Power of the Act: Omnibus Law เพื่อแก้ไขและยุติสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับโอกาสให้นำเสนอ ข้อเสนอทางกฎหมายและนโยบายเพื่อการเจรจาแก้ไขและยุติสัญญาซื้อขายไฟฟ้าก่อนหมดอายุสัญญาเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานอย่างเป็นธรรม จัดโดย บริษัทศูนย์กฎหมายพลังงาน (ประเทศไทย) จำกัด

ในช่วงการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและวิพากษ์ข้อเสนอ คุณกรณ์ จาติกวณิช ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า โจทย์สำคัญของการแก้ปัญหาพลังงานอาจไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐบาลมี อำนาจ เพียงพอหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลมี ความจริงใจ ที่จะใช้อำนาจดังกล่าวเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเพียงใด เพราะจากประสบการณ์การแก้ปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะเคยยอมรับถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างราคาและตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา แต่สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การเจรจาขอส่วนลดจากโรงกลั่นหรือการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มากกว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาอย่างถาวร ประสบการณ์ดังกล่าวจึงนำไปสู่คำถามเดียวกันว่า หากรัฐบาลมอบหมายให้ กฟผ. เข้าเจรจาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า รัฐบาลจะมีเป้าหมายและข้อเสนอในการเจรจาที่ชัดเจนเพียงใด หรือท้ายที่สุดจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นเดียวกัน

ข้อสังเกตดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่า รัฐไม่ได้ปราศจากเครื่องมือในการจัดการกับปัญหาค่าไฟฟ้า แม้ความรู้สึกของประชาชนว่าเอกชนได้รับผลตอบแทนสูงเกินควรจะไม่ใช่เหตุที่ทำให้รัฐสามารถยกเลิกสัญญาที่ได้ลงนามไว้แล้วได้โดยลำพัง แต่รัฐยังสามารถเลือกใช้การเจรจาโดยเสนอผลประโยชน์ตอบแทน เช่น การขยายระยะเวลาสัญญา สัมปทาน หรือโอกาสในการลงทุนในโครงการใหม่ เพื่อแลกกับการปรับเงื่อนไขของสัญญาเดิม ตลอดจนใช้เครื่องมือทางภาษี เช่น Windfall Tax หรือมาตรการทางภาษีอื่นเพื่อดึงส่วนหนึ่งของผลกำไรกลับมาบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้ ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า รัฐทำอะไรได้บ้าง แต่คือ เมื่อรัฐมีทั้งอำนาจต่อรอง เครื่องมือทางกฎหมาย และเครื่องมือทางเศรษฐกิจอยู่ในมือแล้ว รัฐพร้อมจะใช้เครื่องมือเหล่านั้นอย่างจริงจังและจริงใจเพียงใด

*รัฐบาลคิดฝ่ายบริหารทำ

ตามเว็บไซต์ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2569 (ครั้งที่ 176) ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการสำคัญด้านพลังงาน เรื่องโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งยกระดับระบบไฟฟ้าของประเทศให้รองรับการลงทุนด้าน Data Center อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์สำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ขยายรายละเอียดเกี่ยวกับการลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนจากการลดต้นทุนจากการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และได้ให้ข้อมูลว่า

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบการดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้ 1. การกำหนดวันสิ้นสุดสัญญากับ SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติทุกรายให้ชัดเจน 2. ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในอัตรา 2.1579 บาทต่อหน่วย และ 3. โดยมอบหมายให้ทั้งสามการไฟฟ้าดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญาต่อไป

ผู้เขียนให้ความเห็นว่าการดำเนินการตามมติ กพช. นี้เป็นการ ผลักภาระ ให้การไฟฟ้าต้องลงมือดำเนินการเจรจาและแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เรียกได้ว่าให้ภารกิจที่ยากแต่มิได้ให้อาวุธหรืออุปกรณ์ในการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุภารกิจนี้ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ทันทีคือ ให้ กพช. กำหนดวิธีการจ่ายค่าชดเชย โดยสัญญาประเภทโรงไฟฟ้าฟอสซิล กพช. สามารถสั่งการให้การไฟฟ้าเจรจา ยกเลิก ค่า AP ได้ แต่ต้อง จ่ายค่าชดเชย ตามเงินลงทุนที่แท้จริง ส่วนสัญญาประเภทพลังงานหมุนเวียน กพช. สามารถสั่งการให้เจรจา ยกเลิก ค่า Adder และค่า FiT ได้ แต่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามเงินลงทุนในการจัดหาที่ดินและเทคโนโลยีเช่นกัน และให้ กพช. กำหนดกรอบการเจรจาเพื่อแก้ไขเนื้อหาสัญญาตามประเภทเชื้อเพลิง โดยแก้ไขสัญญาให้ผู้ผลิตเอกชนสามารถขายไฟฟ้าให้ผู้ซื้อไฟฟ้าที่ต้องการไฟฟ้าโดยตรงในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) โดยรับรองสิทธิการเชื่อมต่อและใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าของบุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) เช่น กลุ่มผู้ประกอบการ Data Center ที่ประสงค์จะประกอบกิจการสามารถขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิต จำหน่าย และระบบจำหน่ายไฟฟ้าจาก กกพ. ได้

*พึ่งฝ่ายนิติบัญญัติให้ออก Omnibus Law ได้หรือไม่?

ในการช่วงการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีผู้เข้าร่วมงานสัมมนาให้ข้อคิดเห็นว่าประเทศไทยต้องการ Omnibus Law (กฎหมายแบบ Omnibus) เพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน การมีตัวบทกฎหมายบัญญัติให้หน่วยงานรัฐ ต้องทำอะไร น่าจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการรอให้รัฐบาลขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างจริงจังและจริงใจ ตัวบทกฎหมายน่าจะเป็นเครื่องมือที่มีพลังมากกว่า ดังนั้นผู้เขียนจึงค้นคว้าว่าแท้จริงแล้วกฎหมายแบบ Omnibus คืออะไรและทำงานอย่างไร

ตามบทความ Omnibus legislation: a tool for and against the rule of law in developing and established democracies ระบุว่า กฎหมายแบบ Omnibus เป็นกฎหมายที่ไม่มีคำนิยามโดยชัดแจ้งในประเทศใดและไม่มีมาตรฐานที่ตายตัว แต่เป็นที่รู้จักในฐานะการเป็นกฎหมายฉบับเดียวที่รวมเอาข้อเสนอทางนิติบัญญัติหรือบทบัญญัติกฎหมายหลายฉบับเข้าไว้ด้วยกัน โดยอาจจะเป็นการรวมเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน หรือเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นการแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่เดิมในหลาย ๆ จุด กฎหมายลักษณะนี้มีชื่อเรียกที่หลากหลายทั่วโลกตามแต่ลักษณะการรวบรวมเนื้อหา

ในกระบวนการนิติบัญญัติ กฎหมายแบบ Omnibus ได้กลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950 และยิ่งมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970

ความสำคัญประการแรกของกฎหมายลักษณะนี้คือ การทำหน้าที่เป็น เครื่องมือสำหรับการต่อรองและประนีประนอมทางการเมือง ในสภาวะที่การเมืองมีความคิดเห็นแตกแยก กฎหมายแบบ Omnibus ถูกมองว่าเป็นหนทางเดียวที่จะผลักดันมาตรการที่ยากนี้ให้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาได้ ผู้นำพรรคการเมืองและคณะกรรมาธิการจึงมักใช้วิธีนำร่างกฎหมายตั้งแต่สองฉบับขึ้นไปมารวมเข้าด้วยกัน สมาชิกรัฐสภาฝ่ายหนึ่งจะยอมรับข้อกำหนดที่อาจไม่เห็นด้วยหากถูกเสนอเป็นร่างกฎหมายเดี่ยว ๆ เพื่อแลกกับการได้สอดไส้บทบัญญัติที่ฝ่ายตนต้องการไปในร่างเดียวกัน กรณีดังกล่าวปรากฏในประเทศอิตาลีเช่นเดียวกัน ที่ทุกฝ่ายในสภาต่างมีส่วนแบ่งผลประโยชน์ของตนเองซ่อนอยู่ ทำให้กฎหมายสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ผ่านการเจรจาข้ามขั้วพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดของกฎหมายแบบ Omnibus คือบทบาทในการ เสริมความแข็งแกร่งทางอำนาจให้กับฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือคานอำนาจกับฝ่ายบริหาร ตัวอย่างในระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกานั้น ประธานาธิบดีมีข้อจำกัดสำคัญคือ ไม่มีอำนาจยับยั้งกฎหมายเพียงบางส่วนหากประธานาธิบดีต้องการใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) จะต้องปัดตกร่างกฎหมายทิ้งทั้งฉบับ รัฐสภาจึงอาศัยช่องโหว่นี้ใช้การเสนอกฎหมายแบบ Omnibus ด้วยการมัดรวมกฎหมาย โดยนำประเด็นที่ประธานาธิบดีไม่ต้องการไปผูกติดไว้กับข้อเสนอกฎหมายที่สำคัญและมีความจำเป็นเร่งด่วน การเสนอในลักษณะนี้เป็นการบีบบังคับประธานาธิบดีทางอ้อม ทำให้ประธานาธิบดีไม่กล้าใช้สิทธิยับยั้ง ด้วยกลไกนี้ อำนาจทางนิติบัญญัติของรัฐสภาจึงแข็งแกร่งและมีอำนาจต่อรองที่มากขึ้นกว่าเดิม

*Omnibus Law เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศอินโดนีเซียได้มีการนำวิธีการตรากฎหมายแบบ Omnibus มาใช้เป็นเครื่องมือหรือกลไกในการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายส่วน โดยการออก Omnibus Law on Job Creation (Undang-Undang Cipta Kerja, Law 11/2020) โดยสภานิติบัญญัติเป็นผู้ผ่านร่างกฎหมายนี้และประธานาธิบดี Joko Widodo ลงนามเพื่อประกาศใช้กฎหมายนี้ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563

บทความชื่อ The Omnibus Law on Job Creation and its potential implications for rural youth and future farming in Indonesia เขียนโดย Anna Sanders และคณะ (เผยแพร่ใน Asia Pacific Viewpoint Vol. 65 No.2, 2024) ให้คำอธิบายว่ากฎหมายนี้มุ่งให้เกิดการจ้างงานอันเป็นผลจากการผ่อนคลายกฎหมายและระเบียบเพื่อจูงใจให้มีการลงทุน เพิ่มศักยภาพให้การประกอบการให้แก่สหกรณ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เพิ่มการลงทุนโดยรัฐบาล เร่งให้มีโครงการยุทธศาสตร์ระดับชาติ และส่งเสริมการคุ้มครองแรงงาน

ในส่วนเนื้อหาของกฎหมายแบบ Omnibus ของประเทศอินโดนีเซีย จะเน้นปรับปรุงและลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบต่าง ๆ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงคือ การกำหนดเรื่องใบอนุญาตการประกอบกิจการไฟฟ้า (Business Licensing) ซึ่งลดขั้นตอนที่ยุ่งยากสำหรับผู้ประกอบการในภาคพลังงานไฟฟ้า

บทความชื่อ Guide to Impact of Omnibus Law on Indonesias Energy, Resources and Infrastructure Sectors Licensing, Environmental, Forestry and Construction Reforms เขียนโดย Dhani Maulana และคณะ (เผยแพร่โดยสำนักงานกฎหมาย Hiswara Bunjamin & Tandjung ในวันที่ 30 ตุลาคม 2020) อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า คือการนำระบบ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจแบบใบเดียว มาใช้ โดยรัฐบาลกลางจะเป็นผู้ออกใบอนุญาตดังกล่าวและใบอนุญาตแบบดังกล่าวจะครอบคลุมกิจการที่หลากหลาย ทั้งการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพื่อประโยชน์สาธารณะ การจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้เอง และบริการสนับสนุนด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งในอดีตกิจการแต่ละประเภทเหล่านี้ล้วนจำเป็นต้องขอใบอนุญาตแยกต่างหากจากกัน

นอกเหนือจากการปฏิรูปใบอนุญาตแล้ว กฎหมายแบบ Omnibus ฉบับนี้ยังได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดทำแผนไฟฟ้าระดับชาติ (National Electricity Plan) โดยรัฐบาลกลางไม่จำเป็นต้องขอคำปรึกษาหรือความเห็นชอบจากรัฐสภาอินโดนีเซียก่อนที่จะประกาศใช้แผนดังกล่าวอีกต่อไป และมุ่งเป้าที่จะยกเลิกแผนไฟฟ้าระดับท้องถิ่นที่เคยแยกย่อยออกไป

ในส่วนประเด็นด้านอัตราค่าไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Electricity Tariffs) กฎหมายแบบ Omnibus ฉบับนี้ไม่ได้ปฏิรูปภาคพลังงานหมุนเวียนของอินโดนีเซียอย่างเป็นรูปธรรม หรือให้มาตรการจูงใจใหม่ ๆ ที่สำคัญต่อการลงทุนในภาคส่วนนี้ ระบบการรับซื้อไฟฟ้าในอัตราคงที่ (Fixed feed-in tariffs) ยังคงไม่ได้ถูกนำมาใช้

*Omnibus Law เพื่อการแก้ไขยุติและเยียวยาผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาข้อเสนอของผู้เขียนเพื่อให้มีการแก้ไขยุติและเยียวยาผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หากจะไม่รอให้ฝั่งรัฐบาลดำเนินการเพียงฝ่ายเดียวและลองออกแบบกฎหมาย Omnibus Law เพื่อให้มีการแก้ไข ยกเลิก หรือให้สิทธิเรียกร้องค่าชดเชยหรือสิทธิประกอบการเพิ่มเติมแก่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่ถูกแก้ไขหรือเลิกสัญญาจะเป็นไปได้หรือไม่

ในการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านเชื้อเพลิงเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน แม้การไฟฟ้าทั้งสามสามารถเจรจาแก้ไขหรือยุติข้อกำหนดในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามคำสั่งของมติ กพช. ได้ เช่น การเจรจายกเลิกหรือลดค่า AP, Adder และ FiT หรือการแก้ไขเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเดิมที่ได้มีผลไปแล้ว แต่การเดินหน้าเจรจาของการไฟฟ้าอาจมีผลลัพธ์ที่เป็นได้ทั้งการแก้ไขและยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งส่งผลต่อความเสียหายที่คู่สัญญาฝ่ายเอกชนในจำนวนการคิดค่าเสียหายที่แตกต่างกันตามต้นทุนที่ได้ลงทุนไปจริง แต่สิ่งที่ไม่ต่างกันคือคู่สัญญาเอกชนได้รับความเสียหายในจำนวนเงินที่สามารถคำนวณได้ เพื่อแก้ปัญหานี้ สภานิติบัญญัติของประเทศไทยอาจออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเพื่อให้การไฟฟ้าที่เป็นฝ่ายบอกเลิกหรือแก้ไขสัญญามีอำนาจในการคิดค่าชดเชยจากความเสียหายที่แท้จริงซึ่งอาจพิจารณาจาก (a) จำนวนรวมของหนี้ค้างชำระ ณ วันที่มีการเลิกสัญญา (b) จำนวนรวมของทุนเรือนหุ้นของบริษัทฯ ที่จดทะเบียน และที่ชำระแล้วกับเงินส่วนเกินมูลค่าของราคาหุ้น ที่บริษัทฯได้รับไว้แล้ว (c) รายได้ที่ผู้ผลิตกันไว้ (รวมทั้งเงินสำรองตามกฎหมาย) และ (d) จำนวนเงินที่ผู้ผลิตได้รับจากบริษัทประกันภัยอันเนื่องมาจากผลของเหตุสุดวิสัยดังกล่าว เช่น กำหนดสูตรการคำนวณเป็น

(a + b + c d) + ร้อยละ .. ของค่าตอบแทนของ b ซึ่งเริ่มคำนวณจากวันที่ผู้ผลิตเริ่มลงทุน

กฎหมายสามารถให้หน้าที่และอำนาจแก่การไฟฟ้าที่จะต้องเยียวยาให้แก่คู่สัญญาเอกชนในจำนวนเงินที่ไม่จำเป็นต้องเท่ากันในแต่ละรายได้โดยไม่ต้องให้มีมติ กพช. หรือมติคณะรัฐมนตรีสั่งการให้ดำเนินการอีก เนื่องจากเป็นหน้าที่ตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติโดยตรง และย่อมส่งผลให้ฝั่งผู้ผลิตที่ตกอยู่ในบังคับของกฎหมายนี้มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าชดเชยตามหลักเกณฑ์นี้

ส่วนผู้ผลิตไฟฟ้าที่จะต้องได้รับสิทธิประกอบกิจการเพิ่มเติมโดยใช้โครงการผลิตไฟฟ้าเดิมขายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าอื่นเช่น Data Center โดยตรงนั้น กฎหมายฉบับนี้อาจถูกออกแบบให้มีผลบังคับไปถึงพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดยให้ กกพ. แก้ไขใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานเดิมหรือออกใบอนุญาตใหม่เพื่อรองรับสิทธิการประกอบกิจการนี้ (ซึ่งแตกต่างไปจากสิทธิและหน้าที่ตามใบอนุญาตเดิม) โดยให้ กกพ. ยอมรับให้ Direct PPA เป็นสิ่งที่สามารถขอรับใบอนุญาตได้

หากการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าแบบ Direct PPA นี้จะต้องมีการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าเพื่อส่งผ่านไฟฟ้าแล้ว กฎหมายฉบับนี้อาจบัญญัติให้การไฟฟ้ามีหน้าที่ต้องยอมให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายนี้ใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อโครงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่เป็นผลจากการเจรจากับรัฐบาลเพื่อยุติสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เรียกได้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับไปถึงหน้าที่ของการไฟฟ้าตามมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และเรียกได้ว่ามีผลไปถึงการปฏิบัติงานของการไฟฟ้าตามกฎหมายจัดตั้งอีกด้วย

นอกจากนี้ กฎหมายแบบ Omnibus เพื่อการแก้ไขยุติและเยียวยาผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ายังอาจบัญญัติให้ กกพ. ต้องกำกับให้อัตราค่าบริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าแบบ Direct PPA ที่เป็นผลจากการเจรจากับรัฐบาลนั้นเป็นอัตราที่เป็นธรรมและมีการเจรจากับรัฐบาลแล้ว โดยกำหนดให้ กพช. ต้องกำหนดนโยบายและแนวทางการกำหนดอัตราค่าบริการในการประกอบกิจการพลังงานตามมาตรา 64 ให้สอดคล้องกับอัตราค่าบริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนสามารถดำเนินโครงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าแบบ Direct PPA ได้จริง

โดยสรุปแล้ว สภานิติบัญญัติของประเทศไทยอาจอาศัยแนวคิดในการออกกฎหมายแบบ Omnibus เพื่อกำหนดหน้าที่แก่การไฟฟ้าที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนด เรียกได้ว่าการไฟฟ้าจะมีตัวบทกฎหมายเป็นสิ่งอ้างอิงอำนาจในการดำเนินการ และย่อมทำให้ฝั่งเอกชนมีสิทธิตามกฎหมาย นอกจากนี้ กฎหมายสามารถบัญญัติให้ กกพ. ดำเนินการแก้ไขหรือออกใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าที่รองรับสิทธิประกอบการอันเป็นผลจากการเจรจา กำหนดให้การไฟฟ้าต้องยินยอมให้มีการใช้ระบบโครงข่ายเป็น TPA เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA และกำหนดอัตราค่าบริการระบบโครงข่ายให้โครงการที่มีการแก้ไขสัญญาหรือยุติสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเดิมนั้นในอัตราที่ทำให้โครงการเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นแล้วหากไม่มีกฎหมายฉบับนี้สิ่งที่รัฐบาลประกาศเอาไว้จะเป็นเพียงสิ่งที่ดำเนินการภายในฝ่ายบริหารยังไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิทางกฎหมายที่บังคับได้แก่ฝั่งเอกชน

รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ บริษัท ศูนย์กฎหมายพลังงาน (ประเทศไทย) จำกัด