระบบ Automation และ Robotics เข้ามาใช้ การเชื่อมโยงข้อมูลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ไปจนถึงการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยกระดับโรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล

Automation เปลี่ยนโรงงาน เพิ่มผลิตภาพและลดข้อจำกัดด้านแรงงาน

หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องคือการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความผิดพลาด และทำให้กระบวนการผลิตมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยรับมือกับข้อจำกัดด้านแรงงานและการเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย

Thailand Lab International 2026

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ไทย เบเวอเรจ แคน ที่นำระบบอัตโนมัติมาเชื่อมโยงเครื่องจักรในสายการผลิตฝาอะลูมิเนียม ตั้งแต่การขึ้นรูป การประกอบวัสดุซีล ไปจนถึงการลำเลียงชิ้นงาน ทำให้กระบวนการผลิตสามารถทำงานต่อเนื่องและลดการพึ่งพาการทำงานด้วยแรงงานในขั้นตอนที่มีลักษณะซ้ำ ๆ

ด้าน พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) ลงทุนระบบ Automation ในกระบวนการบรรจุและการขนส่งภายในโรงงาน โดยใช้บริการ System Integrator หรือ SI สัญชาติไทย สะท้อนอีกมิติหนึ่งของการลงทุนด้าน Automation ที่ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาระบบและผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมใน Supply Chain มากขึ้น

ขณะที่ ไทยโตชิบา อุตสาหกรรม นำระบบ Automation และหุ่นยนต์มาใช้ตั้งแต่การปั๊มโลหะ การเชื่อม การพ่นสี การประกอบ การตรวจสอบ ไปจนถึงการบรรจุ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับกระบวนการผลิตให้รองรับการแข่งขันที่สูงขึ้น

จากโรงงานอัตโนมัติสู่ Data-Driven Factory

การเปลี่ยนผ่านไม่ได้หยุดอยู่ที่เครื่องจักรอัตโนมัติ แต่เริ่มขยายไปสู่การจัดการข้อมูลและกระบวนการทำงานทั้งองค์กร โดยผู้ประกอบการจำนวนมากนำ ERP, RPA และระบบวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน คลังสินค้า ไปจนถึงการเงินและการบริหารจัดการ

ไอซิน ไทย ออโตโมทีฟ คาสติ้ง ลงทุนระบบ ERP เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินงานของบริษัท ช่วยให้การวางแผนการผลิตและบริหาร Supply Chain มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ ลิงก์ เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น นำ ERP มาเชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์ ครอบคลุมการเงิน บัญชี คลังสินค้า การผลิต และห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเชื่อมต่อกับระบบ e-Tax, e-Receipt และ e-Billing

ด้าน เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง นำระบบคลังข้อมูลขนาดใหญ่และ SAP Analytics Cloud มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลด้านต้นทุน บัญชี การขาย การวางแผนผลิต และทรัพยากรบุคคล ขณะที่ สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ นำ RPA และ Factory 4.0 Software มาเชื่อมโยงเครื่องจักรกับระบบ ERP ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบริหารองค์กร

แนวทางดังกล่าวกำลังทำให้ Smart Factory เปลี่ยนจากโรงงานที่มีเพียงเครื่องจักรอัตโนมัติ ไปสู่โรงงานที่สามารถ เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนำข้อมูลมาใช้ตัดสินใจ ได้อย่างเป็นระบบ

Smart Factory เชื่อมเครื่องจักร ข้อมูล และการผลิตเข้าด้วยกัน

บางอุตสาหกรรมเริ่มก้าวไปอีกขั้นด้วยการนำ Automation และ Digital Technology มาทำงานร่วมกันจนเกิดเป็น Smart Factory

ไนโตรเคมีอุตสาหกรรม ปรับปรุงโรงงานด้วยระบบอัตโนมัติและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยลดของเสีย เพิ่มความปลอดภัยในการจัดการสารเคมี และลดต้นทุนพลังงาน

ขณะที่ เคมีแมน เดินหน้าสู่ Industry 4.0 ด้วยการเชื่อมโยงอุปกรณ์ ระบบ Automation การวิเคราะห์ข้อมูล และ Smart Operation เข้ากับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการ

ส่วน ทีม พรีซิชั่น นำ AGV, Image Processing และ IIoT มาใช้ในสายการผลิต พร้อมติดตั้ง Manufacturing Execution System หรือ MES เพื่อเชื่อมข้อมูลระหว่างเครื่องจักรกับ ERP ทำให้การวางแผนและบริหารการผลิตสามารถทำได้จากข้อมูลที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น

Green Industry ขยับจากการลดต้นทุนสู่เงื่อนไขการแข่งขัน

อีกด้านที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Industry ซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนการผลิตและความสามารถในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

พีทีที โกลบอล เคมิคอล ลงทุนระบบนำพลังงานความเย็นที่เหลือจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ในระบบแลกเปลี่ยนความร้อนสำหรับการผลิตเอทิลีนและโพลีโพรพิลีน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

ด้าน วนชัย กรุ๊ป ติดตั้งระบบ Economizer เพื่อนำลมร้อนที่ปล่อยทิ้งกลับมาใช้ในกระบวนการอบไฟเบอร์ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ขณะที่ ปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง) ปรับกระบวนการผลิตด้วยการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลและเชื้อเพลิงจากขยะทดแทนถ่านหิน เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และต้นทุนด้านพลังงาน

นอกจากเทคโนโลยีในโรงงานแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดโลก โดยมีการรับรองมาตรฐานอย่าง GAP, FSC, PEFC และ ISO 22000 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและเพิ่มโอกาสในการส่งออก

“วันนี้โจทย์ของภาคธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการผลิตเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากร ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และความสอดคล้องกับกติกาสมัยใหม่ของตลาดโลก การปรับตัวสู่ Smart & Green จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยการเชื่อมโยงระบบการผลิตอัจฉริยะและความยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว