สอนลูกคิดเป็น เก่งการเงิน แยก “ความอยาก” - “ความจำเป็น” SET ใช้นิทาน-บอร์ดเกม EF ปั้นคนคุณภาพ
ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในขณะที่มีอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ดังนั้นการวางรากฐานความคิดให้แก่เด็กและเยาวชนตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” จึงมุ่งพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงทั้งในครอบครัวและสถานศึกษา
ซึ่งประกอบด้วย หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กระดับปฐมวัย 5 เล่ม นิทานระดับประถมศึกษา 5 เล่ม และบอร์ดเกมความรู้ทางการเงิน สื่อการเรียนรู้ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้เด็กรู้คุณค่าของเงิน มีวินัยการออม สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างรอบคอบระหว่างความจำเป็นและความอยาก และรู้จักแบ่งปันผู้อื่น ซึ่งล้วนเป็นการพัฒนาทักษะพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทั้งทางด้านจิตใจและการเงินไปพร้อมๆ กัน โดยที่สำคัญ คือการที่เด็กไทยได้เติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพพร้อมจะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า
ผสานทักษะ EF สร้าง วินัยการเงิน ปั้นคนคุณภาพ
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา โครงการพัฒนาทักษะสมองเพื่อชีวิตที่ประสบความสำเร็จ หรือ Executive Function (EF) ได้ถูกผลักดันอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดกำลังเดินหน้าผสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร เพื่อกระจายประโยชน์สู่สังคมวงกว้าง
โดย Executive Function (EF) ถือเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตตั้งแต่ช่วงต้นของเด็กทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางแผน การทำงานร่วมกันเป็นทีม การปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสงบสุข และการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เกื้อกูลกัน ซึ่งคุณค่าของทักษะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ช่วงวัยเยาว์เท่านั้น แต่ยังส่งผลยั่งยืนไปตลอดชีวิต จนถึงระดับผู้ใหญ่และการทำงานร่วมกันในองค์กรใหญ่ๆ อย่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
แยกแยะ ความจำเป็น Vs ความอยาก
อย่างไรก็ดี ในยุคปัจจุบันที่สังคมเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย และมีจำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลง การเตรียมความพร้อมให้เด็กยุคใหม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีจึงเป็นเรื่องระดับชาติ สิ่งที่ได้รับการต่อยอดตั้งแต่ปี 2567-2568 เป็นต้นมา คือการนำทักษะ EF มาเชื่อมโยงเข้ากับ ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) โดยเติมเต็มเรื่องการออม การบริหารเงิน การแยกแยะระหว่าง “ความจำเป็น” และ “ความอยาก” รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการถูกหลอกลวงหรือภัยสแกมเมอร์
โดยผลลัพธ์จากการนำเครื่องมือเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือนิทานการ์ตูนที่ให้พ่อแม่นำไปสอนลูกต่อ และบอร์ดเกมการเรียนรู้สำหรับครูผู้สอน ไปประยุกต์ใช้จริง พบการเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัด เด็กๆ ไม่เพียงแต่มีความกล้าแสดงออก มีความเข้าใจมิติทางสังคม และกล้าสื่อสารมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกิดพฤติกรรมการใช้เงินที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เช่น เมื่อเข้าร้านสะดวกซื้อ เด็กจะเริ่มยั้งคิด คัดกรองความจำเป็น และวางแผนเก็บออมเงินไว้ใช้สำหรับสิ่งสำคัญในอนาคต
ภายในบอร์ดเกมจำลองชีวิตจริง เด็กๆ ปฐมวัยและประถมศึกษาจะได้ทดลองบริหารเงินทุนเริ่มต้น 80 บาท เรียนรู้การออมเพื่อรับดอกเบี้ย การเสียภาษี การกู้เงินพร้อมภาระดอกเบี้ย ไปจนถึงการเผชิญความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงทางการเงิน ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานทางความคิดตั้งแต่เด็กเพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินและเตรียมความพร้อมสู่การเกษียณในระยะยาว
“นอกจากมิติการสร้างคนในระยะยาวแล้ว ในมุมมองของภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ปัจจัยขับเคลื่อนและแรงหนุนสำคัญยังคงมาจากนโยบายเชิงรุกของภาครัฐ ทั้งการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติในโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดันมาตรการเพื่อดึงดูดการลงทุน ตลอดจนระดับราคาหุ้น (P/E) ที่ยังคงมีความน่าสนใจหากพิจารณาตามปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะยังคงเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) ของนักลงทุนสถาบันและต่างชาติให้เข้ามาเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทย” อัสสเดช กล่าว
ปลูกฝังทักษะสมอง EF ตั้งแต่ปฐมวัย 3-6 ขวบ
ขณะที่ สุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป กล่าวในหัวข้อ “ถอดรหัสสมอง EF สู่วินัยทางการเงิน สร้างคนคุณภาพ” ถึง การพัฒนาสื่อนิทานและบอร์ดเกมสำหรับเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา และการออกแบบกระบวนการฝึกทักษะ EF ผนวกกับความรู้ทางการเงิน ว่าเป็นการพัฒนาบนฐานวิทยาศาสตร์สมอง การปลูกฝังทักษะสมอง EF ตั้งแต่ปฐมวัย 3-6 ขวบ และเมื่อมีการฝึกต่อเนื่องไปจนเติบโต จะเป็นรากฐานที่ช่วยให้เด็กกำกับตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
เด็กที่จัดการตนเองได้จะสามารถเข้าใจและจัดการชีวิตทางการเงินของเขาได้เมื่อโตขึ้นตามวัย เช่น รู้จักวางแผน ไม่เป็นหนี้เกินตัว และมีภูมิคุ้มกันจากการถูกหลอกลวงทางการเงินได้ ไปจนถึงสามารถลงทุนอย่างมีเป้าหมายได้ในอนาคต ทักษะ EF ที่ดี จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ความรู้ทางการเงินเกิดผลสัมฤทธิ์จริง
ทั้งนี้ การจะเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็น "พฤติกรรมทางการเงิน" ที่ยั่งยืนได้นั้น ต้องอาศัยฐานรากสำคัญ 3 มิติ ได้แก่ Self, EF (Executive Function) และ พัฒนาการทางสติปัญญาด้านการเงิน ร่วมกับการสร้างประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน
- Self (ตัวตนและการเห็นคุณค่าในตัวเอง) เมื่อเด็กมีความมั่นคงภายใน รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีเป้าหมาย และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง พวกเขาจะไม่เพลี่ยงพล้ำไปตามกระแสวัตถุนิยม ไม่ต้องแต่งตัวหรือใช้ของตามคนอื่น แต่สามารถยืนหยัดบนวิถีชีวิตของตนเองได้อย่างเข้มแข็ง
- EF (Executive Function) ทักษะการบริหารจัดการตนเองของสมอง ซึ่งช่วยในการกำกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมเพื่อไปสู่เป้าหมาย การยับยั้งชั่งใจ การอดทนรอคอย และการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เด็ก "คิดก่อนใช้" และยับยั้งความอยากได้
- พัฒนาการตามวัยและประสบการณ์จริง เด็กในแต่ละวัยมีศักยภาพในการเรียนรู้เรื่องการเงินที่แตกต่างกัน ตั้งแต่วัยอนุบาลที่เน้นการฝึก "รอคอยให้เป็น" วัยประถมที่เริ่มคิดแบบมีเหตุผล สามารถเปรียบเทียบสิ่งจำเป็นกับสิ่งที่อยากได้ วัยประถมปลายที่เริ่มวางแผนและเข้าใจความเสี่ยง ไปจนถึงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นที่ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่การอ่านนิทานหรือฟังบทเรียนในห้องเรียนอาจยังไม่เพียงพอ เด็กๆ จำเป็นต้องได้รับ "ประสบการณ์จริง" ไม่ว่าจะเป็นการฝึกออมเงินจริง การรู้จักซ่อมแซมของเล่นที่ชำรุดแทนการซื้อใหม่ การเปรียบเทียบราคาสินค้าในชีวิตจริง หรือแม้แต่การจัด "ตลาดนัดเรียนรู้" ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ลองขายของ และนำรายได้ไปช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อให้เห็นว่าเงินไม่ได้มีไว้เพียงแค่ความรวยหรือการใช้จ่ายส่วนตัว แต่ยังเป็นเครื่องมือในการแบ่งปันและสร้างโอกาสให้สังคม
ไม่ใช่แค่ตัวเด็ก แต่ส่งผลไปถึงคนรอบข้าง
ซึ่งจากข้อมูลพบว่า กระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอนี้ จะเข้าไปสร้างและพัฒนาร่างข่ายเส้นใยประสาทในสมองให้แข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง และที่น่าประทับใจคือ ผลลัพธ์ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตัวเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผ่านไปยังผู้ปกครองและคนรอบข้าง ให้เกิดการตระหนักรู้ ไตร่ตรองการใช้จ่าย และปรับเปลี่ยนวินัยทางการเงินของครอบครัวไปพร้อมกัน
ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาทักษะทางการเงิน จึงไม่ใช่การสร้างเด็กที่สอบได้คะแนนเต็มในวิชาเศรษฐศาสตร์ หรือจำสูตรการลงทุนได้แม่นยำ แต่คือการสร้าง "พลเมืองคุณภาพ" ที่สามารถคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และมีวินัยทางการเงินที่ติดตัวไปตลอดชีวิต ซึ่งจะเป็นรากฐานอันมั่นคงในการสร้างความสุขและความยั่งยืนให้กับสังคมไทยต่อไป
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้