เมื่อกฎหมายไม่ใช่คอขวด เจาะอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลอาเซียน ผ่านรายงาน SCBX และ Hashed Open Research ชี้ทิศทางอนาคตการเงินดิจิทัลแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

SCBX ร่วมกับ Hashed Open Research (HOR) หน่วยงานคลังสมองด้านนโยบายของ Hashed บริษัทเวนเจอร์แคปิทัลด้าน Web3 ระดับโลก เปิดตัวรายงาน "Powering Southeast Asia's Digital Future" ซึ่งกลั่นจากงาน Southeast Asia Blockchain Week (SEABW) 2026 ที่กรุงเทพฯ งานนี้จัดโดย Hashed และ ShardLab ร่วมกับ SCBX มีผู้เข้าร่วมกว่า 4,000 คน วิทยากรมากกว่า 100 คนจากทั่วโลก และมีวงเสวนาแบบปิดรวม 4 วง โดยมีอินไซด์ที่น่าสนใจดังนี้

สูตรตะวันตกใช้กับอาเซียนไม่ได้

ต้องเข้าใจก่อนว่าอาเซียนไม่ได้เริ่มจากศูนย์เหมือนตะวันตก ธุรกรรมในไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ถูกขับเคลื่อนภายในประเทศแบบทันที และแทบไม่มีค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว ระบบชำระเงิน QR ข้ามแดนระหว่างกันก็ใช้งานจริงมาระยะหนึ่งผ่าน Regional Payment Connectivity (เครือข่ายที่ธนาคารกลางในภูมิภาคร่วมกันสร้าง ให้โอนเงินข้ามประเทศแปลงสกุลท้องถิ่นถึงกันได้โดยตรง) ในช่วงปี 2563 ถึง 2568 โดยในช่วงปี 2563-2568 สัดส่วนการชำระราคาในสกุลเงินท้องถิ่นภายในภูมิภาคเพิ่มจาก 7% เป็นมากกว่า 15%

เมื่อการเงินเดิมเร็วและถูกอยู่แล้ว หลักของการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัลที่ตะวันตกใช้ จึงอาจไม่ได้ผลกับภูมิภาคนี้ ผู้บริโภคในไทยหรือสิงคโปร์ไม่มีเหตุผลต้องเปลี่ยนไปใช้คริปโทเพื่อจ่ายเงินเร็วขึ้น เพราะแอปธนาคารที่มีอยู่ก็เร็วพอแล้ว รายงานมองความท้าทาย และโอกาสในภูมิภาคนี้ไว้ทั้งหมด 3 เรื่อง ได้แก่ 

  • การระดมทุนให้กับสินทรัพย์กลุ่มที่ช่องทางสินเชื่อแบบเดิมเข้าไม่ถึง
  • การดูดเงินทุนขาเข้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 
  • การตัดภาระวางเงินล่วงหน้า (Pre-funding เงินที่คู่ค้าฝั่งหนึ่งต้องกันสำรองไว้ในบัญชีปลายทางล่วงหน้า ก่อนเงินจริงจะโอนมาถึง) ระหว่างคู่ค้าข้ามแดน 

ทั้งสามข้อนี้คือพื้นที่ที่บล็อกเชนยังมีโอกาสแข่งขันกับระบบการเงินแบบดั้งเดิมในภูมิภาคได้ ไม่ใช่การพยายามแข่งเรื่องความเร็วกับระบบที่เร็วอยู่แล้ว

คอขวด ไม่ได้อยู่ที่สำนักงานกำกับดูแล

รายงานมองว่า กฎหมายและเทคโนโลยีไม่ใช่ข้อจำกัดหลักอีกต่อไป คอขวดสำคัญกลับอยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งยังไม่เห็นเหตุผลทางธุรกิจที่มากพอให้ลงมือ

เคสที่สะท้อนภาพนี้ชัดคือกองทุนพันธบัตรรัฐบาลที่แปลงเป็นโทเคนและอยู่ในสกุลดอลลาร์สิงคโปร์ โครงสร้างทางกฎหมายเดินหน้าได้ค่อนข้างง่าย เพราะกฎหมายสิงคโปร์ไม่ได้กำหนดรูปแบบตายตัวของหลักทรัพย์ ตราบใดที่พิสูจน์ได้ว่าทำหน้าที่เหมือนหลักทรัพย์จริง กองทุนใช้เวลาพัฒนาเพียง 6 เดือน และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AA จาก Moody's กลายเป็นกองทุนแปลงเป็นโทเคนกองแรกของโลกที่ได้รับการจัดอันดับจากสถาบันจัดอันดับรายใหญ่

แต่กองทุนกลับสะดุดในขั้นการกระจายขาย นักลงทุนที่คุ้นเคยกับคริปโทไม่ต้องการรับความเสี่ยงในสกุลดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่นักลงทุนกลุ่มดั้งเดิมก็ไม่มีเหตุผลต้องซื้อสินทรัพย์เวอร์ชันโทเคน ในเมื่อผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันมีอยู่แล้วในตลาดปกติ

กองทุนรุ่นถัดมาที่เปลี่ยนมาใช้ดอลลาร์สหรัฐยิ่งตอกย้ำปัญหานี้ เมื่อเอกสารการลงทุนจัดทำเสร็จภายใน 10 สัปดาห์ แต่การเปิดบัญชีธนาคารกลับใช้ถึง 5 เดือน ทั้งที่นิติบุคคลผู้ออกกองทุนได้รับการบ่มเพาะจากหน่วยงานเวนเจอร์ของกลุ่มธนาคารเดียวกัน

ฮ่องกงก็พบภาพคล้ายกัน หน่วยงานกำกับดูแลเปิดทางให้ใบอนุญาต VATP หรือแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์เสมือน แต่ธนาคารที่เข้าร่วมวงหารือกลับมองว่าเคสธุรกิจยังไม่คุ้ม ผู้ร่วมเสวนาของ SEABW มองว่ารูปแบบนี้เกิดซ้ำในหลายตลาด เพราะ Tokenization ยังไม่ใช่แหล่งรายได้ที่มีน้ำหนักมากพอ เมื่อเทียบกับต้นทุนในการปรับระบบรับฝากสินทรัพย์ การชำระราคา และงานหลังบ้านที่ธนาคารสร้างมานานหลายสิบปี

อีกข้อจำกัดคือเกณฑ์ SCO60 ของ BIS หรือธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ ซึ่งกำหนดให้ธนาคารที่ถือสินทรัพย์บนบล็อกเชนสาธารณะไว้ในงบดุล ต้องกันเงินกองทุนสูงถึง 1,250% ของมูลค่าสินทรัพย์ ทำให้ธนาคารจำนวนมากเลือกใช้บล็อกเชนแบบปิด (Private Chain) ที่ใช้เงินกองทุนน้อยกว่าแทน

แต่สิ่งที่ต้องแลกคือความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบการเงินอื่น หรือ Composability ที่ลดลง ในวงเสวนามีเคสโทเคนสะสมแต้มบน Private Chain ที่ใช้เวลายืนยันธุรกรรมถึง 10 วินาทีและรองรับปริมาณธุรกรรมช่วงต้นเดือนไม่ไหว จนสุดท้ายต้องย้ายกลับไปใช้ PostgreSQL สะท้อนว่าหากออกแบบแบบรวมศูนย์มากเกินไป Blockchain ก็อาจกลายเป็นฐานข้อมูลที่ซับซ้อนและช้ากว่าที่ควร

ไทย = สนามทดลองที่ไปได้ไกลที่สุดในภูมิภาค

ถ้าจะดูว่าคอขวดในระดับธนาคารกำลังคลี่คลายอย่างไรในทางปฏิบัติ ไทยเป็นตลาดที่รายงานให้น้ำหนักมาก เพราะมีทั้งกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและผู้เล่นเชิงสถาบันที่เริ่มนำระบบไปใช้งานจริง

ไทยใช้โครงสร้างกำกับดูแลสองหน่วยงาน โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดูแลการออก ซื้อขาย และรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลระบบชำระเงิน เงินอิเล็กทรอนิกส์ และการชำระราคาเป็นเงินบาท

ในฝั่งสนามทดลอง Programmable Payment Sandbox ของ ธปท. ได้ขยายกรอบเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ให้มีระยะเวลาที่ยืดหยุ่นขึ้นและพิจารณาเป็นรายกรณี ขณะที่ TouristDigiPay ซึ่งเริ่มนำร่องตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาทผ่านผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ก่อนโอนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้การกำกับของ ธปท. เพื่อจ่ายผ่าน QR โดยร้านค้ารับเฉพาะเงินบาท

ตัวอย่างที่จับต้องได้ที่สุดคือช่องทางโอนเงินข้ามแดน หรือ Corridor ที่ SCB และ SCB 10X ร่วมกับ Lightnet และ Fireblocks พัฒนาขึ้น โดยใช้ USDC ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐเป็นสื่อกลาง

โครงการนี้ผ่านสนามทดลองของ ธปท. และถูกนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์จริง โดยชำระราคาบนบล็อกเชนสาธารณะ คู่ค้าที่เดิมต้องวางเงินดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้าไว้ในบัญชีธนาคารไทยจึงไม่ต้องทำอีก เงินทุนที่เคยจมอยู่กับ Pre-funding ถูกปลดกลับไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจ ขณะที่ประสบการณ์ของผู้ใช้ปลายทางแทบไม่เปลี่ยน นี่คือตัวอย่างที่ตอบโจทย์การลดภาระ Pre-funding ได้ตรงที่สุด

ไทยยังมีการทดลองในอีกหลายชั้น ตั้งแต่บาทสเตเบิลคอยน์ในสนามทดลองของ ธปท. ที่มีผู้ใช้ราว 3,000 คน ไปจนถึง Token X บริษัทในกลุ่ม SCBX ที่แปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนไปแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท และทำ Cross-border Tokenization ร่วมกับ SBI Digital Markets และ Kyobo Securities โดยมีไวน์เป็นหนึ่งในสินทรัพย์อ้างอิง

อย่างไรก็ตาม Investment Token หรือโทเคนที่ให้สิทธิผลตอบแทนหรือส่วนแบ่งจากโครงการยังติดข้อจำกัดในตลาดรอง แม้ไทยจะมีนิยามทางกฎหมายและสามารถออกขายในตลาดแรกผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตได้แล้ว แต่ความไม่ชัดเจนด้านกฎเกณฑ์สำหรับการซื้อขายต่อทำให้กิจกรรมส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ที่การออกขายครั้งแรก

ในอีกด้าน โครงการกระเป๋าเงินสำหรับนักท่องเที่ยวก็สะท้อนคอขวดเดิม คือแม้ผ่านการทดสอบด้านเทคนิคและกฎเกณฑ์แล้ว แต่ต้นทุนด้านการรับฝากสินทรัพย์และการตรวจสอบธุรกรรมยังสูงเกินกว่าจะทำให้โมเดลธุรกิจคุ้มค่า

ล่าสุดในช่วงต้นปี 2569 ธปท. ขยายสนามทดลองให้ครอบคลุม Tokenized Deposit หรือเงินฝากธนาคารในรูปโทเคนดิจิทัล ซึ่งยังเป็นภาระหนี้สินของธนาคารเหมือนเงินฝากปกติ แต่เพิ่มความสามารถด้านการโอนและการกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ

โจทย์ถัดไปจึงไม่ใช่เพียงทำให้แต่ละธนาคารสร้าง Tokenized Deposit ของตัวเองได้ แต่ต้องทำให้ระบบของแต่ละแห่งเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้ด้วย

สมรภูมิ 24 เดือนข้างหน้า ตัดสินกันด้วยความสามารถในการเขียนโปรแกรม

รายงานย้ำว่า คุณค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้อยู่ที่การทำให้การชำระราคาเร็วขึ้น เพราะระบบธนาคารเดิมก็สามารถทำได้ในระดับวินาที แต่อยู่ที่ ความสามารถในการเขียนโปรแกรม (Programmability) หรือการกำหนดให้เงินและสินทรัพย์ทำงานโดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ เพื่อลดขั้นตอนตรวจสอบด้วยมือซึ่งเป็นต้นทุนและต้นเหตุของความล่าช้าจริง

ตัวเลขจากงานวิจัยที่ถูกยกขึ้นในวงเสวนาช่วยตอกย้ำประเด็นนี้ การชำระเงินข้ามแดนด้วยสเตเบิลคอยน์มีต้นทุนเฉลี่ยราว 9% เทียบกับประมาณ 6% ของระบบธนาคารตัวกลางแบบเดิม หรือ Correspondent Banking โดยส่วนต่างราว 3% มาจากต้นทุนการแปลงเงินเข้าและออกระหว่างสกุลเงินปกติกับสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ใช่จากขั้นตอนการชำระราคา

ดังนั้นจุดที่บล็อกเชนมีโอกาสสร้างความได้เปรียบจริง จึงเป็นการใช้ Programmability เพื่อลดงานตรวจสอบและ Compliance ที่ยังต้องทำด้วยมือ รวมถึงแก้คอขวดของ Last-mile Payout หรือขั้นตอนสุดท้ายก่อนเงินจะถึงมือผู้รับ

อีกสมรภูมิในช่วง 24 เดือนข้างหน้าคือ Interoperability หรือความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบัน เมื่อ Tokenized Deposit และ Tokenized Asset เริ่มเกิดขึ้นในหลายสถาบัน ผู้เล่นที่ได้เปรียบจะไม่ใช่เพียงคนที่สร้างระบบของตัวเองได้ แต่คือคนที่ทำให้เงินและสินทรัพย์ดิจิทัลเคลื่อนย้ายข้ามสถาบันได้ และในอนาคตยังต้องรองรับการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Wholesale CBDC ด้วย

รายงานจึงมองว่า สถาบันที่ต้องการวางตัวเองให้พร้อมสำหรับช่วงถัดไปต้องคิดเรื่อง Interoperability ตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้แต่ละระบบสร้างเสร็จแล้วจึงค่อยหาวิธีเชื่อมเข้าหากัน

รายงานปิดท้ายด้วยข้อสรุปที่สอดคล้องกับสิ่งที่เห็นตลอดทั้งฉบับว่า

ภูมิภาคที่มีความกระจัดกระจายเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ ไม่อาจเติบโตได้เต็มศักยภาพด้วยเม็ดเงินลงทุนหรือคำสั่งเชิงกฎเกณฑ์เพียงลำพัง