Smart Green ถอดรหัส … กฎหมายเพื่อความยั่งยืน: กฎหมายป้องกัน "การฟอกเขียว" ของไทยวันนี้เพียงพอหรือยัง : อินโฟเควสท์

เมื่อปี ค.ศ. 2024 บริษัทน้ำมันรายใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ถูกอัยการรัฐแคลิฟอร์เนียฟ้องฐานโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์พลาสติกของตน “รีไซเคิลได้” ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น และ ในปีเดียวกัน สหภาพยุโรปออกกฎหมายใหม่ห้ามการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีหลักฐานรับรอง และปัจจุบันทั่วโลกมีคดี Greenwashing สะสมแล้วกว่า 140 คดี จนนำมาสู่การอธิบายที่ว่า Greenwashing คืออะไร ?
Greenwashing คือการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมหรือความยั่งยืนที่เกินจริง ไม่มีหลักฐานรองรับ หรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เช่น การใช้คำว่า “Eco-Friendly”, “Green” หรือ “Carbon Neutral” โดยไม่สามารถพิสูจน์ได้
จากเดิมที่เป็นเพียงความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ปัจจุบัน Greenwashing ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายและการกำกับดูแลในหลายประเทศ
ในปี 2024 EU ยกระดับการควบคุม โดยสหภาพยุโรปประกาศใช้ EU Directive 2024/825 (Empowering Consumers for the Green Transition (EmpCo)) กำหนดว่าบริษัทจะกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมต่อผู้บริโภคได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานหรือการรับรองจากระบบที่ได้รับการยอมรับ
กฎหมายนี้ครอบคลุมคำกล่าวอ้างในโฆษณา บรรจุภัณฑ์ และการสื่อสารองค์กร ทำให้การใช้คำว่า “Green”, “Sustainable”, “Eco” หรือ “Climate-Friendly” โดยไม่มีหลักฐาน อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในประเทศสมาชิก EU
ก่อนหน้านั้น ในปี 2022 หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของเนเธอร์แลนด์ได้สั่งให้ KLM ยุติการใช้แคมเปญ Fly Responsibly เนื่องจากการอ้างว่า Carbon Offset ทำให้การบินเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ
*ปัจจุบันมีคดีที่เกี่ยวกับการฟอกเขียวกว่า 140 คดีทั่วโลก
จากฐานข้อมูลของ Grantham Research Institute แห่ง London School of Economics ระบุว่าปัจจุบันมีคดี Greenwashing มากกว่า 140 คดีทั่วโลก โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
- คดีด้านการโฆษณาและการตลาด เช่น การกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
- คดีด้านหลักทรัพย์และตลาดทุน ซึ่งนักลงทุนฟ้องบริษัทที่เปิดเผยข้อมูล ESG หรือผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมไม่ถูกต้อง โดยคดีประเภทนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และออสเตรเลีย
*นับเป็นความท้าทายของมาตรฐาน ESG
มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล ESG ทั่วโลกยังไม่เป็นเอกภาพ แม้หลายประเทศและตลาดหลักทรัพย์จะกำหนดให้มีการรายงาน ESG แล้ว แต่แต่ละแห่งยังใช้เกณฑ์และวิธีวัดที่แตกต่างกัน ทำให้สิ่งที่ถือว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในประเทศหนึ่ง อาจไม่ผ่านเกณฑ์ของอีกประเทศหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ISSB ภายใต้ IFRS Foundation ได้ออกมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 ในปี 2023 เพื่อเป็นมาตรฐานกลางของโลก แต่การนำไปใช้ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละประเทศ
นำมาสู่คำถามที่ว่า แล้ว “ไทยอยู่ตรงไหน”?
*ไทยยังไม่มีกฎหมายฟอกเขียวโดยเฉพาะ แต่ปรับใช้กฎหมายหลายฉบับ
ไทยยังไม่มีกฎหมายที่บัญญัติคำว่า การฟอกเขียว หรือ Greenwashing โดยตรง สิ่งที่มีคือกรอบกฎหมายหลายฉบับที่นำมาประกอบกัน และในรอบปีที่ผ่านมาผ้าผืนใหม่ที่สำคัญที่สุดเพิ่งถูกเย็บเข้ามาในมิติตลาดทุน
พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 240 ห้ามการบอกกล่าวหรือเผยแพร่ข้อความเท็จหรือข้อความที่ทำให้สำคัญผิดเกี่ยวกับหลักทรัพย์ และให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 264 ในการเข้าตรวจสอบสถานที่ ตรวจสอบและยึดอายัดเอกสาร ส่วนบริษัทจดทะเบียนต้องรายงานความยั่งยืนผ่านแบบ 56-1 One Report
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดเมื่อ 16 ธันวาคม 2568 เมื่อประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์กองทุนรวม SRI ของ ก.ล.ต. 4 ฉบับมีผลใช้บังคับ โดยมีวัตถุประสงค์ตรงไปตรงมาว่าเพื่อ “ลดความเสี่ยงจากการฟอกเขียว” กำหนดให้ บลจ. ต้องระบุวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนให้ชัด เปิดเผยตราสัญลักษณ์ตามประเภทกองทุน และยกระดับการเปิดเผยข้อมูล
หัวใจอยู่ที่บทเฉพาะกาล กองทุน SRI ที่จดทะเบียนแล้วต้องปรับการเปิดเผยข้อมูลภายใน 9 เดือน ส่วนกองทุนอื่นที่ใช้ชื่อหรือนโยบายเกี่ยวกับความยั่งยืนต้องยกระดับภายใน 1 ปี มิฉะนั้นต้องแก้ไขชื่อหรือนโยบายการลงทุน กลไกนี้เทียบเคียงได้กับ naming rules ของยุโรปและสิงคโปร์ และมีนัยสำคัญ เพราะมูลค่ากองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Sustainable and Responsible Investing Fund) หรือ “กองทุน SRI” ของไทยพุ่งจาก 27,794 ล้านบาทในปี 2567 เป็นราว 1 แสนล้านบาท ณ กลางธันวาคม 2568
เครื่องมืออีกชิ้นคือThailand Taxonomy โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ Phase 2 (27 พฤษภาคม 2568) ทำให้ครอบคลุม 6 ภาคเศรษฐกิจ คิดเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 95% ของประเทศ ใช้ระบบ “ไฟจราจร” เขียว-เหลือง-แดง ผูกกับเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050 และ Net Zero ปี 2065 แม้ยังเป็นภาคสมัครใจ แต่ทำให้การ “อ้างลอย ๆ” ยากขึ้น เพราะมีมาตรฐานให้เทียบ
ในมิติผู้บริโภค เมื่อคำอ้างไปอยู่บนผลิตภัณฑ์หรือโฆษณา กรอบที่ใช้คือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งบังคับใช้โดย สคบ. เสริมด้วยประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่ ตลท. สร้างความน่าเชื่อถือผ่าน ESG Data Platform และ SET ESG Ratings
*กฎหมายที่มีอยู่ เพียงพอหรือยัง
คำตอบสั้น ๆ คือ “ขยับมาไกลกว่าเดิมมาก แต่ยังไม่พอ” และช่องว่างที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การมีกฎหมาย ในมิติตลาดทุน ไทยเข้าสู่การกำกับแบบ “ตั้งชื่อ–เปิดเผยข้อมูล” แล้ว และขยับเข้าใกล้สิงคโปร์ที่ MAS กำหนดให้กองทุน ESG ต้องมีอย่างน้อยสองในสามของทรัพย์สินสุทธิสอดคล้องกับกลยุทธ์ ESG รวมถึงสอดรับมาตรฐานภูมิภาคอย่าง ASEAN SRFS แต่ยังเหลือช่องว่างสำคัญสามจุด
หนึ่ง มิติผู้บริโภคยังตามหลัง เกณฑ์ใหม่ของ ก.ล.ต. เป็น Soft Mandatory ในระดับเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่กฎหมายห้ามอ้างสิทธิ์ต่อผู้บริโภคทั่วไปแบบ EU การพึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคทำให้การพิสูจน์คำอ้างเช่น Carbon Neutral ที่อิง Carbon Credit ยังยากในทางปฏิบัติ ที่น่าสนใจคือแม้แต่ยุโรปก็เพิ่งถอนร่าง Green Claims Directive เมื่อ 20 มิถุนายน 2568 เพราะภาระการตรวจรับรองก่อนออกตลาดสูงเกินไป แม้ Directive 2024/825 (EmpCo) ยังเดินหน้าและบังคับใช้จริง 27 กันยายน 2569 บทเรียนคือไทยไม่ต้องลอกกฎที่เข้มที่สุด แต่ควรเน้นให้คำอ้าง “พิสูจน์ได้”
สอง คือยังไม่มีคดีนำร่อง ไทยยังไม่มีคดีฟอกเขียวที่บังคับใช้และตัดสินเป็นรูปธรรม
สาม การกระจัดกระจายของหน่วยงาน อำนาจถูกแบ่งระหว่าง สคบ. ก.ล.ต. และ ตลท. โดยยังไม่มีเจ้าภาพหรือแนวทางกลาง ทำให้ผู้ประกอบการสุจริตเองก็ขาดความแน่นอนว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้ปลอดภัย
*ควรปรับปรุงอย่างไร
ทิศทางที่ควรเดินไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมายฉบับใหญ่ แต่ควรเป็นการอุดช่องว่างอย่างมีลำดับ ได้แก่ วางกรอบคำอ้างสีเขียวต่อผู้บริโภคที่ยึดหลัก “ต้องพิสูจน์ได้” โดยไม่สร้างภาระเกินควร ยกระดับ Thailand Taxonomy ให้ผูกกับการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นเพื่อให้คำว่า “เขียว” มีฐานเดียวกันทั้งระบบ กำหนดกลไกประสานงานระหว่างหน่วยงานพร้อม “เส้นปลอดภัย” สำหรับกิจกรรมกลุ่มเปลี่ยนผ่าน มีคดีนำร่องเพื่อสร้างบรรทัดฐานว่าเครื่องมือที่มีอยู่ใช้ได้จริง และเร่งสอดประสานกับมาตรฐานสากลทั้ง ISSB (IFRS S1/S2) และ ASEAN SRFS เพื่อความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนต่างชาติ
*การเตรียมตัวของผู้ประกอบการในช่วงเปลี่ยนผ่าน
เวลานี้คือช่วงเตรียมตัวที่ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะความเสี่ยงมาจากหลายทิศพร้อมกัน สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้คือ ตรวจสอบคำอ้างทั้งหมด (Green, Eco, Carbon Neutral, Net Zero) ว่ามีหลักฐานเอกสารรองรับหรือไม่
สำหรับ บลจ. ต้องปรับการเปิดเผยให้เข้าเกณฑ์ SRI ใหม่ในกรอบเวลา 9 เดือนหรือ 1 ปี สร้างร่องรอยหลักฐานสำหรับทุกคำอ้าง เพราะบทเรียนจาก Vanguard และ Mercer คือ ปัญหาอยู่ที่ “อ้างเกินกว่าที่ระบบหลังบ้านรองรับได้” ระวังการบังคับใช้ข้ามพรมแดน บริษัทที่ส่งออกไป EU หรือระดมทุนต่างชาติต้องเตรียมรับ EmpCo และ CBAM ไม่ว่ากฎหมายไทยจะพร้อมหรือไม่ เลือกใช้คำที่เฉพาะเจาะจงและวัดได้ และกำหนดธรรมาภิบาลให้ฝ่ายกฎหมาย ความยั่งยืน และการตลาดทำงานร่วมกันก่อนปล่อยคำอ้างใด ๆ
ในระดับเครื่องมือ ไทยเดินเข้าใกล้มาตรฐานภูมิภาคแล้ว สิ่งที่ยังขาดคือมิติผู้บริโภค การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และที่สำคัญที่สุดคือการบังคับใช้ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง สำหรับผู้ประกอบการ ข้อความชัดเจนว่าช่วงเปลี่ยนผ่านนี้คือเวลาที่ดีที่สุดในการจัดบ้านให้เรียบร้อย ก่อนที่บรรทัดฐานจะถูกขีดขึ้น ไม่ว่าจะโดยหน่วยงานกำกับ ตลาดปลายทาง หรือในที่สุดโดยศาล เพราะยุคที่อ้างความเป็น “สีเขียว” ได้อย่างอิสระโดยไม่มีหลักฐานรองรับ กำลังจะสิ้นสุดลง และคนที่เตรียมตัวก่อน คือคนที่จะไม่ต้องให้คนอื่นมาตัดสินแทน
โดย ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ