เปิดสูตร ‘Reinvent Thailand’ เอกนิติ ดันลงทุน 30% ปั้น 7 อุตฯใหม่ ปูทางไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

เปิดแผน ‘Reinvent Thailand’ ดันเศรษฐกิจโต 3%+ เพิ่มสัดส่วนลงทุนแตะ 30% ของ GDP ชู 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเร่งปลดล็อกกฎหมาย ลดอุปสรรคทำธุรกิจ ‘เอกนิติ’ ชูยุทธศาสตร์ BOI สู่ ‘มูลค่าและคุณค่า’ ดึงเทคโนโลยี-การจ้างงาน-ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain โลก เตรียมคัด Quick Wins และจัดทำ Framework เสนอนายกฯ ภายใน 1 เดือน

  • ตั้งเป้า GDP โตไม่ต่ำกว่า 3% ดันลงทุนแตะ 30%
  • เดินหน้า 3 ระยะ พร้อมเร่ง Quick Wins
  • BOI เปลี่ยนจากเน้นปริมาณ สู่มูลค่าและคุณค่า
  • เผยยอดลงทุนยังโตต่อเนื่อง 2 ไตรมาส
  • กกร. เปลี่ยนข้อเสนอ เป็นการลงมือทำ

วันที่ 21 ก.ย. ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ ผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงผลการหารือแนวทางขับเคลื่อน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับการลงทุนและเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยการหารือครั้งนี้ ต่อยอดจากงาน The Bangkok Business Summit 2026 ซึ่งรวบรวมข้อเสนอจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ มาพัฒนาเป็นแนวทางเชิงนโยบายใน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย หรือ ‘กองหน้า’ ได้แก่

  • เกษตรและการแปรรูปอาหาร
  • ยานยนต์
  • การค้าปลีกและการค้า
  • อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
  • การแพทย์และเวลเนส
  • การท่องเที่ยว
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าว ยังสอดคล้องกับการเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นโอกาสนำเสนอศักยภาพ ทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ และความพร้อมด้านการลงทุนของไทยต่อประชาคมโลก

ตั้งเป้า GDP โตไม่ต่ำกว่า 3% ดันลงทุนแตะ 30%

เอกนิติ กล่าวอีกว่า รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี ผ่านยุทธศาสตร์ Investment-led Growth พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจากปัจจุบันประมาณ 22-23% ของ GDP เป็น 30%

โดยการขับเคลื่อนจะเชื่อม ‘กองหน้า’ 7 กลุ่มธุรกิจ ภาครัฐทำหน้าที่เป็น ‘กองกลาง’ นำโดย BOI, สภาพัฒน์, กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ในการสนับสนุนด้านการลงทุน นวัตกรรม AI พลังงานสะอาด และแหล่งเงินทุน เพื่อปลดล็อกอุปสรรคให้ภาคเอกชนทำงานได้อย่างคล่องตัว

โดยมี กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเป็น ‘กองหลัง’ ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลังให้เข้มแข็ง

“เป้าหมายของเราคือการยกระดับศักยภาพไทยให้โตเกิน 3% หรือ 3% Plus โดยเราได้เลือก 7 สาขา นี้จะเป็นหัวหอกในการนำประเทศไทยไปแข่งขันในตลาดโลก โดยจะยกระดับการลงทุน เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ถึง 30% ของ GDP และตั้งเป้ายกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ติด Top 20 ของโลกภายใน 4 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 26”

ทั้งนี้ เอกนิติ กล่าวว่า การลงทุนต้องเชื่อมโยงโอกาส จากตลาดโลกเข้าสู่ผู้ประกอบการไทย สร้าง Local Champion และดึง SMEs เข้าสู่ Supply Chain ของเศรษฐกิจใหม่ เพื่อกระจายโอกาสและสร้างการจ้างงานในประเทศ

เดินหน้า 3 ระยะ พร้อมเร่ง Quick Wins

ขณะที่ แนวทางดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วน ลดต้นทุน และปลดล็อกอุปสรรคทางธุรกิจ, Transition Now สนับสนุนการปรับตัวด้านเทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และมาตรฐานใหม่ และ Invest for Tomorrow วางรากฐานการลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว

“รัฐบาลและ กกร. จะเร่งคัดเลือกข้อเสนอที่ดำเนินการได้ทันที หรือ Quick Wins ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง พร้อมกำหนดเป้าหมาย กรอบเวลา และตัวชี้วัด รวมถึงเชื่อมคณะทำงานทั้ง 7 กลุ่มเข้ากับ กรอ. เพื่อให้มีหน่วยงานเจ้าภาพและติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง”

BOI เปลี่ยนจากเน้นปริมาณ สู่มูลค่าและคุณค่า

สำหรับยุทธศาสตร์ของ BOI จากนี้จะเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณการลงทุน มาเป็นการเน้น มูลค่าและคุณค่า โดยการลงทุนใหม่ต้องสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทย เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ และสร้างการจ้างงาน

ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่รัฐบาลต้องการผลักดัน ได้แก่ Pet Food ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับภาคเกษตรและสร้างการจ้างงาน, Smart Electronics โดยเฉพาะ PCB และเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง รวมถึงการต่อยอดอุตสาหกรรมยานยนต์จากฐานการผลิตเดิมและ Supply Chain ที่มีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ยังต้องการยกระดับภาคเกษตรสู่เกษตรสมัยใหม่ และต่อยอดธุรกิจ Wellness กับ Creative Economy โดยเน้นการเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคต่าง ๆ

ทั้งนี้ เอกนิติ ย้ำว่า ตัวชี้วัดหลักของรัฐบาล จะประกอบด้วย 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจเติบโต 3% ขึ้นไป ขยับอันดับความสามารถในการแข่งขันสู่ Top 20 และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP

โดยจะนำข้อมูลจาก สศช. BOI สำนักงานประกันสังคม ธนาคารแห่งประเทศไทย และข้อมูลสินเชื่อ มาบูรณาการเพื่อใช้ติดตามผล

เผยยอดลงทุนยังโตต่อเนื่อง 2 ไตรมาส

เอกนิติ กล่าวอีกว่า การลงทุนเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยไตรมาสแรกขยายตัวประมาณ 10% และไตรมาส 2 ขยายตัวเกือบ 14% สะท้อนความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติที่กลับมา และช่วยสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ด้านกฎหมายและ Ease of Doing Business รัฐบาลอยู่ระหว่างทยอยแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ โดยจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งดำเนินการในประเด็นที่ภาคเอกชนเสนอ

ภายในประมาณ 3 สัปดาห์ จะเชิญรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอีก 3 รายมาหารือร่วมกัน ขณะที่ ทั้ง 7 กลุ่มธุรกิจ จะจัดทำ Framework ระบุปัญหา ความต้องการ และแนวทางทำงานร่วมกับภาครัฐ ก่อนนำเสนอกรอบดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 1 เดือน

กกร. เปลี่ยนข้อเสนอ เป็นการลงมือทำ

ผยง ศรีวณิช กล่าวว่า กกร. ต้องการให้ Reinvent Thailand เป็นกลไกที่เชื่อมต่อกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอของภาคเอกชนต้องมีเจ้าภาพ กรอบเวลา และระบบติดตามผลที่ชัดเจน

พร้อมยืนยันว่าภาคเอกชนทั้ง 3 สถาบันพร้อมสนับสนุนข้อมูล บุคลากร และเครือข่าย เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ด้านพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนต้องทำให้ SMEs และธุรกิจในภูมิภาคเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้จริง

โดยเร่งลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน

ขณะที่ พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล กล่าวว่า ไทยต้องสร้างการเติบโตจากทั้งอุตสาหกรรม High Tech และ High Touch โดยมี Smart Electronics เป็นเครื่องยนต์ใหม่ ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตยานยนต์และต่อยอด Creative Economy

พร้อมเชื่อมการลงทุนใหม่เข้ากับฐานการผลิตเดิม ยกระดับ Local Content พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานที่มีต้นทุนแข่งขันได้

สำหรับข้อเสนอจาก 7 กลุ่มธุรกิจ มุ่งเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี เครื่องจักร ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มผลิตภาพ พัฒนาสินค้าและบริการมูลค่าสูง และยกระดับแบรนด์ไทย รวมถึงเชื่อมเกษตรกร SMEs และผู้ผลิตชิ้นส่วนกับ OEM ผู้ค้าปลีก Technology Partners และผู้ซื้อรายใหญ่ พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูล ระบบ Traceability และ Digital Infrastructure ตลอดจนขยายตลาดต่างประเทศผ่าน Trade Mission และ Business Matching

ทั้งนี้ หลังจากนี้ รัฐบาลและ กกร. จะร่วมจัดลำดับความสำคัญของข้อเสนอทั้ง 7 กลุ่ม โดยพิจารณาควบคู่กับความพร้อมของกองกลาง 4 ด้าน รวมถึงมาตรการด้านเสถียรภาพการเงินและการคลัง แยกเป็นมาตรการเร่งด่วนและมาตรการเชิงโครงสร้าง เพื่อผลักดันการลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ การสร้างงาน และการยกระดับรายได้ของประเทศ