สังคมข่าวหุ้น

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้ (21 ก.ค.) ปิดการซื้อขายที่ 1,652.97 จุด เพิ่มขึ้น 6.97 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.42% มูลค่าการซื้อขาย 97,960.99 ล้านบาท การซื้อขายในช่วงบ่ายดัชนียังคงเคลื่อนไหวในแดนบวก จากแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยเฉพาะหุ้น KKP หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ส่งผลให้โบรกเกอร์หลายแห่งทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไร และราคาเป้าหมาย ขณะที่การปรับตัวขึ้นของหุ้น DELTA ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ยังมีส่วนช่วยหนุนดัชนีโดยรวม
ข้อมูลของ NVDR ช่วงตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 20 ก.ค. 2569 สะท้อนว่า กระแสเงินลงทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าหุ้นบิ๊กแคปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มพลังงาน และธนาคาร ที่ครองสัดส่วนการซื้อสุทธิสูงสุด โดย PTT เป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากนักลงทุนต่างชาติ ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิราว 29,000 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 35.51 บาทต่อหุ้น ขณะที่ PTTEP ตามมาเป็นอันดับสอง ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิประมาณ 22,000 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 141.41 บาท ส่งผลให้เพียงสองบริษัทในกลุ่ม ปตท. มียอดซื้อสุทธิรวมกันกว่า 52,000 ล้านบาท สะท้อนมุมมองเชิงบวกของเงินทุนต่างชาติที่มีต่อหุ้นกลุ่มพลังงานของไทย ด้านกลุ่มธนาคาร KBANK ติดอันดับ 3 ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิราว 21,000 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 199.26 บาทต่อหุ้น ส่วน TOP ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือ ปตท. ติดอันดับ 4 ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิประมาณ 7,000 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 47.94 บาท ขณะที่ KTB เป็นหุ้นอันดับ 5 ที่นักลงทุนต่างชาติเข้าสะสมมากที่สุด มียอดซื้อสุทธิราว 5,500 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 34.30 บาทต่อหุ้น
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) แนะจับตาหุ้นเด่นรับฤดูกาลประกาศงบไตรมาส 2/2569 ในช่วงเดือน ก.ค. ถึง ส.ค. โดยให้น้ำหนักบริษัทที่คาดว่ากำไรเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และไตรมาสก่อน (QoQ) พร้อมมีแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังยังขยายตัว และมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง หุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ SCGP, ADVANC, CPN, GULF และ TIDLOR ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรม และแนวโน้มผลประกอบการที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
โครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น หลัง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งผลักดันโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2569 ด้าน “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า TISA มีเป้าหมายส่งเสริมการออมระยะยาวของคนไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขาย หรือสับเปลี่ยนหุ้นภายในบัญชีได้โดยไม่ต้องถือหลักทรัพย์ตัวเดิมตลอดอายุการลงทุน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต ขณะที่เม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ตลาดทุนจะมากน้อยเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับความน่าสนใจของตลาด และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ภาครัฐกำลังพิจารณา ขณะที่ “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ระบุว่า ขณะนี้ภาครัฐยังอยู่ระหว่างหารือรายละเอียด ทั้งวงเงินลงทุน ระยะเวลาการถือครอง และมาตรการภาษี รวมถึงการออกแบบระบบรองรับการลงทุนในหุ้นรายตัว ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากกองทุนรวม เบื้องต้น TISA จะเป็นบัญชีลงทุนเฉพาะ ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายหรือสับเปลี่ยนหุ้นภายในบัญชีได้ โดยสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะอ้างอิงจากวงเงินที่นำเข้าลงทุน ไม่ใช่มูลค่าพอร์ตที่เปลี่ยนแปลงภายหลัง อีกทั้งยังมีแนวคิดให้สามารถรับเงินปันผลออกมาใช้ได้โดยไม่กระทบสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ดวงดี
Back to top button