Rage Bait Marketing กลยุทธ์ล่อคนดู ให้ได้พื้นที่สื่อแบบฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท - Marketeer Online
ในปี 2025 คำที่ได้รับรางวัล “Word of the Year” จาก Oxford Languages คือคำว่า “Rage bait” ที่มีความหมายว่า
“คอนเทนต์ออนไลน์ที่ออกแบบมาเพื่อเรียกอารมณ์โกรธหรือความไม่พอใจจากผู้ชม ผ่านเนื้อหาที่ยั่วยุ กวนอารมณ์ หรือสร้างความขัดแย้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงทราฟฟิกและเพิ่มการมีส่วนร่วมบนเว็บไซต์หรือบัญชีโซเชียลมีเดียนั้นๆ”
หรือสั้นๆ ก็คือ “คอนเทนต์ออนไลน์ที่ตั้งใจทำมาเพื่อล่อคนดู ให้มาคอมเมนต์ด่า กดแชร์ไปด่าต่อ เพื่อเพิ่มยอด Engagement”
ในอดีต คนบนสังคมออนไลน์จะพยายามดึงดูดความสนใจของคนดูด้วยการกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น เพื่อแลกกับยอดคลิก หรือที่เรียกกันว่า Clickbait
แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา เราจะเห็นคอนเทนต์ที่ทำคลิปกวนๆ ทำคลิปที่ทำให้เรารู้สึกขัดใจ อยากพูดอะไรสักอย่าง ไปจนถึงอยากด่าความไม่สมเหตุสมผลของสิ่งที่กำลังดูอยู่
เช่น คอนเทนต์ที่แกล้งพูดข้อมูลผิดเกี่ยวกับสถานที่ดัง เรียกย่านหรือร้านที่คนรู้จักดีว่า “hidden gem” ทั้งที่ไม่ใช่ หรือโพสต์มุมมองเหยียด/เหมารวมจนคนอยากเข้ามาแก้หรือด่า
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือครีเอเตอร์ที่ใช้คำพูดชวนโกรธหรือชวนขัดแย้งเพื่อให้คนคอมเมนต์ เช่น การยั่วให้คนท้วงว่าพูดผิด ซึ่งเมื่อมีคนคอมเมนต์ คนกดแชร์ไปด่าต่อ กลับทำให้คลิปนั้นเป็นกระแสขึ้นมา ได้ยอด engagement จำนวนมาก
แต่เมื่อมาดูในมุมของธุรกิจ การจะบอกว่าแบรนด์ไหนตั้งใจทำการตลาดแบบ Rage Bait ก็อาจจะยาก เพราะเราไม่สามารถรู้ได้จริงๆ ถึงความตั้งใจของแบรนด์
การที่มีคนเข้ามาวิจารณ์ ด่าทอ เพื่อให้เกิด Engagement เกิดการพูดถึง จนได้พื้นที่สื่อ ก็อาจเป็นสิ่งที่แบรนด์ตั้งใจให้เกิดขึ้น หรือก็อาจจะเป็นเพียงความผิดพลาดของแบรนด์จริงๆ ก็ได้
ตัวอย่างที่เห็นได้คือ American Eagle ที่หยิบ Sydney Sweeney มาเป็นพรีเซนเตอร์ โดยในตัวโฆษณามีการเล่นคำว่า
“Sydney Sweeney Has Great Jeans” ที่แปลว่า Sydney Sweeneyใส่กางเกงยีนส์ได้ดูดี
แต่คำว่า Jeans ดันไปพ้องเสียงกับคำว่า Genes ที่แปลว่า กรรมพันธ์ุ จนหลายคนตีความว่าแบรนด์กำลังสื่อว่า “Sydney Sweeney มีกรรมพันธุ์ที่ดีเยี่ยม” และตั้งคำถามว่าแบรนด์กำลังไม่สนับสนุนความเท่าเทียมหรือไม่
เหตุการณ์นี้เป็นที่พูดถึงในแง่ลบอย่างมากทั่วโลก แม้กระทั่งในไทยเองก็ตาม ภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็ดูไม่ดีตามไปด้วย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเสื้อแจ็กเก็ตและกางเกงยีนส์บางตัวของแคมเปญ Sydney Sweeney ขายหมดอย่างรวดเร็ว โดยแจ็กเก็ตขายหมดภายใน 1 วัน และกางเกงรุ่นที่ออกแบบพิเศษขายหมดภายใน 1 สัปดาห์
เพราะมีคนจำนวนมากได้เห็นคลิปโฆษณานี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นจำนวนหลายครั้งมากๆ จนไปกระตุ้นความอยากซื้อจริงๆ
แม้จะมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับโฆษณานี้ แต่ต้องยอมรับว่าก็มีกลุ่มที่ชอบโฆษณาตัวนี้ และการที่โฆษณาไวรัลไปทั่วโลก ทำให้คนที่ชอบโฆษณาตัวนี้รีบไปซื้อมาใส่ทันที
เมื่อหันมาดูที่ประเทศไทย คำว่า Rage Bait เป็นที่พูดถึงจากกรณีของร้านเจลาโต้ Parameter ที่มีกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ทำคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง
โดยคอนเทนต์ของกฤษณ์ทำให้เกิดการถกเถียงแทบทุกสัปดาห์ ตั้งแต่การทำเจลาโต้แก้วละ 200-300 บาท เสื้อของร้านที่ขายราคาตัวละ 2,000 กว่าบาท การห้ามถ่ายรูป ห้ามถ่ายวิดีโอเพราะเจลาโต้จะละลาย และล่าสุดกับเจลาโต้แก้วละ 519 บาท
ถ้าถามว่าสิ่งที่กฤษณ์กำลังทำอยู่คือการตั้งใจล่อให้คนมาคอมเมนต์จริงๆ หรือเปล่า ตั้งใจพูดคำยั่วยุให้คนรู้สึกหงุดหงิดรึเปล่า อันนี้ไม่มีใครทราบ
เพราะสิ่งที่กฤษณ์พูดอยู่อาจจะเป็นสิ่งที่เขากำลังเชื่ออยู่จริงๆ ก็ได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือพื้นที่สื่อมหาศาลที่แบรนด์ได้รับ คนจำนวนมากหยิบคลิปไปพูดต่อในหลากหลายมุม หลายคนแสดงความไม่เห็นด้วย หลายคนวิพากษ์วิจารณ์
ขณะที่อีกหลายคนก็เห็นเจลาโต้ Parameter บ่อย จนอยากไปลองสัมผัสความ Ultra Smooth ดูสักครั้ง เห็นได้จากคิวที่ยาวต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้
ทิ้งท้ายสุด หากใครคิดจะทำ Rage Bait Marketing ก็ไม่ใช่ว่าสิ่งนี้จะมีแต่ข้อดี เพราะแม้จะช่วยให้แบรนด์ถูกพูดถึงในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงอีกหลายด้าน
สิ่งแรกคือภาพลักษณ์ของแบรนด์อาจได้รับผลกระทบ เพราะผู้คนอาจจดจำแบรนด์จากความน่ารำคาญหรือประเด็นดราม่า มากกว่าจุดเด่นของสินค้าที่แบรนด์ตั้งใจสื่อสาร
นอกจากนี้ การสร้างกระแสด้วยการยั่วยุยังอาจดึงดูดผู้ชมผิดกลุ่ม คนที่เข้ามาอาจไม่ได้สนใจสินค้าหรือบริการจริงๆ แต่เข้ามาเพียงเพื่อโต้เถียง แสดงความคิดเห็น หรือระบายอารมณ์ ทำให้ยอด Engagement ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนเป็นยอดขายหรือความภักดีต่อแบรนด์เสมอไป
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือกระแสตีกลับ หากคอนเทนต์ดูจงใจยั่วยุหรือข้ามเส้นมากเกินไป แบรนด์อาจถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นมืออาชีพหรือขาดความรับผิดชอบต่อสังคม และเมื่อผู้บริโภครู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกปั่นอารมณ์หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างยอด Engagement ความไว้วางใจที่มีต่อแบรนด์ก็อาจลดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้เวลานานกว่าจะสร้างกลับคืนมาได้
ท้ายที่สุด Rage Bait จึงเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะใช้ได้กับทุกแบรนด์ เพราะแม้จะสร้างการรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว แต่หากต้องแลกมาด้วยภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ก็อาจเป็นต้นทุนที่สูงกว่าผลลัพธ์ที่ได้รับ