จากเส้นชัยสู่ 'Running Economy' โอกาสใหม่ธุรกิจจัดงานวิ่งไทย

จากกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพวันนี้ “การวิ่ง” กำลังขยับสถานะขึ้นมาเป็นหนึ่งในกิจกรรม Lifestyle ที่มีพลังทางเศรษฐกิจอย่างน่าจับตา ทุกวันนี้นักวิ่งไม่ได้จบแค่อุปกรณ์หลักแค่อย่างรองเท้า แต่ยังมีการใช้จ่ายเชื่อมโยงไปถึงเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง สินค้าและบริการด้านสุขภาพ และ Wellness รวมถึงการสมัครร่วมกิจกรรมงานวิ่ง ทำให้กิจกรรมวิ่งกำลังพัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า “เศรษฐกิจการวิ่ง หรือ Running Economy”
งานวิ่งกับพลังทางเศรษฐกิจ
ตลาดงานวิ่งในประเทศไทยมีการเติบโตและกระจายตัวในหลายรูปแบบ ตั้งแต่งานวิ่งระดับชุมชน
งานเพื่อสุขภาพ งานแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ เกิดขึ้นราว 600-1,800 รายการทั่วประเทศต่อปี มีกลุ่มนักวิ่งหมุนเวียนเข้าร่วมงานประมาณ 2-6 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า อุตสาหกรรมกีฬาวิ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเกือบ 32,000 ล้านบาท ดังนั้นงานวิ่งจึงไม่ได้เป็นเพียง “สนามแข่งขัน” แต่สามารถทำหน้าที่เป็นเวทีที่นำเสนอ เมือง ผู้คน วัฒนธรรม อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และวิถีชีวิตไปพร้อมกัน
โจทย์ใหญ่ Race Organizers สร้างงานวิ่งให้คนอยากกลับมา
ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังทำให้ธุรกิจผู้จัดงานวิ่ง (Race Organizers) ต้องมองตลาดกว้างกว่า
การ “จัดการแข่งขัน” และก้าวเข้าสู่แนวคิด “Running Economy” เพราะการแข่งขันไม่ได้จบลงเมื่อ
เสียงสัญญาณปล่อยตัวสิ้นสุดลง แต่เริ่มตั้งแต่วันที่นักวิ่งตัดสินใจสมัคร และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเวลาหลังเข้าเส้นชัย ดังนั้นคำถามสำคัญของธุรกิจจึงเปลี่ยนจาก “จะจัดงานอย่างไรให้คนมาวิ่ง” เป็น “จะสร้างประสบการณ์อย่างไรให้คนอยากกลับมาอีกครั้ง”
เมื่อผู้จัดไม่ได้ขาย “การแข่งขัน” แต่ขาย “ประสบการณ์”
นายภาณุพงศ์ บุญเมือง ผู้อำนวยการ Race Director บริษัท ไมโครไฟน จำกัด ผู้ร่วมดำเนินการจัดการแข่งขัน กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37 หรือ 37th Bangkok Marathon กล่าวว่า พฤติกรรมของนักวิ่งในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ธุรกิจจัดงานวิ่งจึงมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง การจัดงานวิ่งไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องระยะทางหรือมาตรฐานการแข่งขัน แต่แข่งขันกันที่ “ประสบการณ์” ทำให้บทบาทของ
Race Organizers เปลี่ยนจากผู้จัดการแข่งขันมาเป็น “นักสร้างสรรค์ประสบการณ์หรือ Experience Creator”
ที่ต้องออกแบบทั้งเส้นทาง บรรยากาศ คอนเทนต์ ชุมชนของนักวิ่ง รวมถึงการเชื่อมโยงกับแบรนด์พันธมิตรให้กลายเป็นประสบการณ์เดียวกัน
“ผู้จัดต้องเข้าใจว่า นักวิ่งยุคใหม่ไม่ได้ซื้อเพียงสิทธิ์ในการลงสนาม ไม่ได้มองเพียงเรื่องเวลาและอันดับ แต่กำลังซื้อประสบการณ์ทั้งหมดของงานตั้งแต่ก่อนวันแข่งขัน ระหว่างการแข่งขัน บรรยากาศ เส้นทาง ความปลอดภัย การบริการ เสื้อ เหรียญ กิจกรรม ไปจนถึงความรู้สึกที่ได้รับหลังเข้าเส้นชัย นักวิ่งกลับไปพร้อมเรื่องราวความทรงจำที่อยากเล่าให้คนอื่นฟัง นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของงาน”
“กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37” การเปลี่ยนสนามแข่งเป็นเรื่องราวของเมือง
แนวคิดดังกล่าว บริษัท ไมโครไฟน จำกัด ได้นำมาใช้กับ กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2570 ภายใต้แนวคิด “RUN THE LEGACY OF BANGKOK” โดยมุ่งนำเสนอกรุงเทพมหานครผ่านมุมมองของ “การวิ่ง เมืองประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม” เพราะโจทย์ของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การจัดการแข่งขันให้ได้มาตรฐาน แต่ต้องการนำ “กรุงเทพมหานคร” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นักวิ่ง ให้เส้นทางการแข่งขันทำหน้าที่เล่าเรื่องเมืองไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ บริษัทเข้ามาในฐานะผู้ร่วมดำเนินการ ไม่ใช่เจ้าของงาน โดยได้นำประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการอีเวนต์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ มาเสริมการทำงาน โดยยึดหลักการไม่เปลี่ยนงานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานให้กลายเป็นงานใหม่ พร้อมกับประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าของงาน หน่วยงานด้านการจราจร ความปลอดภัย การแพทย์ และเจ้าของพื้นที่
“ความตั้งใจของเราชัดเจน คืออยากให้นักวิ่งที่มาร่วมงานได้รับประสบการณ์ที่ดี และรู้สึกว่างานนี้ใส่ใจเขา อยากให้เป็นมหกรรมเฟสติวัลงานวิ่งเพื่อสุขภาพระดับโลก เราเห็นว่าการยกระดับงานที่มีอายุขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำเสร็จในปีเดียว แต่เป็นการเดินทางที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความร่วมมือ เราจึงตั้งใจทำในสิ่งที่ทำได้ให้ดีที่สุดในแต่ละปี และสะสมไปทีละก้าว”
จาก “เส้นชัย” สู่ “การกลับมาอีกครั้ง”
สำหรับผู้จัดงาน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สมัครในแต่ละปี แต่คือการสร้างความภักดี
(Brand Loyalty) และทำให้นักวิ่งรู้สึกว่า “งานนี้มีบางอย่างที่อยากกลับมาสัมผัสอีก” และนั่นคือโจทย์ของ
ผู้จัดงานวิ่ง Race Organizers ในยุค Running Economy เพราะในวันที่การแข่งขันวิ่งมีจำนวนมากขึ้น สิ่งที่ทำให้งานหนึ่งแตกต่างจากอีกงานหนึ่ง อาจไม่ใช่เพียงระยะทางหรือเงินรางวัล แต่คือ เรื่องราว ประสบการณ์ และความรู้สึกที่นักวิ่งได้รับ
สำหรับ กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37 แนวคิด “RUN THE LEGACY OF BANGKOK” จึงเป็นมากกว่าสโลแกนของการแข่งขัน แต่คือความพยายามที่จะทำให้ “การวิ่ง” เชื่อมโยงเข้ากับ “เมือง” และเปลี่ยนสนามแข่งขันให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำ เพราะเมื่อวันแข่งขันจบลง เส้นชัยอาจอยู่ด้านหลัง แต่ถ้าประสบการณ์ยังอยู่ในใจนักวิ่ง วันหนึ่งพวกเขาจะกลับมาอีกครั้ง
………………………………………………

