“เอกนิติ” ปูทางญี่ปุ่นเข้า SET กลุ่มแรก ผ่าน BOI to IPO ลุ้นเคาะภาษีค่ายรถเดือนนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (7 ต.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน Thailand–Japan Investment Forum 2026 ภายใต้ แนวคิด “Investment Gateway for Sustainable Growth” ว่า ไทยและญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน หลัง ข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ที่ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยให้บริษัทญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย
ขณะที่ปัจจุบันโลกเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้า กำแพงภาษี และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงต้องเรียนรู้จากบทเรียนเดิมเพื่อนำมารับมือและเปลี่ยนแปลงความร่วมมือไปสู่บทใหม่ (New Chapter) ซึ่งสองประเทศสามารถเติบโตไปด้วยกัน

นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) มีบทบาทในเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยไทยเป็นหนึ่งในนั้นจากจุดแข็งในการเป็น ผู้เชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือ (Trusted Connector) และสามารถเชื่อมความร่วมมือกับทุกขั้วอำนาจได้อย่างเป็นกลาง
สำหรับการเปลี่ยนแปลงสำคัญของเศรษฐกิจโลกมี 4 เมกะเทรนด์ ได้แก่ 1. การแบ่งขั้วของโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตจากหลายประเทศมายังไทยและอาเซียน 2. เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับ 3. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และ 4. การเข้าสู่สังคมสูงวัย
นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนที่มีคุณภาพ (Quality Investment-led Growth) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับศักยภาพการผลิตในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับสาขาที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะและอาหารแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์แห่งอนาคต การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยวคุณภาพ ค้าปลีกและโลจิสติกส์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ไทยและญี่ปุ่นสามารถเชื่อมการลงทุนกับแหล่งเงินทุนผ่านโครงการ BOI to IPO ที่ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. (SET) ในการมอบ Fast Track และมาตรการจูงใจแก่บริษัทต่างชาติให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยเบื้องต้นตั้งเป้าบริษัทญี่ปุ่นเป็นกลุ่มแรก และอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทต่างชาติอีกหลายแห่งที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังต้องการผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Market) ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนข้อตกลง Power Asia Initiative เสริมสร้างความยั่งยืนทางพลังงานและทรัพยากรในภูมิภาคเอเชีย

ทั้งนี้ นายเอกนิติ เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการภาษีสรรพสามิต เพื่อดูแลอุตสาหกรรมยานยนต์ทุกชาติที่ลงทุนในไทยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบมติของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เกี่ยวกับมาตรการภาษีสรรพสามิตแล้ว คาดว่าจะสรุปและกำหนดอัตราภาษีที่ชัดเจนได้ภายในสัปดาห์หน้า หรืออย่างช้าที่สุดในสัปดาห์ถัดไป
ขณะที่ นายอาเบะ อิจิโระ (ABE Ichiro) ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ณ กรุงเทพฯ (JETRO Bangkok) ระบุว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจและนักลงทุนญี่ปุ่นมุ่งเน้นการผลักดันการลงทุนสีเขียว (Green Investment) เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีในประเทศไทย ด้วยแนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนเพียงลำพังมาสู่การร่วมสร้างสรรค์(Co-creation)กับพันธมิตรและกลุ่มธุรกิจไทยเพื่อพัฒนานวัตกรรมและแก้โจทย์ความท้าทายใหม่ๆ
“ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทญี่ปุ่นถึง 48% ยังคงตระหนักถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน และกว่า 52% พร้อมขยายการลงทุนเพิ่ม โดยยังคงมองประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและสร้างรายได้ที่สำคัญที่สุด” นายอาเบะ กล่าว

ฟาก นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ตลาดทุนไทยขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา จากที่มีบริษัทจดทะเบียนในระบบ 300 บริษัท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) 1.5 ล้านล้านบาท ในปี 2569 ขยับขึ้นมาเป็น 865 บริษัท คิดเป็นมูลค่าฯ กว่า 19 ล้านล้านบาท หรือสูงถึง 105% ของ GDP
ปัจจุบันตลาดทุนไทยสามารถดึงดูดการลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาจดทะเบียนในตลท. แล้ว 20 บริษัท พร้อมย้ำว่า BOI to IPO จะอำนวยความสะดวกในการดำเนินการทุกด้าน เพื่อให้ไทยเป็นฐานทุนใหญ่ในการเติบโตของธุรกิจทั้งในไทยและต่างชาติที่มั่นคง