สากกะเบือยันครก รู้จักลุงเปี๊ยก ช่างครกดินอุบลฯ ส่งทั่วไทย
สากกะเบือยันครก เป็นสำนวนที่เล่าถึงเครื่องครัวใกล้ตัวคนไทย แต่น้อยคนจะรู้ว่าครกดินที่ใช้ตำส้มตำตามร้านอาหารจำนวนมากมาจากที่ไหน คำตอบหนึ่งอยู่ที่ชุมชนปากห้วยวังนอง ตำบลปทุม จังหวัดอุบลราชธานี ที่ซึ่งบวร พงษ์พีระ หรือลุงเปี๊ยก ช่างครกดินวัยราว 70 ปี ในช่วงที่ สัมภาษณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ยังคงปั้นครกส่งขายไปทั่วภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ และประเทศเพื่อนบ้าน
สากกะเบือยันครก จากโอ่งมังกรราชบุรีสู่ครกอีสาน
ลุงเปี๊ยกเป็นประธานกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาปากห้วยวังนอง และเป็นผู้สืบทอดความรู้จากพ่อใหญ่สุวรรณ ผู้นำอาชีพนี้เข้ามาในตำบลปทุมราว พ.ศ. 2490 ตอนนั้นชุมชนยังไม่มีอาชีพประจำ ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำไร่ทำนา พ่อใหญ่เคยอยู่จังหวัดราชบุรีที่มีโอ่งมังกรเป็นของขึ้นชื่อ จึงนำความรู้ด้านเครื่องปั้นมาปรับให้เข้ากับเครื่องใช้ของคนอีสาน เช่น ไหใส่ปลาร้าและครกตำส้มตำ
ลุงเปี๊ยกเริ่มหัดปั้นครกจริงจังตอนอายุราว 10 ปี โดยได้หน้าที่ถีบแป้นขึ้นรูปให้พ่อ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้า ต่อมาเมื่อมีไฟฟ้า สองพ่อลูกร่วมกับโรงสีออกแบบแป้นขึ้นรูปไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้ามาฝึกงานได้สะดวกขึ้น หมู่บ้านมีเตาเผามากกว่า 200 เตาในช่วงรุ่งเรือง
วิกฤตปี 2540 กับความรู้จากมหาวิทยาลัย

หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 โรงงานเครื่องปั้นดินเผาทยอยปิดตัว เตาเผาลดจาก 200 เตาเหลือหลักสิบต้นๆ ชาวบ้านจำนวนมากเป็นหนี้และขายที่ดิน ลุงเปี๊ยกเองก็ไปทำงานก่อสร้างให้วัดอยู่พักใหญ่ ก่อนวิกฤตเขาเล่าว่าหมู่บ้านผลิตกระถางต้นไม้มากกว่าครก เพราะตลาดนิยมปลูกต้นไม้มงคล
จุดเปลี่ยนคือทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีเข้ามาศึกษาสาเหตุการล่มสลายของเครื่องปั้นดินเผาตำบลปทุม ลุงเปี๊ยกและชาวบ้าน 50 ครัวเรือนจึงตั้งกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ ฝั่งมหาวิทยาลัยช่วยแนะนำเรื่องเตาเผา การทดสอบคุณภาพดิน และการเลือกดินให้เหมาะกับงานแต่ละประเภท จนมีศูนย์การเรียนรู้ประจำหมู่บ้าน เมื่อไปดูงานที่เกาะเกร็ดและเห็นครกตีนช้างที่ทรงต่างออกไป ลุงเปี๊ยกก็นึกถึงครกทรงโบราณของพ่อใหญ่ และตัดสินใจกลับมาทำครกอย่างจริงจัง
ครกตำแซ่บ และเทคนิคที่อยู่ในรายละเอียด
ตามสูตรครกโบราณของอีสานที่ลุงเปี๊ยกเล่า ปากครกต้องหนาราวหนึ่งนิ้ว ก้นหนา และทรงอูม เมื่อตำจะเกิดเสียงกังวาน ทรงอุ้มยังช่วยให้วัตถุดิบพลิกตัวเองขณะตำ ใช้ช้อนขูดได้โดยไม่ต้องตักขึ้นบ่อย
ก่อนหน้านั้นครกที่ผลิตมีอัตราเสียหายราวครึ่งหนึ่ง แตกง่าย รูปร่างเบี้ยว ลุงเปี๊ยกนำความรู้เดิมจากพ่อใหญ่มาผสานกับการทดสอบดินและการปรับเตาเผา จนได้ครกที่คุณภาพสม่ำเสมอ เขาเรียกเองว่า “ครกตำแซ่บ” ปัจจัยสำคัญคืออุณหภูมิเผา ดินบางชนิดเผาที่ 1,150 องศาก็ดำ ถ้าเกิน 1,200 องศาจะเบี้ยว ขณะที่ดินแก่ไฟทนได้ถึง 1,200-1,300 องศา สมัยก่อนเผาจนดำเมี่ยมแต่แตกง่าย ปัจจุบันสีน้ำตาลอมแดงคือจุดที่พอดี
ดินของปากห้วยวังนองไม่ต้องผสม ขุดแล้วแช่น้ำก็ใช้ได้ เพราะเป็นดินปลายน้ำที่ตกตะกอนมาจากหลายจังหวัด ตั้งแต่โคราช ขอนแก่น ผ่านมหาสารคาม มีทั้งแร่เหล็ก แร่ถ่านภูเขาไฟ และทราย ช่างรุ่นเก่ายังใช้วิธีชิมดินเพื่อแยกประเภท ดินที่มีทรายมากเหมาะทำครก ส่วนดินเหนียวมันที่ไม่มีทรายเหมาะทำไหปลาร้าเพราะไม่ซึมน้ำ
ตัวเลขการผลิตและตลาด
ลุงเปี๊ยกเล่าว่าเตาหนึ่งเผาครกได้สามพันกว่าใบ ทั้งหมู่บ้านขายออกไปราว 20,000-30,000 ใบต่อเดือน ราคาขายส่งให้พ่อค้าคนกลางอยู่ที่ใบละ 7, 10 ถึง 17 บาทตามขนาด ซึ่งเขายอมรับว่าไม่ได้สะท้อนฝีมือและเวลาที่ใช้ พ่อค้ากระจายครกไปทั่วภาคอีสาน กรุงเทพฯ ภาคใต้ มีกลุ่มชาวมุสลิมที่ใช้ตำเครื่องแกง และส่งไปมาเลเซียกับเมียนมา
ทางกลุ่มไม่ขายสาก เพราะพ่อค้าคนกลางจะไปหาสากไม้ยูคาลิปตัสจากอีกหมู่บ้านมาจับคู่กับครก ลุงเปี๊ยกเสริมว่าช่วงโควิด-19 ปี 2563 คนฝึกทำอาหารที่บ้านจนครกขายหมด ส่วนเคล็ดดูแลครกคือล้างหลังใช้ แล้วคว่ำผึ่งให้แห้งสนิท ไม่แช่น้ำทิ้งไว้ ครกจะได้ไม่มีกลิ่นและอยู่ได้นาน
ปัญหาคนรับช่วงต่อ
เพราะรายได้ต่อใบไม่สูง ลูกหลานจำนวนมากเลือกอาชีพอื่น รวมถึงลูกของลุงเปี๊ยกเอง เขาเปรียบว่าเหมือนชาวนาที่ลูกไม่ทำนา และมองว่าทางออกคือพัฒนาศูนย์การเรียนรู้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางและทำให้ราคาขายดีขึ้น ควบคู่กับการต่อยอดงานเป็นจาน ถ้วย แก้ว และดริปเปอร์กาแฟ ซึ่งบางส่วนปรากฏในร้านอาหารของคนรุ่นใหม่ในอุบลฯ
ผู้สนใจเรียนรู้หรืออุดหนุนติดต่อได้ที่ศูนย์เรียนรู้เครื่องปั้นดินเผาปากห้วยวังนอง เลขที่ 381 หมู่ 11 ตำบลปทุม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี