SCB FM คาดบาทสิ้นปีแกว่ง 33.25-33.85 บ. จับตาเลือกตั้งสหรัฐ-ดอกเบี้ยเฟด


นายแพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets บริษัท ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยถึงทิศทางค่าเงินบาทว่า ในช่วงที่ผ่านมาความผันผวนเริ่มลดลงและเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่างประเทศโดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางและทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกยังคงเป็นแรงกดดันหลัก ทำให้เงินบาทแกว่งตัวตามราคาน้ำมันดิบและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้ ประเมินกรอบเงินบาทไว้ที่ 33.25-33.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แม้ระยะสั้นอาจมีทิศทางอ่อนค่าจากความกังวลเรื่องสงครามที่อาจปะทุเป็นช่วงๆ และการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน รวมถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเก็บภาษีนำเข้าจากไทยเพิ่มตามมาตรา 301 แต่การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันมีโอกาสน้อยลง ประกอบกับดุลการค้าไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปี และยังมีแรงหนุนจากตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคมที่เติบโตสูงกว่าคาดการณ์เข้ามาช่วยพยุง

ส่วนแนวโน้มในปี 2570 คาดว่าเงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าได้อีกครั้ง โดย SCB ประเมินไว้ที่ระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรก และอาจอ่อนค่าไปใกล้ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงไตรมาส 3 ก่อนจะทยอยกลับมาแข็งค่าเล็กน้อยในช่วงปลายปี ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง (K-shaped recovery) โดยพึ่งพาเพียงการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก ขณะที่การบริโภคในประเทศและตลาดแรงงานยังฟื้นตัวช้า

ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.0% ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศยังคงเป็นแรงกดดันต่อเงินบาท อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่อาจช่วยพลิกกลับมาพยุงเงินบาทในปีหน้า ได้แก่ โอกาสที่ Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง (น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3 ครั้ง) รวมถึงความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจเผชิญภาวะปิดทำการ (Shutdown) ชั่วคราว และสถานการณ์สงครามที่น่าจะคลี่คลายลงจนราคาน้ำมันกลับสู่ระดับปกติ

ด้านนายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB กล่าวเสริมว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวได้พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งเป็นผลจากการขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับสูง การแห่ออกหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพื่อระดมทุนด้าน AI รวมถึงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากสงคราม โดยประเมินว่าเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield curve) จะมีแนวโน้มชันขึ้น ซึ่งผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี อาจทยอยลดลงสู่ระดับ 4.15-4.35% ในช่วงปลายปี 2570 ตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี จะปรับลดลงได้จำกัดและยังคงทรงตัวในระดับสูงที่ 4.70-4.90%

สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กรณีฐาน (Base case) ประเมินว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถครองเสียงข้างมากได้อย่างน้อยหนึ่งสภา ซึ่งจะช่วยถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลและทำให้การอัดฉีดนโยบายการคลังใหม่ๆ ทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐลดลงและอาจช่วยกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับลดลงได้บ้าง โดยให้โอกาสเกิดกรณี Democrat Sweep ไว้ที่ 55% และกรณีเดโมแครตครองสภาล่างแต่รีพับลิกันครองวุฒิสภาที่ 35% อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณี Republican Sweep ซึ่งมีโอกาสประมาณ 10% จะถือเป็นความเสี่ยงขาขึ้น (Upside risk) ที่จะดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและเงินดอลลาร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากความกังวลเรื่องการขาดดุลการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ทิศทางของค่าเงินยูโรในช่วงที่ผ่านมาได้เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก จากปัญหาราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงและความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะในฝรั่งเศสที่นักลงทุนกังวลเรื่องการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในปีหน้า ซึ่งอาจกระทบต่อหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณ ทั้งนี้ หากพรรคฝ่ายขวาจัดหรือซ้ายจัดชนะการเลือกตั้ง จะกดดันให้ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศสเมื่อเทียบกับเยอรมนี (OAT-Bund spread) กว้างขึ้นและฉุดเงินยูโรให้อ่อนค่าลง แต่หากพรรคสายกลาง (Centrist) ยังรักษาอำนาจไว้ได้ จะช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองและหนุนให้เงินยูโรฟื้นตัวกลับมาได้บ้างท่ามกลางความท้าทายด้านการคลังที่ยังคงอยู่

Back to top button