วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โบสถ์ไทยภายในโกธิค
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงกลางกรุงเทพฯ ที่ภายนอกดูเป็นไทยประเพณี แต่เมื่อก้าวเข้าไปในพระอุโบสถ จะพบการตกแต่งแบบโกธิคที่ชวนให้นึกถึงโบสถ์คริสต์ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของสุสานหลวงแห่งเดียวในกรุงเทพมหานคร และเป็นวัดที่มีสมเด็จพระสังฆราชประทับมาแล้วหลายพระองค์
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5
วัดนี้สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2412 โดยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) เป็นแม่กองอำนวยการสร้างตามลำดับ
ในการเตรียมพื้นที่ ทรงซื้อวังของกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณกับเจ้าจอมมารดาคล้าย รวมถึงบ้านเรือนข้าราชการและชาวบ้านโดยรอบ ใช้พระราชทรัพย์ 2,806 บาท 37 สตางค์ เมื่อวัดพร้อม ทรงนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสราชวรวิหารมาจำพรรษา และอัญเชิญ “พระนิรันตราย” มาประดิษฐาน เหตุผลในการสร้างคือการสืบโบราณราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างวัด และเพื่อแสดงพระราชศรัทธา
ผังวัดที่มีเจดีย์เป็นแกนกลาง
เมื่อเข้าทางถนนราชบพิธ ประตูวัดแกะสลักเป็นรูปทหารแต่งกายแบบตะวันตก จากนั้นจะเห็นพระอุโบสถเป็นอาคารแรก ผังวัดมีพระมหาเจดีย์เป็นประธานอยู่ตรงกลาง ล้อมด้วยระเบียงคดทรงกลม พระอุโบสถอยู่ด้านหน้า และพระวิหารอยู่ด้านหลัง ระเบียงคดทรงกลมนี้เป็นรูปแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นในรัชกาลก่อนหน้าที่วัดพระปฐมเจดีย์ ก่อนนำมาใช้ที่วัดแห่งนี้
ภายนอกแบบไทย ภายในแบบตะวันตก

พระอุโบสถเป็นอาคารแบบไทยประเพณี มีหน้าบันสองชิ้น หน้าบันของมุขเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งพบได้ในพระอารามหลวงที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง ส่วนหน้าบันด้านในเป็นรูปช้างเจ็ดเชือกเทินพานรองพระเกี้ยว อันเป็นพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 5 ช้างทั้งเจ็ดหมายถึงช้างเผือกเจ็ดเชือกในรัชกาลนั้น
ภายในต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ใช้การตกแต่งแบบโกธิคตามแนวคิดของหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ประตูและหน้าต่างด้านนอกประดับมุกเป็นรูปเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นที่ 1 จำนวน 5 ดวง กรอบซุ้มทำเป็นยอดปราสาท เหนือกรอบซุ้มมีตราพระบรมราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 9 เป็นลายอุณาโลมสลับอักษร “จ” ผนังด้านข้างเดิมมีจิตรกรรมเล่าพุทธประวัติ แต่ในรัชกาลที่ 7 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงโปรดให้ลบออกและตกแต่งใหม่แบบตะวันตก
พระพุทธอังคีรสและพระบรมอัฐิ
พระประธานในพระอุโบสถคือ “พระพุทธอังคีรส” ปางสมาธิ ครองจีวรยับย่นสมจริงตามแนวคิดตะวันตกที่เข้ามาในรัชกาลที่ 4 ตามบทความต้นทาง พระพุทธรูปองค์นี้หล่อขึ้นระหว่างรัชกาลที่ 4 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 ด้วยทองคำจากเครื่องทรงของรัชกาลที่ 5 โดยเดิมมีพระประสงค์จะนำไปประดิษฐานที่วัดพระปฐมเจดีย์ แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน จึงโปรดให้ประดิษฐานที่วัดนี้แทน
พระรัศมีของพระพุทธรูปองค์นี้ถอดเปลี่ยนได้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาที่วัดนี้ในกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ทรงเจิมพระรัศมีทองคำลงยาราชาวดี และทรงสวมที่พระเศียร
ใต้ฐานบัลลังก์ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีสี่พระองค์ ได้แก่ รัชกาลที่ 1, 3, 4 และ 5 พร้อมพระอัฐิของเจ้านายอีกบางพระองค์ ต่อมาใน พ.ศ. 2492 รัชกาลที่ 9 โปรดให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 7 มาบรรจุที่ฐานหินอ่อน ใน พ.ศ. 2528 มีการบรรจุพระราชสรีรางคารของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และใน พ.ศ. 2560 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเชิญพระราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 9 มาประดิษฐานไว้ที่ฐานเดียวกัน
พระวิหารและพระเจดีย์
พระวิหารที่อยู่ตรงข้ามกันมีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายพระอุโบสถ ต่างกันที่บานประตูและหน้าต่างซึ่งใช้งานแกะสลักไม้แทนงานประดับมุก ทำให้เห็นสีของเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่ละประเภท ภายในใช้โทนสีชมพู ต่างจากพระอุโบสถที่เป็นโทนเย็น และประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนาม “พระประทีปวโรทัย”
ส่วนพระเจดีย์ประธานประดับกระเบื้องเคลือบ เป็นเจดีย์ทรงระฆัง ภายในคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกศิลปะขอมและพระพุทธรูปอื่นอีกหกองค์ บทความต้นทางระบุว่าเป็นเจดีย์ประธานองค์สุดท้ายที่สร้างตามแบบแผนดั้งเดิม ก่อนจะมีการฟื้นฟูรูปแบบนี้ในยุคหลัง
สุสานหลวง ธรรมเนียมใหม่ของรัชกาลที่ 5
สุสานหลวงของวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระอัฐิและพระราชสรีรางคาร ด้วยพระราชประสงค์ให้ผู้ที่ทรงรักใคร่ห่วงใยได้อยู่รวมกันหลังล่วงลับ เป็นธรรมเนียมใหม่ เพราะในอดีตการถวายพระกุศลแก่เจ้านายที่สิ้นพระชนม์มักทำเป็นการสร้างสิ่งของหรือถาวรวัตถุ ภายในมีอนุสรณ์สถานและอนุสาวรีย์ 34 แห่ง ทั้งแบบตะวันตก แบบตะวันออก และแบบจำลองจากสถานที่จริง
กลุ่มที่เด่นคืออาคารทรงไทยยอดเจดีย์ประดับโมเสกสีทอง 4 องค์ ได้แก่
- สุนันทานุสาวรีย์ บรรจุพระสรีรางคารของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ผู้เป็นที่รู้จักในนาม “พระนางเรือล่ม” และพระราชธิดา
- รังษีวัฒนา บรรจุพระราชสรีรางคารของพระราชโอรสและพระราชธิดาในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี รวมถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
- เสาวภาประดิษฐาน บรรจุพระราชสรีรางคารของพระราชโอรสในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
- สุขุมาลย์นฤมิตร์ บรรจุพระสรีรางคารของสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี และเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
ผู้ไปเยือนสังเกตชื่อที่กำกับไว้หน้าอาคารแต่ละหลังได้
ไปเที่ยวต่อได้ใกล้ๆ
ตรงข้ามวัดคือวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม พระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 4 และบริเวณเชิงสะพานปีกุนมีอนุสาวรีย์หมู หรืออนุสาวรีย์สหชาติ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2456 เนื่องในวาระที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถมีพระชนมายุครบ 50 พรรษา