เมื่อตัวชี้วัดกลายเป็นเป้าหมาย ชีวิตจึงกลายเป็นเกมของคนอื่น
ตอนผมทำรายการ Shortcut ปรัชญา เนื้อหาสองตอนที่ได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีจนผมแอบแปลกใจคือ ตอนที่ว่าด้วยสังคมหมดไฟและการไล่คว้าความสมบูรณ์แบบ ดูเหมือนเราจะอยู่ในสังคมที่คนไม่น้อยถูกกดดันให้ต้อง ‘ประสบความสำเร็จ’ ในนิยามความหมายที่จำกัด มิหนำซ้ำยังคอยกดดันกันและกันให้ต้องมีชีวิตที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ ภายใต้มาตรฐานที่จำกัดพอกันด้วย
ถึงอย่างนั้น การทะเยอทะยาน การมีเป้าหมาย การอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมไม่ใช่ปัญหาในตัวเองหรอกครับ อะไรพวกนี้ไม่ใช่เรื่องขาว-ดำ อย่างน้อยการอยากจะประสบความสำเร็จและอยากมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับความสมบูรณ์ก็อาจเป็นแรงกำลังให้เราอยากลุกออกไปใช้ชีวิตได้เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าเราได้เป็นผู้กำหนดเองว่าความสำเร็จและความสมบูรณ์แบบที่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
ความทุกข์ทรมานร่วมกันในระดับสังคมที่พวกเราเผชิญอยู่นี้จึงไม่ได้เกิดจากความอยากสำเร็จหรือความอยากสมบูรณ์เสียทีเดียว แต่เพราะจริงๆ แล้วเราทั้งหลายกำลังเล่นอยู่ในเกมแห่งความสำเร็จและความสมบูรณ์แบบที่ไม่ใช่ของเรา เกมที่ลึกๆ แล้วเราไม่ได้อยากเล่น
ในหนังสือ The Score: How to Stop Playing Somebody Else’s Game และบทความอีกชิ้นที่เขียนถึงประเด็นเดียวกันไว้ซี. ถิ เหงวียน (C. Thi Nguyen) อาจารย์ปรัชญาที่มหาวิทยาลัยยูทาห์เตือนเราว่า ชีวิตของเราจะกลายเป็นเพียงเกมของคนอื่น ทันทีที่เราเอาตัวชี้วัดที่ใครๆ ก็ว่ากันว่าดีมาใช้ประเมินชีวิตของตัวเองอย่างทื่อๆ แถมยังหลงคิดไปว่าตัวชี้วัดเหล่านั้นคือเป้าหมายในตัวเองอีกด้วย
เหงวียนเริ่มเรื่องด้วยการเล่าว่าตัวเองมาเป็นอาจารย์ปรัชญาก็เพราะสนใจคำถามใหญ่ๆ ในชีวิตตั้งแต่ความหมายของชีวิต ไปจนถึงประเด็นเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ การใช้เหตุผล และสัญชาตญาณทางศีลธรรม อย่างไรก็ตาม เขาสังเกตว่าชีวิตของการเป็นอาจารย์ค่อยๆ เบี่ยงเบนเขาออกจากกิจกรรมทางปัญญาที่เขารัก จนถึงจุดหนึ่ง เขาเคยรู้สึกหมดไฟและอยากลาออกไปทำอาชีพอื่น
เช่นเดียวกับอาจารย์ทั้งหลายในมหาวิทยาลัยเสรีนิยมใหม่ เขายอมรับตรงๆ ว่าเวลาและความสนใจของเขาหมดไปกับการทำ “เรื่องที่โง่เขลาที่สุด” เมื่อ “ผมได้พบกับระบบการจัดอันดับ และเมื่อมันแทรกซึมเข้าไปในเนื้อตัวของผม” (ห, 12)[1]
แม้ว่าการจัดอันดับว่าภาควิชาปรัชญาที่ไหนดีที่สุดและวารสารทางปรัชญาเล่มไหนที่ยอดเยี่ยมที่สุดจะเป็นเรื่องทางวัฒนธรรมมากกว่าจะเป็นกฎระเบียบตายตัว คือไม่ได้มีการบังคับกันว่าต้องไปสอนที่มหาวิทยาลัยไหน หรือต้องตีพิมพ์บทความลงในวารสารฐานข้อมูลไหนจึงจะได้ต่อสัญญาหรือขึ้นเงินเดือน แต่เหงวียนสังเกตว่านักปรัชญาวิชาชีพทั้งหลาย รวมถึงตัวเขาเองด้วย ให้ความสำคัญกับการจัดอันดับเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง
ปัญหาก็คือ
“คำถาม [ทางปรัชญา] ที่ผมรักไม่ใช่สิ่งที่จะพาคุณไปถึงวารสารและภาควิชาที่ได้รับการจัดอันดับสูงๆ หากคุณอยากทำผลงานได้ดีในระบบการจัดอันดับ คุณต้องเขียนบทความเล็กๆ ที่แม่นยำว่าด้วยคำถามเชิงเทคนิคที่ค่อนข้างพิสดาร เมื่อเวลาผ่านไป ผมจึงเลิกไล่ตามคำถามที่ผมใส่ใจ ผมทุ่มเทพลังงานทั้งหมดไปกับการพยายามไต่อันดับเหล่านั้น และแล้วความสุขทั้งมวลที่ผมเคยมีต่อปรัชญาก็เริ่มแห้งเหือดลง” (ห, 12)
ในฐานะนักปรัชญา เหงวียนพยายามทำความเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในแวดวงการศึกษา แต่ยังเป็นปรากฏการณ์ในระดับสังคม
เขาเรียกมันว่า ‘การยึดครองคุณค่า’ (value capture) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเรา (มนุษย์หรือองค์กร) รับเอาคุณค่าหรือค่านิยมบางอย่างมาจากสถาบันภายนอก โดยมักเป็นคุณค่าหรือค่านิยมที่ถูกย่อยให้เข้าใจง่ายในรูปของตัวชี้วัด แล้วปล่อยให้ชุดคุณค่าหรือค่านิยมที่เข้าใจง่ายเหล่านั้นครอบงำจนเบ็ดเสร็จ
“การยึดครองคุณค่าเกิดขึ้นเมื่อร้านอาหารเลิกใส่ใจเรื่องการทำอาหารให้อร่อย แล้วหันไปมุ่งเน้นการไต่คะแนนรีวิวบน Yelp [แอพรีวิวร้านอาหาร] เกิดขึ้นเมื่อนักศึกษาเลิกใส่ใจเรื่องการศึกษา แล้วหันไปสนใจแต่เกรดเฉลี่ยของตน เกิดขึ้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์เลิกใส่ใจการค้นหาความจริง แล้วหันไปสนใจแต่การได้ทุนวิจัยก้อนใหญ่ที่สุด แม้แต่ในทางศาสนาก็เกิดปรากฏการณ์นี้เช่นกัน ไม่นานมานี้มีศิษยาภิบาลท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า โบสถ์ของเขาหันมาหมกมุ่นอยู่กับอัตราการจัดพิธีรับศีลจุ่ม เบื้องบนได้จัดทำตารางจัดอันดับให้เหล่าศิษยาภิบาลแข่งขันกันเรื่องอัตราการรับศีลจุ่มในแต่ละเดือน แล้วสิ่งนั้นก็เริ่มเข้าครอบงำความสนใจของทุกคน เขาพบว่าตัวเองเริ่มใส่ใจน้อยลงกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณระยะยาวของผู้ศรัทธา แล้วหันไปทุ่มเทให้กับการพยายามเทศน์ให้ถูกใจคนฟังเพื่อดันอัตราการรับศีลจุ่มเพื่อไต่ตารางจัดอันดับ” (ห, 13)
ประเด็นของเหงวียนไม่ได้อยู่ที่การวัดหรือตัวชี้วัด เพราะอะไรที่ชี้วัดได้ย่อมมีประโยชน์ของมันอยู่ ที่ชัดเจนที่สุดคือมันให้ความกระจ่างแจ้งเห็นจริงและทำให้เราสามารถสื่อสารกันได้แบบข้ามบริบท ยกตัวอย่างเช่น เกรดช่วยให้ครู ผู้ปกครอง รวมถึงตัวนักเรียนเองพอจะพูดคุยกันได้ว่าพัฒนาการของนักเรียนในวิชาหนึ่งๆ เป็นอย่างไร ขณะที่อัตราการเต้นของหัวใจ ค่า BMI หรือจำนวนชั่วโมงที่หลับลึกก็ช่วยให้หมอ คนไข้ รวมถึงบริษัทประกันสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ แม้จะด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน
การยึดครองคุณค่าจึงไม่ได้เกิดเพียงเพราะเราใช้ตัวเลขมาชี้วัดสิ่งต่างๆ ให้เข้าใจตัวเองหรือเรื่องหนึ่งๆ ดีขึ้น แต่เกิดขึ้นเมื่อเรายึดตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นสรณะ แล้วดันลืมไปว่าตัวชี้วัดทั้งหลายล้วนสร้างขึ้นภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน คือเพื่อใช้อธิบายสิ่งที่ซับซ้อนและยากจะเข้าใจในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง
เหงวียนยกตัวอย่างเรื่องสุขภาพ
สุขภาพที่ดีหมายถึงอะไรได้เต็มไปหมด เช่น การได้รู้สึกดีกับร่างกายของตัวเอง การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากพฤติกรรม หรือการทำกิจกรรมที่ใช้แรงกายหนักๆ ได้ชนิดที่ท้าทายขีดจำกัดของความเป็นมนุษย์ แต่เพราะเป้าหมายพวกนี้ฟังดูคลุมเครือเกินไป เราจึงต้องหาทางลัดมาช่วยให้เข้าใจความหมายในแง่มุมต่างๆ ของการมีสุขภาพที่ดี
อุปกรณ์ตรวจวัดร่างกายนานาลักษณะจึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าวเพื่อทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น และขณะเดียวกันก็ทำให้คนอื่นเข้าใจตัวเราได้ดีขึ้นด้วย
กระนั้น ตัวชี้วัดสุขภาพหนึ่งๆ ไม่ได้บอกเราทุกอย่างเกี่ยวกับความหมายของสุขภาพที่ดี นั่นคือเหตุผลที่การตรวจสุขภาพประจำปีต้องตรวจอะไรมากมาย และต่อให้ตรวจมากแค่ไหนก็มีอะไรบางอย่างที่อาจตรวจไม่เจอหรือถูกมองข้ามไปอยู่ดี
ทำนองเดียวกัน สถานการณ์ที่เหล่าผู้ตรวจวัดข้อมูลร่างกายอยู่เป็นประจำต้องเจอก็คือความผิดหวัง เครียด กดดัน เมื่อตัวเลขหนึ่งๆ ดูผิดเพี้ยนไปจากค่ามาตรฐานที่ตั้งไว้ ต่อให้ตัวเลขนั้นอาจส่งผลต่อเป้าหมายของการมีสุขภาพดีน้อยมาก เช่น เมื่อน้ำหนักขึ้นหนึ่งกิโลกรัม เดินไม่ครบหนึ่งหมื่นก้าว หรือกินโปรตีนไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำต่อวัน
ในบางกรณี หลายคนจึงยอมทำสิ่งที่จริงๆ พาเราห่างไกลจากเป้าหมาย เพียงเพื่อจะไปให้ถึงตัวชี้วัด อาทิ
“คนที่ไล่ตามจำนวนก้าวแม้ว่ามันจะทำร้ายหัวเข่าและสูบกินจิตวิญญาณ นักวิชาการที่พยายามตีพิมพ์ผลงานในวารสารที่มีอันดับสูงสุดแม้ว่างานของตนจะทั้งน่าเบื่อและไร้ความหมาย มหาวิทยาลัยที่ไล่ตามอันดับสูงๆ ใน US News & World Report แทนที่จะมุ่งเน้นความเข้าใจด้านการศึกษาที่ลึกซึ้งกว่า หนังสือพิมพ์ที่ไล่ตามยอดคลิกและยอดเข้าชม แทนที่จะยึดตามสำนึกของตนว่าอะไรคือสิ่งที่ควรเป็นข่าวและอะไรที่มีความสำคัญทางสังคม” (บ, 14)
เหงวียนมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะเราสับสันระหว่างสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆ กับตัวชี้วัดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้คุณค่าเหล่านั้นดูจับต้องได้ในบางมิติ
สุขภาพ รวมถึงสิ่งมีค่าอื่นๆ ในชีวิตและสังคมมนุษย์ล้วนแต่ซับซ้อน ละเอียดอ่อน และไม่มีทางจะลดทอนให้กลายเป็นข้อมูลเชิงปริมาณได้โดยสมบูรณ์ แต่เพราะเราดันเผลอรับเอาชุดแนวคิดแบบย่อยง่ายมาเป็นมาตรวัด โดยไม่ได้ตั้งคำถามนักว่ามันเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมกับเงื่อนไข วิถีชีวิต ความต้องการ ตลอดจนนิยามความหมายของคุณค่านั้นๆ สำหรับตัวเราหรือองค์กรของเราหรือไม่ เราจึงเจ็บปวด ผิดหวัง ทั้งยังอาจเผลอพาตัวเองและองค์กรออกห่างจากเป้าหมายที่สำคัญจริงๆ ไปโดยไม่รู้ตัว
ผมเชื่อว่าเราทั้งหลายคงไล่เรียงปรากฏการณ์ของการยึดครองคุณค่าในชีวิตประจำวันได้อีกมาก คำถามก็คือ แล้วเราทำอะไรได้บ้างไหมถ้าไม่อยากเป็นแค่ผู้เล่นในเกมของคนอื่น
ตรงนี้เองที่คำว่า ‘เกม’ สำคัญขึ้นมา เหงวียนบอกใบ้ให้เราลองคิดถึงเกมสนุกๆ ทั้งหลายที่เราเล่น ไม่ว่าจะเป็นเกมการ์ด เกมกระดาน เกมคอมพิวเตอร์ หรือเกมกีฬา เกมพวกนั้นมีกฎกติกาตัวชี้วัดอะไรมากมาย ตัวชี้วัดเหล่านั้นก็ทำหน้าที่เหมือนๆ กันด้วย คือทำให้เป้าหมายเข้าใจง่ายและบอกเราว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ผู้เล่นต้องสนใจ เราเล่นเกมของคนอื่นอยู่แท้ๆ แต่ทำไมเกมพวกนั้นจึงสนุกจัง
คำตอบแรกที่แวบมาในหัวผมคือ ก็เกมมันเล่นใหม่ได้ ชีวิตจริงพลาดแล้วอาจจะไม่มีโอกาสครั้งที่สอง แต่เกมเราแพ้ได้เรื่อยๆ และเล่นใหม่ได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่เรายังอยากเล่น
เหงวียนบอกว่าใช่ เรื่องนี้สำคัญ และนั่นคือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องพยายามช่วยกันสร้างเงื่อนไขหรือ ‘โครงสร้างพื้นฐานของการเล่น’ (infrastructure of play) ในจังหวะจะโคนและพื้นที่ต่างๆ ของสังคม เพื่อให้คนสามารถเรียนรู้รูปแบบชีวิตที่ดีได้หลายๆ แบบ ขณะเดียวกันก็ล้มแล้วลุกได้ ไม่ใช่แพ้เกมเดียวแล้วก็จบกัน
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เกม ‘สนุก’
ในภาพใหญ่ เหงวียนเสนอให้เราลองเปรียบเทียบชีวิตกับเกมในสองมิติด้วยกัน คือมิติของการเลือกกับมิติของการเล่น
มิติแรกหมายความว่า เกมที่สนุกสำหรับเรามักเป็นเกมที่เรา ‘เลือก’ ที่จะเล่น ไม่ใช่เกมที่โดนบังคับให้ต้องเล่น นึกถึงเกมตอนกิจกรรมรับน้องหรือกิจกรรมละลายพฤติกรรมที่เราจำใจต้องเล่น คนอื่นบอกว่าสนุกจะตาย เราอาจจะรู้สึกว่า เอาข้าพเจ้ามาทำอะไรตรงนี้วะเนี่ย
ดังนั้น เกมชีวิตอาจจะสนุกขึ้นได้ก็เมื่อเราเป็นผู้เลือกให้มากขึ้น แต่สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าอยากทำอะไรก็ทำโดยไม่ต้องสนบรรทัดฐานสังคม
กลับกัน การคุมเกมก็คือการยึดอำนาจเหนือชีวิตของตัวเองกลับคืนมา ด้วยการตั้งหลักใหม่ว่าอะไรคือคุณค่าจริงๆ ที่เราปรารถนา ตั้งคำถามว่าตัวชี้วัดที่เราหยิบยืมมานำไปสู่คุณค่าปลายทางนั้นได้จริงและเพียงพอแล้วหรือไม่ และที่สำคัญ คือตระหนักไว้เสมอว่าการยึดติดกับตัวชี้วัดหนึ่งๆ มากเกินไปมักทำให้เราดำเนินชีวิตไปตามชุดคุณค่าที่ตื้นเขินเกินจริงเสมอ
ผมอยากยกตัวอย่างใกล้ตัว คือโรงเรียนที่ผมสอนอยู่
เช่นเดียวกับอีกหลายโรงเรียน เรามีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเป็นเกณฑ์หนึ่งในการจบการศึกษาของเด็กๆ เพราะรู้ดีว่าการอ่านสำคัญแค่ไหนและอุปนิสัยรักการอ่านจำเป็นต้องสร้างตั้งแต่เยาว์วัย คำถามคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็ก ‘รัก’ การอ่าน หรืออย่างน้อยได้มี ‘ประสบการณ์ที่ดี’ จากการอ่านหนังสือ
แต่เดิมเรากำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำโดยอาศัยตัวแบบที่ที่อื่นเคยทำมาว่าเด็กต้องอ่านหนังสือขั้นต่ำ 50 ชื่อเรื่องภายในระยะเวลาสามปี ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบการศึกษา
เรื่องใหญ่ที่เราคุยกันในช่วงการปรับหลักสูตรเมื่อสามสี่ปีก่อนก็คือ ตัวชี้วัดนี้สะท้อนคุณค่าจริงๆ ที่เราอยากให้เกิดขึ้นได้แค่ไหน การบังคับให้เด็กๆ ต้องอ่านหนังสือ 50 เล่มภายในสามปีอาจดูไม่เยอะสำหรับคนที่รักการอ่าน แต่ถ้าเด็กคนนั้นไม่ได้ชอบอ่านหนังสืออยู่เป็นทุนเดิม การบังคับใช้เกณฑ์นี้ทื่อๆ เพียงข้อเดียวอาจไม่ทำให้เราบรรลุเป้าหมาย คือทั้งไม่ได้สร้างประสบการณ์ที่ดี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความรักความสนใจ
เมื่อเห็นว่าคุณค่าของเรากำลังถูกยึดครองโดยตัวชี้วัดที่เข้าใจง่ายจนเกินไป ตัวชี้วัดที่เราหยิบยืมมาจากภายนอก เราจึงพยายามปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดให้หลากหลายและยืดหยุ่นขึ้น
ปัจจุบัน สิ่งที่เราลองทำคือลดจำนวนหนังสือบังคับอ่านลง ปรับเกณฑ์ให้อิงกับคะแนนมากกว่าจำนวนเล่ม เพิ่มประเภทสิ่งที่อ่านเก็บคะแนนได้ เช่น บทความวิชาการทั้งหลายที่นักเรียนต้องอ่านกันอยู่แล้วในโรงเรียนที่เน้นวิจัย และที่สำคัญมากๆ คือเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถเก็บคะแนนผ่านกิจกรรมลักษณะอื่น เช่น การจัดหรือเข้าร่วมวงเสวนาหนังสือกับคุณครูหรือเพื่อนๆ ที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน
เราปรับตัวชี้วัดเหล่านี้นิดหน่อยเพื่อรักษาไว้ซึ่งสิ่งสำคัญจริงๆ นั่นคือประสบการณ์การอ่านที่หลากหลาย รุ่มรวย และสนุกสนานได้ ขณะเดียวกันก็เผื่อใจไว้ด้วยว่าตัวชี้วัดพวกนี้เป็นเพียงเกณฑ์คร่าวๆ ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต และไม่ควรด่วนสรุปไปว่าประสบการณ์การอ่านที่ดีหรืออุปนิสัยรักการอ่านเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการเหล่านี้เพียงอย่างเดียว
ในแง่นี้ การหมั่นทบทวน ปรับแต่ง และคัดสรรตัวชี้วัดให้เหมาะสมกับเป้าหมายหรือสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆ ในชีวิตของเรา ให้สอดคล้องกับบริบทและตำแหน่งแห่งที่ของเรา จึงเป็นหนทางแรกในการดึงเกมกลับมาอยู่ในมือเพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่แท้จริง
มิติที่สองคือมิติของการเล่น หมายความว่า เกมที่สนุกมากๆ มักเป็นเกมประเภทที่เน้นความมุ่งมั่นฟันฝ่า (striving play) มากกว่าเกมที่เน้นความสำเร็จ (achieving play) เกมประเภทแรกสนุกได้มากกว่าและสนุกได้หลายคนกว่าเพราะคุณค่าของมันอยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เพราะผู้เล่นไม่ได้มัวแต่จะเอาชนะอีกฝ่ายให้ราบคาบ และแม้ลึกๆ เราอาจอยากชนะอยู่เหมือนกัน แต่เราก็เข้าใจดีว่ามันไม่ได้สำคัญที่สุด
เกมชีวิตที่กำหนดโดยสถาบันทางสังคมทั้งหลายมักเป็นเกมประเภทหลัง คือกำหนดกฎกติกาและตัวชี้วัดให้เราแข่งขันกันเอาเป็นเอาตายเพื่อความสำเร็จในความหมายที่คับแคบที่สุด ทั้งที่ชีวิตจริงๆ ของคนหนึ่งคนเป็นอะไรได้มากมาย ทั้งที่นิยามความหมายของชีวิตที่ดี ความสำเร็จในชีวิต และชีวิตที่สมบูรณ์มีได้มากกว่าหนึ่ง
ในเกมชีวิตที่กำหนดโดยคนอื่น (สถาบันทางสังคม) คุณค่าที่ซับซ้อน รุ่มรวย หลากหลาย ถูกยุบรวมให้เหลือเพียงรูปแบบเดียว (value collapse)
เพื่อจะเล่นเกมชีวิตให้สนุกขึ้น เราจึงต้องเปลี่ยนเกมให้เป็นของเรามากขึ้นและต้องเปลี่ยนวิธีการเล่นเกมด้วย
หมายความว่าต่อให้เกมที่ถูกออกแบบมาให้เราต้องมุ่งเอาชนะกัน แต่เราสามารถเป็นผู้เล่นที่เน้นความมุ่งมั่นฟันฝ่าได้อยู่ดี เหงวียนเขียนไว้ท้ายเล่มว่ารูปแบบของการเล่นเกมที่ดูจะต้านทานกับการยึดครองและการยุบรวมคุณค่าได้ดีที่สุด ก็คือการเล่นแบบมุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อประสบการณ์เชิงสุนทรียะ (aesthetic striving play)
“ในการเล่นแบบมุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อประสบการณ์เชิงสุนทรียะ คุณไม่ได้ไล่ล่าชัยชนะเพราะแต้มมีความสำคัญในตัวเอง คุณพยายามเอาชนะเพื่อจะได้สัมผัสความงดงามของการลงมือทำอย่างเปี่ยมล้นด้วยความปีติ (ecstatic action)…ในการเล่นลักษณะนี้ เราควบคุมระบบคะแนนเชิงกลไก (mechanical scoring system) โดยอ้างอิงกับจุดมุ่งหมายที่ใหญ่กว่าและไม่อาจลดทอนเป็นกลไกตายตัวได้ เช่น การที่ผมลองปรับเป้าหมายต่างๆ ในการตกปลาเพื่อค้นหาว่าเป้าหมายแบบใดจะนำผมเข้าสู่ภาวะสงบนิ่งคล้ายการทำสมาธิได้มากที่สุด หรือการทดลองเล่นเกมสวมบทบาทหลายๆ แบบ รวมถึงปรับกติกาเฉพาะกลุ่มไปเรื่อยๆ จนพบรูปแบบที่จุดประกายความคึกคักสร้างสรรค์ได้มากที่สุด ในการเล่นแบบมุ่งฝ่าฟันเพื่อประสบการณ์เชิงสุนทรียะ เป้าหมายเฉพาะหน้าอาจชัดเจนและเป็นกลไก แต่จุดมุ่งหมายที่ใหญ่กว่านั้นยังคงคลุมเครือ เปลี่ยนแปลงได้ และต้องค้นหาอยู่เสมอ” (ห, 126, 212)
อย่างไรก็ตาม เหงวียนไม่ได้มองว่าการยึดครองคุณค่าเป็นปัญหาส่วนตัวที่แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการรู้เท่าทันและปรับตัว ในความเป็นจริงปรากฏการณ์ของสังคมแห่งการชี้วัดสัมพันธ์อย่างยิ่งกับพลังทางอารมณ์ของข้อมูลเชิงปริมาณที่ทำให้รู้สึกว่ามันทั้งเข้าใจง่าย น่าเชื่อถือ และดังนั้นจึงน่าจะจริงเสียยิ่งกว่าจริง
เหงวียนตั้งข้อสังเกตว่ามนุษย์เราตกเป็นทาสของตัวชี้วัดก็เพราะความเข้าใจง่ายของมันนี่เอง
“คนจำนวนมากดูจะไว้วางใจข้อมูลที่ถูกแปลงเป็นตัวเลขเพียงเพราะมันถูกแปลงเป็นตัวเลข แน่นอนว่าเราควรไว้วางใจข้อมูลเมื่อมันถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีการที่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการถูกแปลงเป็นตัวเลขเพียงอย่างเดียวก็พอจะก่อให้เกิดความไว้วางใจได้แล้ว โดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณภาพของระเบียบวิธีที่อยู่เบื้องหลังข้อมูลนั้นแต่อย่างใด” (บ, 34)
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวชี้วัดที่ผลิตโดยสถาบันทางสังคมทั้งหลายยังทรงพลังเกินกว่าปัจเจกบุคคลจะต้านทาน เพราะเบื้องหลังของตัวชี้วัดที่ใครๆ ก็เชื่อกัน คืออำนาจ
ในแง่หนึ่ง การไล่ตามตัวชี้วัดที่สถาบันทางสังคมกำหนดให้ได้อย่างครบถ้วนมักมอบรางวัลอันหอมหวนไม่ว่าจะเป็นเงินทอง โอกาส หรือสถานะทางสังคม ในอีกแง่หนึ่ง การที่คนจำนวนมากเชื่อเหมือนๆ กันในตัวชี้วัดชุดหนึ่งๆ คือฐานอำนาจสำคัญยิ่งของสถาบันทางสังคมทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงต้องพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อทำให้มนุษย์เชื่อให้ได้ว่าตัวชี้วัดหนึ่งๆ ที่พวกเขาผลิตขึ้นสามารถสะท้อนความจริงอันซับซ้อนของชีวิตและสังคมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สังเกตให้ดี ไลฟ์โค้ช อินฟลูฯ อุตสาหกรรมโฆษณา อุตสาหกรรมการตลาด และการศึกษาภาคบังคับ (not all) มีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง พวกเขา (สถาบันทางสังคมเหล่านี้) ไม่ได้บังเอิญคิดตรงกันว่าชีวิตที่ประสบความสำเร็จและสมบูรณ์แบบมีอยู่จริง แถมยังสามารถชี้วัดได้ด้วยมาตรวัดแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น แต่บรรดาตัวชี้วัดทั้งหลายที่พวกเขาคอยผลิตซ้ำและพร่ำสอนเราว่าคือหน้าตาของชีวิตที่สำเร็จและสมบูรณ์แบบนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้พวกเขามีและทรงอำนาจ
ผมชอบโควตตอนต้นของหนังสือเล่มนี้มาก เหงวียนอ้างถึงโทมัส ฮอบส์ นักปรัชญาการเมืองที่เชื่อว่าหัวใจของการเมืองคืออำนาจ ทว่า
“สำหรับฮอบส์ ต้นตอที่แท้จริงของอำนาจไม่ใช่ความแข็งแกร่งหรือกำลังทหาร เขาเชื่อว่าอำนาจสูงสุดมาจากความสามารถในการควบคุมภาษาและนิยามคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า ‘ความสำเร็จ’…เพราะหากคุณสามารถนิยามให้คนเชื่อได้ว่าความดีและความชั่วคืออะไร หากคุณสามารถควบคุมได้ว่าความสำเร็จและความล้มเหลวสำหรับพวกเขาแปลว่าอะไร คุณก็ควบคุมพวกเขาได้จากภายในเลยทีเดียว” (ห, 12)
การบอกให้คนคิดเองให้เป็นและปรับตัวให้ได้เพียงอย่างเดียวจึงมองข้ามเรื่องสำคัญ นั่นคือการยึดครองคุณค่าไม่ใช่แค่เรื่องส่วนบุคคล แต่ผูกโยงกับสถาบันทางสังคมที่ได้ประโยชน์จากตัวชี้วัดคุณค่า ความสำเร็จ ความสมบูรณ์แบบเหล่านี้ทั้งสิ้น ดังนั้น มันจึงเป็นประเด็นสาธารณะด้วยเสมอ
จริงอยู่ที่การผลิต ‘โครงสร้างพื้นฐานของการเล่น’ หรือตัวอย่างรูปธรรมของสถาบัน องค์กร หน่วยงาน ชุมชน และสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ภาษาว่าด้วยความสำเร็จและความสมบูรณ์ไม่ใช่สิ่งตายตัวดังที่เหงวียนเสนอ ดูช่างใหญ่โตเสียจนคนในประเทศที่ไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเปลี่ยนแปลงอะไรนักเห็นแล้วก็คงถอดใจ
แต่อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เราเริ่มได้เลย เริ่มได้ทันที เริ่มที่ตัวเองได้ด้วย ก็คือการช่วยกันเปิดโปง ‘มนุษย์” ที่อยู่เบื้องหลังตัวชี้วัด มนุษย์ที่ได้ประโยชน์จากการควบคุมตัวชี้วัด มนุษย์ที่หากินจากการยึดครองและยุบรวมคุณค่า
ใครบ้างนะ มนุษย์ที่พยายามควบคุมพวกเราจากภายใน
[1] เนื้อหาที่ผมยกมาในบทความนี้มาจากทั้งหนังสืออีบุ๊คและตัวบทความ เพื่อให้ไม่สับสน ข้อความที่อ้างมาจากหนังสือจะวงเล็บว่า (ห, [เลขหน้า]) ส่วนข้อความที่มาจากบทความจะวงเล็บว่า (บ, [เลขหน้า]) ครับ
read-o-sapiens การจัดการชีวิต การออกแบบชีวิต ความหมายชีวิต ชีวิตการทำงาน ชีวิตที่ดี ชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว ปรัชญาชีวิต ภาคิน นิมมานนรวงศ์ ภาคิน นิมมานวรวงศ์ วิถีชีวิต