“กัณฑรา” มอง SET ระยะสั้น "ไซด์เวย์ดาวน์” น้ำมันสูง-Bond Yield กดดัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 ต.ค.69) นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดัน หลังดัชนี SET ปรับตัวลดลงมากกว่า 35 จุดในช่วงก่อนหน้า ขณะที่การฟื้นตัวกลับทำได้เพียงเล็กน้อย จึงมองว่าดัชนีมีแนวโน้มแกว่งตัวในลักษณะ Sideway Down และยังไม่ใช่จังหวะเร่งเพิ่มน้ำหนักลงทุน
ทั้งนี้ แนวรับสำคัญของ SET อยู่ที่บริเวณ 1,561 จุด หากดัชนียังสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ยังมีโอกาสเห็นแรงรีบาวด์กลับขึ้นมา ขณะที่บริเวณ 1,612-1,620 จุด ถือเป็นแนวต้านสำคัญที่มีแรงขายรออยู่ค่อนข้างมาก ส่วนภาพระยะยาวในปีหน้า FSS ยังมองเป้าหมายดัชนีไว้เหนือระดับ 1,700 จุด แต่การปรับตัวขึ้นไปถึงระดับดังกล่าวจำเป็นต้องมีปัจจัยบวกขนาดใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนตลาด
สำหรับปัจจัยภายนอก ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูงบริเวณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยมองว่าหากราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงต่อเนื่อง จะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก และส่งผลให้ตลาดกังวลต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือ Bond Yield ที่อาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
นายกัณฑราระบุว่า ความเชื่อมโยงดังกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุน เพราะเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น จะเพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุนและเงินเฟ้อ ซึ่งอาจนำไปสู่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และผลักดัน Bond Yield ให้ปรับตัวเพิ่มตาม ขณะที่ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงจะกดดัน Valuation ของตลาดหุ้นและทำให้การฟื้นตัวของดัชนีเป็นไปได้ยากขึ้น
ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นของ Bond Yield ในตลาดยุโรปยังส่งผลต่อทิศทางกระแสเงินทุน โดยเห็นแรงโยกเงินจากยุโรปเข้าสู่สหรัฐฯมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อ Fund Flow ในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย
ด้านแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ตลาดประเมินว่าในการประชุมเดือน ต.ค.2569 มีโอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงประมาณ 25% สะท้อนว่าตลาดยังให้น้ำหนักกับการคงดอกเบี้ยมากกว่า อย่างไรก็ตาม ในการประชุมเดือน ธ.ค.2569 ตลาดกลับประเมินโอกาสขึ้นดอกเบี้ยสูงถึงประมาณ 80% ทำให้ประเด็นดังกล่าวยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ แม้ Fed จะส่งสัญญาณว่ามีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 2-3 ครั้ง แต่ตลาดยังมีความกังวลต่อภาวะดอกเบี้ยและ Bond Yield ที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อสินทรัพย์เสี่ยงและจำกัดโอกาสการฟื้นตัวของตลาดหุ้นในระยะนี้
ส่วนกระแสเงินทุนต่างชาติ เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกเล็กน้อย หลังนักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาเปิดสถานะ Long Futures ภายหลังเปิดสถานะ Short ติดต่อกัน 7 วัน ซึ่ง FSS มองว่าอาจสะท้อนว่าแรงขายเริ่มเบาลง หรือมุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดไทยเริ่มดีขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามต่อเนื่องว่าจะสามารถพัฒนาไปสู่กระแสเงินทุนไหลกลับได้หรือไม่
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ยังต้องติดตามสถานการณ์ฝนตกและน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุน ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงประมาณ 2% ในช่วง 1 เดือน ถือเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออกและท่องเที่ยว โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่กำลังเข้าสู่ช่วง High Season หากสถานการณ์ฝนและน้ำท่วมคลี่คลายลง
ด้านกลยุทธ์การลงทุน FSS ยังคงแนะนำให้นักลงทุนใช้แนวทาง Wait & See หรือชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมัน Bond Yield การส่งสัญญาณของ Fed กระแส Fund Flow รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ
สำหรับหุ้นที่ยังมีปัจจัยสนับสนุน FSS มอง บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ยังมีความน่าสนใจจากความแข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเป็นหุ้นที่มีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของดัชนี โดยให้มูลค่าพื้นฐานบริเวณ 290 บาท
ขณะที่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง โดย FSS ให้ราคาพื้นฐานที่ 166 บาท และมองว่ายังสามารถหาจังหวะเข้าลงทุนได้
ส่วน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL แม้หุ้นกลุ่มธนาคารจะได้รับแรงกดดันจาก Fund Flow ต่างชาติ แต่ยังเป็นหนึ่งในหุ้นที่ FSS เลือกเป็นหุ้นเด่นในเดือน ต.ค.
ด้าน บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ได้แรงหนุนจากราคายางพาราที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่อุปทานยังเพิ่มขึ้นไม่มาก รวมถึงสัญญาณทางเทคนิคที่อยู่ในทิศทางดี
ดังนั้น FSS ยังเน้นการเลือกลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์ โดยหุ้นเด่นประจำเดือน ต.ค. ได้แก่ BBL, DELTA และ STA ขณะที่ PTTEP ยังเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันในระดับสูงและสามารถหาจังหวะเข้าลงทุนได้