จับตา Q3 กลุ่ม "โรงพยาบาล" ฟื้น ชู BH-BDMS-PR9-BCH-CHG เด่น รับคนไข้ต่างชาติหนุน


นายธีระพล อุดมเวศย์ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ในกลุ่มธุรกิจเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจโรงพยาบาลและ Medical Tourism ของไทย ว่า ภาคสาธารณสุขยังเผชิญแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายด้าน Healthcare Expenditure ที่เติบโตเฉลี่ย 5-6% ต่อปี สูงกว่าการขยายตัวของ GDP ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเริ่มเบียดเบียนงบลงทุนของประเทศ ขณะที่หนี้สาธารณะของไทยอยู่ใกล้ระดับเพดานตามกรอบกฎหมายที่ 70% ของ GDP โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 68%

ทั้งนี้ การบริหารงบประมาณสาธารณสุขในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่าย โดยเฉพาะการนำระบบดิจิทัลมาเชื่อมโยงข้อมูลการเบิกจ่ายโครงการ 30 บาท เพื่อลดความซ้ำซ้อนและป้องกันการเบิกจ่ายที่ไม่ตรงกับการให้บริการ รวมถึงส่งเสริม Preventive Healthcare เพื่อลดภาระค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว ตลอดจนพิจารณาระบบร่วมจ่าย (Co-payment) และการขยายฐานผู้เข้าสู่ระบบประกันสังคม เพื่อเพิ่มความยั่งยืนของระบบสาธารณสุข

สำหรับ Medical Tourism ของไทยยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง จากจุดแข็งด้านราคาและมาตรฐานการรักษา โดยค่ารักษาพยาบาลของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าสิงคโปร์ราว 20-30% และต่ำกว่าสหรัฐฯ และยุโรปประมาณ 50-60% ขณะที่ตลาด Medical Tourism ของไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 9-10% ต่อปี โดยกลุ่มลูกค้าหลักยังมาจากตะวันออกกลางและประเทศ CLMV ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่ม Expat ในไทย รวมถึงอินโดนีเซียและจีน ยังเป็นตลาดที่มีโอกาสขยายตัวในอนาคต

นายธีระพล กล่าวว่า ด้านหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งบริษัทประกันที่เข้มงวดเงื่อนไขการเคลมและการรับผู้ป่วยในมากขึ้น รวมถึงจำนวนผู้ป่วยกัมพูชาที่ลดลง 60-80% ต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวลงราว 10-20% และค่า P/E ลดลงจากประมาณ 30 เท่า เหลือราว 20 เท่า ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลให้ผู้ป่วยจากภูมิภาคดังกล่าวชะลอการเดินทางเข้ามารักษาในไทย

อย่างไรก็ตาม KKPS มองว่าเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 3/2569 โดยผลกระทบจากเงื่อนไขประกันและจำนวนผู้ป่วยกัมพูชาเริ่มทรงตัว ขณะที่รายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เติบโตเพียง 1-2% แต่ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมเริ่มเห็นการเติบโตเร่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6-7% ประกอบกับเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจโรงพยาบาลจากการเจ็บป่วยตามฤดูกาล เช่น ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่

สำหรับหุ้นที่ KKPS ทำการวิเคราะห์ ได้แก่ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติราว 60-70%, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ราว 30%, บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 ราว 26%, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH ราว 13% และบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG ราว 4%

ทั้งนี้ KKPS แนะนำ “ซื้อ” หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ทั้งหมด มองว่าราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ในระดับน่าสนใจ และมี Dividend Yield เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4-5% จากในอดีตที่อยู่เพียง 1-2% โดยมีราคาเป้าหมาย BH ที่ 230 บาท, BDMS ที่ 23.50 บาท, PR9 ที่ 24.50 บาท, BCH ที่ 13 บาท และ CHG ที่ 2 บาท ซึ่งสามารถใช้กลยุทธ์ลงทุนได้ทั้งการเก็งกำไรระยะสั้นตามแนวโน้มผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 ที่มีโอกาสฟื้นตัว และการถือครองระยะยาวในฐานะหุ้น Defensive

นอกจากนี้ ธุรกิจ Wellness ยังมีแนวโน้มเติบโต เนื่องจากมีอัตรากำไรสุทธิสูงกว่าการรักษาพยาบาลแบบดั้งเดิม โดยโรงพยาบาลทั่วไปมี Net Margin ราว 10-15% ขณะที่ความต้องการด้านสุขภาพและ Wellness ทั่วโลกเติบโตเกือบ 10% ต่อปี สอดคล้องกับการขยายธุรกิจของ BDMS และ BH ขณะที่ตลาดประกันสุขภาพของไทยยังมีโอกาสเติบโต เนื่องจากปัจจุบันคนไทยมีสัดส่วนการซื้อประกันสุขภาพเพียงประมาณ 6% โดยประกันสุขภาพในรูปแบบ Rider ที่ผูกกับประกันชีวิตมีความคุ้มครองระยะยาว ขณะที่ประกัน Non-life เป็นสัญญารายปีและมีโอกาสปรับเบี้ยตามประวัติการเคลม

Back to top button