Siemens จี้ EU เร่งกฎหมาย AI ชี้เทคโนโลยีโตไวกว่า 6-8 เท่า

Roland Busch ซีอีโอ Siemens เรียกร้อง EU เร่งกระบวนการอนุมัติ AI Act ชี้ความล่าช้า 2 ปีทำให้ตามเทคโนโลยีที่พัฒนาไปแล้วถึง 6-8 ครั้งไม่ทัน ประเด็นนี้สำคัญต่อผู้บริหารภาคการผลิตและกลุ่ม SI ในไทยที่ใช้ระบบอัตโนมัติจากยุโรป เพราะความล่าช้าด้านกฎระเบียบอาจทำให้การนำ AI มาใช้ในโรงงานสะดุด นอกจากนี้เขายังยืนยันว่ากระแสการลงทุน AI ในปัจจุบันไม่ใช่ฟองสบู่

เทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยแบบจำลองอาจมีความสามารถเพิ่มขึ้นถึง 6-8 เท่าในช่วงเวลาเพียง 2 ปี ความล่าช้าในการพิจารณากฎหมายกำกับดูแลของสหภาพยุโรป (EU) จึงสร้างความเสี่ยงมหาศาลที่จะทำให้ภูมิภาคนี้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและรั้งท้ายในเวทีโลก Roland Busch ซีอีโอของ Siemens จึงออกมาเรียกร้องให้ EU เร่งกระบวนการอนุมัติเทคโนโลยี AI ใหม่ๆ เพื่อไม่ให้กฎระเบียบกลายเป็นตัวถ่วงความก้าวหน้า

ความล่าช้าของกฎหมาย ‘AI Act’ และความเสี่ยงของยุโรป

Roland Busch ชี้ให้เห็นถึงความล่าช้าในการผ่านร่างกฎหมายอย่าง ‘AI Act’ หรือ ‘Data Act’ ของ EU โดยเขาระบุว่ากระบวนการเหล่านี้อาจใช้เวลาถึง 2 ปี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว แบบจำลอง AI อาจพัฒนาไปไกลกว่าเดิมถึง 6 หรือ 8 เท่า และเมื่อกฎระเบียบมีผลบังคับใช้จริง เทคโนโลยีก็มักจะก้าวล้ำไปในทิศทางอื่นแล้ว

Busch วิจารณ์กระบวนการนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “เรามักจะเดินตามหลังคนอื่นอยู่เสมอ”

Thailand Lab International 2026

การแข่งขันกับจีน: ไม่ใช่แค่เรื่องการค้าที่ไม่เป็นธรรม

นอกเหนือจากประเด็น AI ซีอีโอของ Siemens ยังแสดงจุดยืนคัดค้านการตั้งกำแพงภาษีอย่างครอบคลุมต่อประเทศจีน โดยเขากล่าวว่า “อาจมีเหตุผลสำหรับการตั้งกำแพงภาษีเฉพาะจุดบางรายการ แต่เราต้องระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ใช้มันเพื่อปกป้องความสามารถในการแข่งขันที่อ่อนแอลง เพราะนั่นจะส่งผลเสียย้อนกลับมาหาเราเอง”

Busch มองว่าปัญหาทางการค้าระหว่างยุโรปและจีนไม่ได้เกิดจากแนวทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเพียงอย่างเดียว เขาย้ำว่า “ความจริงก็คือ เรากำลังเผชิญกับคู่แข่งที่มีศักยภาพสูงมากในจีน พวกเขามีวิศวกรที่เก่งกาจและทีมงานที่ทุ่มเทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม รวมถึงเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI ได้อย่างรวดเร็ว” สิ่งนี้คือภูมิทัศน์การแข่งขันใหม่ที่ยุโรปต้องยอมรับเพื่อหาทางรับมือให้เหมาะสม

AI คือการเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ฟองสบู่

ในช่วงที่ผ่านมา Siemens ได้รับผลประโยชน์จากความต้องการที่สูงขึ้นของศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับ Artificial Intelligence โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา โดย Busch ระบุว่าแรงส่งจากการเติบโตในส่วนนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในปีหน้าและปีต่อๆ ไป

สำหรับความกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่ในตลาด AI เขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Welt am Sonntag ว่า “สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือการเดิมพันทางเทคโนโลยีครั้งประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด” แต่มันไม่ใช่ฟองสบู่ที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน เนื่องจากเงินทุนส่วนใหญ่มาจากบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง

เขาเชื่อมั่นว่าการลงทุนใน Artificial Intelligence จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า โดยทิ้งท้ายว่า “เราเริ่มเห็นผลลัพธ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นแล้ว” และคาดการณ์ว่า AI จะเข้ามาพลิกโฉมตลาดไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ การประหยัดทรัพยากร และการเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ