ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 5 สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง และอุตสาหกรรมชูเซคัง

ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 5 สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง และอุตสาหกรรมชูเซคัง
บทความโดย : Histo Dawn www.marumura.com
ได้เวลาที่จะขยับนิ้วเคาะคีย์บอร์ด มาเล่าเรื่องราวในอดีตของประเทศญี่ปุ่นกันอีกครั้งแล้ว หลังจากที่เราได้เห็นภาพการดิ้นรนเอาตัวรอดและการสร้างความมั่งคั่งอย่างแยบยลของตระกูลชิมะซึ ด้วยการใช้ระบบประเทศราชสองฝ่ายเพื่อผูกขาดการค้ากับต่างชาติและน้ำตาลทรายดำในตอนที่แล้ว บัดนี้กาลเวลาได้ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงปลายยุคเอโดะ หรือที่หน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเรียกว่ายุค บาคุมัตสึ ความสงบสุขที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่าสองร้อยปีภายใต้การปกครองของรัฐบาลโชกุนโทกุงาวะกำลังจะสิ้นสุดลง สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากโลกตะวันตกได้เริ่มพัดเข้ามาปะทะชายฝั่งอาทิตย์อุทัย และแคว้นซัตสึมะแห่งตระกูลชิมะซึก็คือแคว้นแรกๆ ที่สัมผัสได้ถึงพายุลูกใหญ่นี้
ในช่วงเวลานั้น ภัยคุกคามจากมหาอำนาจตะวันตกเริ่มแผ่ขยายเข้ามาในเอเชียอย่างเห็นได้ชัด ข่าวการพ่ายแพ้ของจักรวรรดิต้าชิงหรือประเทศจีนในสงครามฝิ่นต่อจักรวรรดิอังกฤษ สร้างความตื่นตระหนกให้กับชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นบางส่วนเป็นอย่างมาก หนึ่งในผู้ที่ตระหนักถึงภัยพิบัตินี้อย่างลึกซึ้งที่สุดคือ ชิมะซึ นาริอากิระ ไดเมียวคนที่ 11 แห่งแคว้นซัตสึมะ และผู้นำตระกูลชิมะซึรุ่นที่ 28 นาริอากิระผู้นี้ได้รับการยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ว่าเป็นหนึ่งในไดเมียวที่ปราดเปรื่องและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลที่สุดในยุคบาคุมัตสึ เขาคือผู้ที่พลิกโฉมแคว้นซัตสึมะจากแคว้นนักรบแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสมัยใหม่แห่งแรกของญี่ปุ่น

เส้นทางสู่การเป็นผู้นำแคว้นของนาริอากิระนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้เขาจะเป็นบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก แต่บิดาของเขาคือ ชิมะซึ นาริโอกิ กลับโปรดปรานบุตรชายอีกคนหนึ่งที่ชื่อ ฮิซามิตสึ ซึ่งเกิดจากภรรยาน้อยที่ชื่อโอยุระ มากกว่า ความลำเอียงนี้ลุกลามจนกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองภายในแคว้นที่รุนแรงและยืดเยื้อยาวนานหลายปี ซึ่งเรียกกันว่า กบฏโอยุระ (Oyura Sodo) กลุ่มขุนนางแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนนาริอากิระผู้ฝักใฝ่วิทยาการตะวันตก ส่วนอีกฝ่ายสนับสนุนฮิซามิตสึและแนวทางอนุรักษ์นิยม ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้ผู้สนับสนุนของนาริอากิระหลายคนถูกบังคับให้คว้านท้องฆ่าตัวตาย กว่าที่นาริอากิระจะได้ขึ้นเป็นไดเมียวอย่างเป็นทางการก็ต้องรอจนถึงปี ค.ศ. 1851 เมื่อเขาอายุได้ 42 ปีแล้ว โดยต้องอาศัยการแทรกแซงจากรัฐบาลโชกุนที่เอโดะเพื่อให้บิดาของเขายอมสละตำแหน่ง
เมื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจ นาริอากิระก็ไม่รอช้าที่จะสานต่ออุดมการณ์ที่เขาหลงใหลมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม นั่นคือการศึกษา รังกากุ หรือวิทยาการตะวันตกผ่านตำราภาษาดัตช์ นาริอากิระเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า ลำพังจิตวิญญาณซามุไรและดาบคาตานะไม่อาจปกป้องญี่ปุ่นจากปืนใหญ่และเรือรบกลไฟของชาติตะวันตกได้ นโยบายปิดประเทศคือความล้าหลังที่จะนำพาชาติไปสู่หายนะ แนวทางเดียวที่จะทำให้ญี่ปุ่นรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคม คือการเปิดรับเทคโนโลยีตะวันตก สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างกำลังทหารให้แข็งแกร่ง หรือที่เรียกกันด้วยสโลแกนว่า ฟุโคคุ เคียวเฮ (ประเทศมั่งคั่ง กองทัพแข็งแกร่ง) ซึ่งต่อมาแนวคิดนี้ได้กลายเป็นรากฐานนโยบายระดับชาติของรัฐบาลเมจิ
เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริง นาริอากิระได้ริเริ่มโครงการระดับเมกะโปรเจกต์ของยุคนั้นที่มีชื่อว่า ชูเซคัง (Shuseikan) ขึ้นที่เขตอิโซะ ในเมืองคาโงชิมะ โครงการชูเซคังไม่ใช่แค่โรงงานธรรมดา แต่เป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมสมัยใหม่แบบครบวงจรแห่งแรกของญี่ปุ่นที่ไม่ได้พึ่งพาวิศวกรชาวตะวันตกเลยแม้แต่คนเดียว นาริอากิระอาศัยเพียงเงินทุนมหาศาลที่สะสมมาจากการผูกขาดการค้าของแคว้น ผนวกกับความสามารถของช่างฝีมือชาวญี่ปุ่นที่ต้องลองผิดลองถูกจากการอ่านและถอดรหัสแบบแปลนในตำราภาษาดัตช์เท่านั้น
ผลงานชิ้นโบแดงที่สำคัญที่สุดของโครงการชูเซคัง คือการก่อสร้างเตาหลอมเหล็กแบบสะท้อนความร้อน หรือ ฮันชาโระ (Reverberatory furnace) การสร้างเตาหลอมชนิดนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะต้องใช้อิฐทนไฟที่สามารถทนความร้อนได้สูงนับพันองศาเซลเซียส ช่างชาวซัตสึมะต้องใช้เวลาวิจัยและทดลองอยู่นานกว่าจะสามารถผลิตอิฐทนไฟได้สำเร็จ เมื่อเตาหลอมเสร็จสมบูรณ์ แคว้นซัตสึมะก็สามารถหลอมเหล็กคุณภาพสูงเพื่อนำมาหล่อเป็นปืนใหญ่แบบตะวันตกได้สำเร็จ ทำให้ซัตสึมะกลายเป็นแคว้นที่มีอำนาจการยิงทางทหารที่ทรงพลังที่สุดแคว้นหนึ่งในญี่ปุ่น แซงหน้ากองทัพของรัฐบาลโชกุนไปอย่างไม่เห็นฝุ่น
นอกจากการผลิตอาวุธแล้ว นาริอากิระยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากองทัพเรือ เขาตระหนักดีว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศหมู่เกาะ หากไม่มีกองทัพเรือที่เข้มแข็งก็ไม่อาจป้องกันภัยจากทางทะเลได้ โครงการชูเซคังจึงได้เริ่มทำการต่อเรือรบแบบตะวันตก โดยผลงานชิ้นสำคัญคือการสร้างเรือ โชเฮมารุ (Shohei Maru) ซึ่งเป็นเรือใบแบบตะวันตกที่ต่อขึ้นด้วยฝีมือช่างชาวญี่ปุ่นทั้งหมด เรือลำนี้มีความสง่างามและมีประสิทธิภาพสูงมาก จนในเวลาต่อมา รัฐบาลโชกุนที่เอโดะต้องขอร้องให้แคว้นซัตสึมะต่อเรือแบบเดียวกันนี้เพื่อใช้เป็นเรือรบของรัฐบาลกลางเลยทีเดียว


อุตสาหกรรมในชูเซคังไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยุทโธปกรณ์ทางทหารเท่านั้น นาริอากิระยังมีวิสัยทัศน์ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกและนำเงินตราเข้าประเทศ เขาได้สนับสนุนให้มีการทดลองผลิตเครื่องแก้วคริสตัลที่เรียกว่า ซัตสึมะ คิริโกะ (Satsuma Kiriko) ซึ่งเป็นการนำเทคนิคการเป่าแก้วและการเจียระไนแบบตะวันตกมาผสมผสานกับศิลปะญี่ปุ่น ทำให้ได้เครื่องแก้วที่มีสีสันสดใสโดยเฉพาะสีแดงทับทิมและการไล่ระดับสีที่งดงามเกินกว่าที่ชาติตะวันตกจะทำได้ในยุคนั้น นอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว เทคนิคการทำแก้วนี้ยังถูกนำไปใช้ผลิตขวดแก้วสำหรับใส่สารเคมีในการทดลอง และผลิตเลนส์สำหรับกล้องโทรทรรศน์และกล้องถ่ายรูปอีกด้วย
ความหลงใหลในเทคโนโลยีของนาริอากิระครอบคลุมไปถึงวิทยาการล้ำสมัยอื่นๆ เขาเป็นไดเมียวชาวญี่ปุ่นคนแรกที่สั่งให้นำเข้ากล้องถ่ายรูปและทำการทดลองถ่ายภาพแบบดาแกโรไทป์ (Daguerreotype) จนประสบความสำเร็จ ทำให้เขากลายเป็นคนญี่ปุ่นคนแรกที่ถูกถ่ายภาพไว้ได้ นอกจากนี้ เขายังริเริ่มการทดลองสร้างระบบโทรเลขขึ้นใช้ภายในบริเวณปราสาท การผลิตไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ และการใช้ก๊าซเพื่อเป็นแสงสว่าง สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าซัตสึมะในยุคนั้นก้าวล้ำหน้ากว่ายุคสมัยไปมากเพียงใด
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชิมะซึ นาริอากิระ เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ความหลงใหลในเครื่องจักร แต่คือสายตาอันเฉียบแหลมในการมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ เขาเป็นคนที่เปิดกว้างและไม่ยึดติดกับชนชั้นวรรณะที่เคร่งครัดของสังคมซามุไร หากใครมีความสามารถ เขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนและดึงตัวมาใช้งาน นาริอากิระได้เลื่อนขั้นให้กับซามุไรระดับล่างที่ยากจนแต่มีสติปัญญาเฉียบแหลมหลายคน บุคคลที่โดดเด่นที่สุดที่ได้รับการอุปถัมภ์จากเขาคือ ซาอิโก ทากาโมริ และ โอคุโบะ โทชิมิจิ นาริอากิระได้ดึงตัวซาอิโกจากเสมียนบ้านนอกให้เข้ามารับใช้ใกล้ชิด และมอบหมายให้ทำงานสำคัญทางการเมืองที่นครเอโดะและเกียวโต ซามุไรหนุ่มเหล่านี้ได้ซึมซับอุดมการณ์และความรักชาติจากนาริอากิระ และต่อมาพวกเขาคือกำลังสำคัญในการโค่นล้มระบอบโชกุนและร่วมก่อตั้งรัฐบาลเมจินั่นเอง
น่าเสียดายที่วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของนาริอากิระต้องมาสะดุดลงอย่างกะทันหัน ในปี ค.ศ. 1858 ขณะที่เขากำลังเตรียมนำกองทัพซัตสึมะหลายพันนายเดินทางขึ้นไปยังเมืองเอโดะเพื่อกดดันให้รัฐบาลโชกุนปฏิรูปประเทศ นาริอากิระกลับล้มป่วยลงอย่างกะทันหันและเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา ด้วยวัยเพียง 49 ปี สาเหตุการเสียชีวิตถูกระบุว่าเป็นโรคอหิวาตกโรค แต่ก็มีข่าวลือหนาหูว่าเขาอาจถูกวางยาพิษโดยกลุ่มขั้วอำนาจเก่า การจากไปของเขาทำให้โครงการชูเซคังต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว และอำนาจการบริหารแคว้นก็ตกกลับไปอยู่ในมือของฮิซามิตสึ น้องชายต่างมารดาของเขาในฐานะผู้สำเร็จราชการ
แม้ว่าชิมะซึ นาริอากิระ จะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันแห่งการปฏิวัติประเทศสำเร็จตามที่เขาตั้งใจไว้ แต่โรงงานชูเซคัง ปืนใหญ่ เรือรบ และที่สำคัญที่สุดคือเหล่าขุนพลซามุไรหนุ่มที่เขาฟูมฟักมากับมือ ได้กลายเป็นมรดกชิ้นสำคัญที่ทำให้แคว้นซัตสึมะมีรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน มรดกเหล่านี้คือฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนให้ซัตสึมะผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำในการล้มล้างระบอบบาคุฝุ สร้างประเทศญี่ปุ่นยุคใหม่ได้ในที่สุด
ในตอนหน้า เราจะมาติดตามกันต่อครับว่า หลังจากสิ้นยุคของนาริอากิระ แคว้นซัตสึมะภายใต้การนำของฮิซามิตสึจะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ความขัดแย้งกับชาวต่างชาติอย่างไร เหตุการณ์นองเลือดที่นำไปสู่สงครามระหว่างแคว้นซัตสึมะและจักรวรรดิอังกฤษจะดุเดือดแค่ไหน และบทเรียนจากสงครามครั้งนั้นจะเปลี่ยนความคิดของชาวซัตสึมะไปในทิศทางใด อย่าลืมติดตามอ่านกันนะครับ
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
รู้หรือไม่ว่า ธงชาติญี่ปุ่น หรือธงฮิโนมารุ (Hinomaru) ที่เป็นรูปวงกลมสีแดงบนพื้นสีขาวนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากแนวคิดของ ชิมะซึ นาริอากิระ ในช่วงที่แคว้นซัตสึมะและแคว้นอื่นๆ เริ่มมีการต่อเรือรบแบบตะวันตก นาริอากิระได้เสนอต่อรัฐบาลโชกุนว่า ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีสัญลักษณ์ที่ชัดเจนเพื่อใช้ชูทับบนเสากระโดงเรือ เพื่อให้สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเรือของญี่ปุ่นและเรือของชาติตะวันตกได้อย่างชัดเจน รัฐบาลโชกุนเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ จึงได้ประกาศใช้ธงฮิโนมารุเป็นธงประจำเรือของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1854 ซึ่งต่อมาธงนี้ก็ได้กลายมาเป็นธงชาติของประเทศญี่ปุ่นจวบจนถึงปัจจุบัน
บทความโดย : Histo Dawn www.marumura.com
เรื่องแนะนำ :
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 4 อาณาจักรซัตสึมะ และการเป็นประเทศราชสองฝ่าย
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 3 ฝ่าทะลวงวงล้อมที่เซกิงาฮาระ
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 2 ไฟสงครามยุคเซ็งโงกุ และอาวุธปืนกระบอกแรก
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 1 ปฐมบทแห่งพยัคฆ์แดนใต้
– Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 8: จากโรนินพเนจรสู่ปาฏิหาริย์ไดเมียวผู้หวนคืน และการปรับตัวสู่โลกธุรกิจยุคปัจจุบัน
ขอบคุณรูปภาพ และข้อมูลอ้างอิง :
• Sengan-en and Shoko Shuseikan Museum Official Website (https://www.senganen.jp/en/)
• History of Kagoshima – Kagoshima Prefectural Government (https://www.pref.kagoshima.jp/ab10/pr/gaiyou/rekishi/index.html)
• Shimazu Nariakira and the Modernization of Japan – Japan Reference (https://jref.com/articles/shimazu-nariakira.856/)
• https://jref.com/articles/shimazu-nariakira-1809-1858.857/
• https://note.com/msdf_issa/n/n3f6f46d0cfa3
#ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 5 สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง และอุตสาหกรรมชูเซคัง #Shimazu Clan
Tags :


