PTG ลุ้นกำไรไตรมาส 3 ฟื้น รับค่าการตลาดน้ำมันแตะ 1.70 บาท


บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ผลกำไรสุทธิของ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG น่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยคาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนในไตรมาส 3/2569 และมีโมเมนตัมแข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 4/2569

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากค่าการตลาดน้ำมันที่กลับเข้าสู่ระดับปกติ แรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร หรือ SG&A ที่ลดลง รวมถึงการปรับกลยุทธ์ขยายธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน หรือ Non-oil ให้มีวินัยด้านต้นทุนมากขึ้น

แม้ไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันอ่อนตัวตามฤดูกาล แต่ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า ปริมาณจำหน่ายน้ำมันจะทรงตัวจากไตรมาสก่อน หลังฐานในไตรมาส 2/2569 อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การคลี่คลายของข้อจำกัดด้านอุปทาน ตลอดจนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของการเดินทางและการบริโภค จะช่วยชดเชยผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาลบางส่วน

สำหรับธุรกิจน้ำมัน คาดว่าจะยังมีความยืดหยุ่นในไตรมาส 3/2569 หลังเผชิญแรงกดดันอย่างมากในไตรมาสแรก ก่อนที่ค่าการตลาดน้ำมันจะฟื้นตัวมาอยู่ที่ 1.83 บาทต่อลิตรในไตรมาส 2/2569

บล.โกลเบล็กคาดว่า ค่าการตลาดน้ำมันในไตรมาส 3/2569 จะกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ประมาณ 1.60-1.70 บาทต่อลิตร ส่วนปริมาณจำหน่ายน้ำมันคาดว่าจะทรงตัวจากไตรมาสก่อน เมื่อเทียบกับระดับ 1,439 ล้านลิตรในไตรมาส 2/2569 ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่อ่อนตัวและยอดขายที่กลับสู่ภาวะปกติ หลังอยู่ในระดับสูงในไตรมาสแรก

ขณะที่ปริมาณจำหน่ายน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4/2569 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีความต้องการเดินทางสูง โดยจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของผลประกอบการในช่วงปลายปี

ด้านธุรกิจ Non-oil คาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 จะทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟพันธุ์ไทย ซึ่งคาดว่าจะมียอดจำหน่ายประมาณ 40-41 ล้านแก้ว ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน หลังจำนวนลูกค้าเข้าร้านยังได้รับแรงกดดันบางส่วนจากโครงการ “ไทยช่วยไทย” ของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับแข็งแกร่งที่ประมาณ 54-55% ขณะที่การเพิ่มสัดส่วนการขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน และลดภาระต้นทุนคงที่จากการขยายธุรกิจในอนาคต

ก่อนหน้านี้ กำไรของ PTG ไม่เพียงถูกกดดันจากค่าการตลาดน้ำมันที่อ่อนตัว แต่ยังได้รับผลกระทบจากการเร่งเปิดสาขาร้านกาแฟพันธุ์ไทย โดยมีจำนวนสาขาเพิ่มสุทธิ 157 แห่งในไตรมาส 1/2569 และเพิ่มอีก 159 แห่งในไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้น

ผลจากการเร่งขยายสาขาดังกล่าวทำให้ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้นแตะ 4,350 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะทรงตัวในช่วงครึ่งหลังของปี หลังบริษัทปรับแผนขยายสาขาให้มีความรัดกุมมากขึ้น และควบคุมต้นทุนพนักงานได้ดีขึ้น

PTG ยังได้ปรับลดเป้าหมายจำนวนสาขาร้านกาแฟพันธุ์ไทยในปี 2569 เหลือ 2,751 สาขา โดยมีแผนเปิดเพิ่มอีก 284 สาขาในช่วงครึ่งหลังของปี พร้อมเพิ่มสัดส่วนสาขาแฟรนไชส์ ซึ่งจะช่วยควบคุมทั้งค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงเงินลงทุนได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ (WTE) ขนาด 4.9 เมกะวัตต์ ซึ่งเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในเดือน พ.ค. 2569 จะถูกรับรู้เต็มไตรมาส และช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไรในไตรมาส 3/2569

ทั้งนี้ บล.โกลเบล็กคงคำแนะนำ “ซื้อ” PTG พร้อมเลื่อนฐานการประเมินมูลค่าไปเป็นปี 2570 และกำหนดราคาเป้าหมายใหม่ด้วยวิธีรวมมูลค่าธุรกิจที่ 9.70 บาท โดยรวมมูลค่าธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะเข้ามาในการประเมิน พร้อมเพิ่มตัวคูณราคาต่อกำไรของธุรกิจไบโอดีเซลจาก 5 เท่าเป็น 12 เท่า ตามแนวโน้มอุปสงค์และอุปทานที่แข็งแกร่งขึ้น แม้ถูกชดเชยบางส่วนด้วยการปรับลดประมาณการกำไรจากปริมาณขายน้ำมันและค่าการตลาดที่ต่ำกว่าคาด